การไหลบ่าอารยธรรมอิสลามสู่อายรธรรมตะวันตก กับการแปลตำรำทางวิทยาการอิสลาม
การไหลบ่าอารยธรรมอิสลามสู่อายรธรรมตะวันตก กับการแปลตำรำทางวิทยาการอิสลาม
โดย อาจารย์วันชัย พิชัยรัตน์
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ตามหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ระบุอย่างชัดเจนว่าสังคมตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมโลก ความโดดเด่นทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ ศาสนา และภูมิศาสตร์ จึงเป็นที่หมายปองต้องตาของชนชาติต่างๆที่อยากจะเข้าไปครอบครอง จึงเป็นที่มาของความหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ณ.ที่แห่งนั้น และหนึ่งในอิทธิพลที่ส่งผลต่อวิทยาการ วัฒนธรรมและอารยธรรมของตะวันออกกลางโดยเฉพาะโลกอิสลามคือ การถ่ายทอดวิทยาการและวัฒนธรรมของโลกตะวันตกสู่โลกตะวันออกและยุคที่ถือได้ว่าได้ปฏิวัติวิทยาการแห่งโลกอิสลามคือยุคแห่งการถ่ายทอดวิทยาการและวัฒนธรรมกรีกสู่โลกอิสลาม ซึ่งบทความนี้พยายามหยิบยกบทบาทและความสำคัญของกระบวนการของการแปลในยุคนั้นมานำเสนอ เพื่อเป็นการบูรณาการนำมาปรับใช้ในการแปลและถ่ายทอดวิทยาการแห่งยุคปัจจุบันต่อไป

Credit Photo by : chanyanuch.wordpress.com
การถ่ายทอดวิทยาการและวัฒนธรรมกรีกสู่โลกอิสลามเป็นไปอย่างปกติตาม”ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม”หรือมีนัยยะและการวางแผนการถ่ายทอด ?
แน่นอนปรัชญาหนึ่งในประเภทต่างๆ คือ ความคิด ใช่ว่าความคิดจะจำกัดไว้เฉพาะในปรัชญาเท่านั้น
ทว่าประวัติความเป็นมาของความคิด ชี้ชัดว่าวิถีคิดในกรีกนั้นมีความโดดเด่นและชาวกรีกก็ได้ผลิตนักวิชาการ นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่และได้นำเสนอสู่สายตาชาวโลก ท่านเหล่านั้นคือปรมาจารย์ด้านความคิด ซึ่งส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อความคิด และอารยธรรมอิสลามก็เก็บเป็นของที่ระลึกไว้ ดังที่ศตวรรษที่สี่ในอารยธรรมอิสลามจากการตกผลึกของความคิดแบบกรีกได้หลอมเข้ากับหลักธรรมคำสอนของอิสลาม ฟารอบีและอิบนุซีนา และอีกหลายท่านคือผู้ที่เกิดจากการตกผลึกของวัฒนธรรมดังกล่าว
นักวิชาการกล่าวไว้ว่า
“อารยธรรมและโรคติดต่อ มีความคล้ายกันตรงที่ ทั้งสองเป็นผลมาจากความใกล้ชิดและปฏิสัมพันธ์ที่แพร่กระจายจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง และไม่ว่ามันจะไปปรากฏที่ใด คำถามแรกที่จะเกิดขึ้นในสมองคือ ทางที่จะแพร่กระจายอยู่ที่ไหน ?
ปัจจัยการถ่ายทอดวิทยาการกรีกสู่สังคมอิสลามคืออะไร ?
อีกคำถามหนึ่งคือ การถ่ายทอดของวัฒนธรรมนี้เป็นไปอย่างปกติ เหมือนดังที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า “ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม” หรือในการถ่ายทอดนี้มีนัยและการวางแผนการและบางทีอาจจะมีนัยทางการเมืองแฝงอยู่หรือไม่อย่างไร ?
หากคำตอบคือสมมุติฐานที่สอง เป็นไปได้อย่างไรที่มุสลิมที่มีชนชาติและนิกายต่างกัน ซุนนีย์ ชีอะฮ์ จะยอมรับสิ่งนั้น ? และถ้าหากมีข้อโต้แย้งก็ย่อมเป็นข้อโต้แย้งที่ภูมิความรู้ไม่ใช่เป็นข้อโต้แย้งมุ่งร้ายและโง่เขลา ?
เช่นถ้าหาก อะบูฮามิด ฆอซซาลี จะวิจารณ์ปรัชญา ซึ่งท่านเองเป็นผู้พัฒนาปรัชญา ท่านก็จะวิจารณ์ปรัชญาด้วยปรัชญา ท่านเริ่มเขียนตำรา “มะกอซิดุล ฟะลาซะฟะฮ์” ต่อมาก็เขียนตำรา “ตะฮาฟะตุลฟะลาซะฟะฮ์” แต่ใน “ตะฮาฟะตุลฟะลาซะฟะฮ์” ได้วิจารณ์ปรัชญาด้วยแนวคิดของปรัชญา อย่างไรก็ตามคำถามนี้ยังคงเป็นคำถามที่นักคิดชาวมุสลิมให้ความสนใจ กลุ่มหนึ่งยอมรับในปัจจัยแรก และอีกกลุ่มหนึ่งก็มีมุมมองที่ไม่ดีนักกับการถ่ายทอดวัฒนธรรมนี้
กลุ่มแรกส่วนใหญ่เป็นนักปรัชญามุสลิมนิกายมุอ์ตะซิละฮ์และชีอะฮ์ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ววิสัยทัศน์ของชีอะฮ์ ตามคำกล่าวของชะฮีดมุเฏาะฮารีย์ คือ “มีมุมมองทางปัญญา” ท่านได้เขียนไว้ว่า :
“การสนทนาเชิงลึกเกี่ยวกับพระเจ้าจากบรรดาอะอิมมะฮ์ (อ.) ซึ่งนำโดยอิมามอะลี (อ.) เป็นเหตุให้ปัญญาของชีอะฮ์เป็นภูมิปัญญาแห่งปรัชญาและวางอยู่บนเหตุและผล และในหมู่พี่น้องซุนนีย์ ก็มีกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์ที่มีความใกล้เคียงกับชีอะฮ์ ซึ่งได้ใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาปรัชญาไม่มากก็น้อย
ทฤษฎี “ตัฟกีก”
อีกด้านหนึ่ง พี่น้องซุนนีย์บางกลุ่ม (ฮะนาบิละฮ์) และนักรายงานฮะดีษ ในทศวรรษหลังก็เกิดกลุ่มหนึ่งขึ้นในหมู่ชีอะฮ์ ที่ถือว่าทุกๆการเจาะลึกและครุ่นคิดใคร่ครวญในวิทยาการแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นสิ่งอุตริและหลงทาง และถือว่าการศึกษาด้านเทววิทยาและปรัชญาเป็นการหลงทาง
ในมุมมองของกลุ่มนี้ถือว่า กระบวนการการแปลและการถ่ายทอดวิทยาการกรีกมีนัยที่ไม่ดีทางการเมืองแฝงอยู่ และจุดประสงค์ของการเคลื่อนไหวทางด้านวิทยาการนี้ก็เพื่อดับวิทยาการของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) กลุ่มผู้สนับสนุนแนว “ตัฟกีก” ก็เช่นกันได้นำคำกล่าวอ้างข้างต้นมากล่าวใหม่อีกครั้งและก็เผยแพร่แนวความคิดดังกล่าว
มีรซอ มะฮ์ดี อิศฟาฮานี กล่าวว่า
“ปัญหาและอุปสรรคของชีอะฮ์เกิดจากบะนีอับบาส เนื่องจากพวกเขาเล็งเห็นแล้วว่าบะนีอุมัยยะฮ์ใช้กำลังและอาวุธเพื่อทำลายอะฮ์ลุลบัยต์ จนในที่สุดพวกเขาเองกลับเป็นที่เกลียดชัง บะนีอับบาสจึงเปลี่ยนยุทธวิธีเพื่อทำลายอะฮ์ลุลบัยต์ ด้วยการแพร่วิทยาการที่ซับซ้อนของปรัชญากรีกเข้าสู่สังคมอิสลาม เพื่อให้บรรดามุสลิมหมกมุ่นอยู่กับวิทยาการเหล่านั้นและเพื่อเป็นการทำลายภาพลักษณ์ทางวิทยาการของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) อีกด้านหนึ่งพวกเขาให้การสนับสนุนกลุ่ม “ซูฟี” เพื่อทำลายภาพลักษณ์การสมถะและความสำรวมของอะฮ์ลุลบัยต์”
คำถามคือว่า ความคิดเช่นนี้ เกิดขึ้นในยุค “การถ่ายทอดวิทยาการกรีก” และโลกอิสลาม กลุ่มชีอะฮ์ก็มีทัศนคติในเชิงลบต่อการถ่ายทอดวัฒนธรรมนี้ ? หรือว่าความคิดเช่นนี้ เกิดขึ้นในศตวรรษต่อมาของอารยธรรมอิสลามในยุคซอฟะวี ? มุมมองของนักวิชาการชีอะฮ์และนักเทววิทยาร่วมยุคกับบรรดาอะอิมมะฮ์ (อ.) มีทัศนคติในเชิงลบกับการรับวิทยาการกรีก หรือว่าพวกเขาใช้ประโยชน์จากการเข้ามาของวิทยาการกรีกเหมือนกับกลุ่มมุอ์ตะซีละฮ์
ทฤษฎีที่สอง
ดูเหมือนว่าการถ่ายทอดวิทยาการแห่งยุคสู่อารยธรรมอิสลาม จะไม่มีสีแห่งการเมืองแฝงอยู่ และนักวิชาการชีอะฮ์เองก็เป็นนักแปลและถ่ายทอดวัฒนธรรมประชาชาติเพื่อนบ้าน และมีบทบาทอย่างมากในกระบวนการของการแปล
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
1 – ความต้องการของสังคมอิสลาม อีกด้านหนึ่งการขยายตัวของเมืองและอารยธรรม เป็นเหตุให้มุสลิมต้องแปลวิทยาการและวัฒนธรรมอื่นเพื่อเติมเต็มช่องว่างของสังคม
กล่าวกันว่า : เนื่องจากความหลงใหลในการศึกษาวิชาการ คอลิด บิน ยะซีด คือบุคคลแรกที่ได้สั่งให้นำตำราต่างๆเกี่ยวกับเคมีและดาราศาสตร์จากอเล็กซานเดรียแห่งอียิปต์สู่กรุงดามัสกัสและให้แปลเป็นภาษาอาหรับ สิ่งนี้บ่งชี้ได้ว่าการแปลวิทยาการต่างๆนั้นเกิดขึ้นก่อนการเริงอำนาจของราชวงศ์อับบาซียะฮ์
2 –ฮิชาม บิน ฮิกัม นักเทววิทยาและนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของชีอะฮ์ ท่านรู้จักกับปรัชญาและแนวคิดของกรีกในยุคของอิมามซอดิก (อ.) ตามการรายงานของมัสอูดี กล่าวว่า ฮิชามได้เข้าร่วมในการประชุมอภิปรายด้านวิชาการและเทววิทยาต่อหน้าคอลิดอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งเคยเข้าร่วมการประชุมกับบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิของมุอ์ตะซิละฮ์ถกเกี่ยวกับเรื่องเทววิทยา ปรัชญา
3 – บทบาทของตระกูล นูบัคตี ตระกูลนูบัคตี เป็นตระกูลหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านความรู้ของชีอะฮ์ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการถ่ายทอดวิทยาการแห่งกรีก บุคคลสำคัญของตระกูลนี้ได้แก่ :
1 – ฟัฎล์ บิน อิสฮาก อะบี สะฮ์ล นูบัคต์
2 – อะลี บิน อิสลามาอีล นูบัคต์
3 – อะบูมุฮัมหมัด ฮะซัน บิน มูซา นูบัคตี
ซึ่งท่านที่สาม คือ ท่านฮะซัน บิน มูซา เป็นนักแปลที่ยิ่งใหญ่ด้านวัฒนธรรมและวิทยาการแห่งกรีกเป็นภาษาอาหรับ
อิบนุนะดีม กล่าวว่า :
“อะบูมุฮัมหมัด มุฮัมหมัด ฮะซัน บิน มูซา นูบัคตี เป็นลูกชายของน้องสาวอะบูสะฮ์ล นูบัคต์ ท่านเป็นนักเทววิทยาและนักปรัชญาที่มีชื่อเสียง จะมีการชุมนุมนักแปลตำราปรัชญา เช่น อะบูอุษมาน เดมิชกี , อิสฮาก บิน ฮุนัยน์ , ษาบิต บิน กุรเราะฮ์ ฮะรอนี และท่านอื่นๆ ที่บ้านของเขาบ่อยครั้ง เพื่อให้เขาช่วยแก้ปัญหาทางด้านวิชาการและแก้ไขสำนวนทางวิชาการด้านปรัชญา กลุ่มมุอ์ตะซีละฮ์ อ้างว่าตระกูลนูบัคตี เป็นกลุ่มของพวกเขา ชีอะฮ์ก็เชื่อว่าพวกเขาเป็นชีอะฮ์ แต่ตามทัศนะฉันแล้ว (อิบนุนะดีม) ตระกูลนูบัคตีเป็นชีอะฮ์ และเป็นที่รู้กันตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นตระกูลที่ยึดมั่นในวิลายะฮ์ (อำนาจการปกครอง) ของอิมามอะลี (อ.) และลูกหลานของเขา”
หนึ่งในผลงานของฮะซัน บิน มูซา คือ สรุปหนังสือ “อัลเกานุ วัลฟะซาด” ของอริสโตเติล ท่านฟาฎิล อิกบาล กล่าวว่า :
ในหมู่ตระกูลนูบัคตี อะบูมุฮัมหมัด นอกจากจะเป็นนักเทววิทยาแล้ว ยังมีความสนใจในปรัชญาเป็นพิเศษ นอกจากจะมีปฏิสัมพันธ์กับนักแปลตำราปรัชญาและค้นคว้าตำราของอริสโตเติลแล้ว ยังสรุปผลงานเหล่านั้นและเขียนวิภาษทัศนะของนักปรัชญาและนักตรรกะบางท่านอีกด้วย
4 – ฟารอบี Farabi (339-259)
ปรมาจารย์ท่านที่สอง คือนักปรัชญามุสลิมชีอะฮ์ที่ได้กระจายวิทยาการกรีกโดยเฉพาะตรรกะในโลกอิสลาม เขาเป็นชีอะฮ์คนหนึ่งที่ได้แสดงตนอย่างชัดเจน โดยพื้นฐานแล้วความใกล้ชิดของฟารอบีกับรัฐฮัมดานีที่เป็นรัฐชีอะฮ์และคำสั่งเสียของเขาที่ให้ฝังร่างตามแนวทางของชีอะฮ์ บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าเขาเป็นชีอะฮ์
วันนี้หากใครได้ศึกษาค้นคว้าตำรา “ออรอเอ อะฮ์เล มะดีเนะ ฟอฎิละฮ์” ก็จะเข้าใจได้ทันที่ว่า คุณสมบัติของผู้นำคนแรกแห่งมะดีนะฮ์ ฟาฎิละฮ์ ในมุมมองของฟอรอบี นั้นเป็นใครเสียไม่ได้นอกจากอิมามมะอ์ซูม (อ.) เท่านั้น และสิ่งนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจนที่สุดว่าแนวคิดของชีอะฮ์มีผลต่อแนวคิดของฟอรอบี ที่สนใจก็คือว่าแม้แต่นักวิชาการอาหรับร่วมสมัย”ดร. อุมัร ฟัรรูค คณบดีมหาวิทยาลัยแห่งซีเรีย กล่าวว่า
“ฟอรอบีกล่าวถึงคุณสมบัติของผู้นำแห่งเมืองมะดีนะฮ์ ฟาฎิละฮ์ ไว้ ซึ่งคุณสมบัตินี้สอดคล้องกับความเชื่อชีอะฮ์ในเรื่องของอิมามมะอ์ซูม (อ.) คำกล่าวเช่นนี้ทำให้เราพูดได้ว่า ในการเขียนตำรา ฟอรอบีไม่เพียงแต่ได้รับผลจากอิสลามเท่านั้น ทว่ายังปรากฏแนวคิดของชีอะฮ์ในทัศนะต่างๆของเขาอีกด้วย”
5 – อาลิฟะซอร
อะบูอิสฮาก อิบรอฮีม ฟะซอรี และลูกชายของเขา มุฮัมหมัด บิน อิบรอฮีม เป็นนักดาราศาสตร์และนักแปลตำราอินเดียวเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งอยู่ในยุคของมันซูร ตามคำกล่าวของ อิบนุฏอวูส ว่า เขาและลูกชายของเขาเป็นนักปราชญ์และนักดาราศาสตร์ของชีอะฮ์
ทว่าหลักฐานนี้ก็ไม่ได้หมายความว่านักปรัชญาชีอะฮ์จะถือว่าปรัชญากรีกเป็นวะห์ยูหรือจะยอมรับเฉพาะแนวคิดของกรีกเท่านั้น นักปราชญ์เหล่านี้เป็นเหมือนดั่งนักวิภาษที่ปราดเปรื่อง โดยทำการค้นคว้าวิจัยวิทยาการต่างๆและแนวคิดของกรีกจากนั้นก็ทำการตรวจสอบและประเมิน จะรับเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของอิสลามและทำการวิภาษคำกล่าวและทฤษฎีต่างๆ เหมือนดังที่ฮิชาม บิฮิกัมและฮะซัน บิน มูซา นูบัคตี ได้วิภาษแนวคิดของอริสโตเติล และเช่นกันฟอรอบีก็ปฏิเสธเรื่องโหราศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
6 — ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม
“หากมีสองวัฒนธรรมในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แน่นอนย่อมส่งผลต่อกัน เหมือนดังที่อิทธิพลของวัฒนธรรมอิสลามซึมซับเข้าสู่โลกตะวันตกในยุคกลาง และวัฒนธรรมของตะวันตกก็ส่งผลในลักษณะนี้เช่นกัน วัฒนธรรมอิสลามที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล “จงศึกษาหาความรู้แม้จะอยู่ไกลถึงเมืองจีน” ชี้ให้เห็นถึงการรับวิทยาการของคนต่างถิ่นและนำสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ประโยชน์
ดร. ริฎอ ดอวะรี กล่าวไว้อย่างสวยงามว่า :
“เนื่องจากศาสนาอิสลามแพร่หลายอยู่ในวงกว้าง ท่ามกลางชาติพันธุ์ที่หลากหลาย และไม่เคยปิดพื้นที่แห่งการถกวิชาการ แต่ได้นำเอาวิทยาการของชนอื่นๆมายืดหยุ่นปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในฐานะองค์ประกอบความคิดใหม่ๆ และทำให้วัฒนธรรมและอารยธรรมอิสลามเบ่งบาน”
ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่าชีอะฮ์ได้ปฏิวัติทางวิทยาการ ด้วยการถ่ายทอดภาษาอื่นสู่ภาษาอาหรับ เป็นผู้กลั่นและกรองนำสิ่งที่ดีและถูกต้องมาใช้ประโยชน์ จนกระทั่งในยุคการปกครองของรัฐชีอะฮ์ เช่น อาลิบูเยะฮ์ (Āl-i Buyeh ) มีความโดดเด่นในการปกครองที่ใช้ภูมิปัญญาแห่งปรัชญาควบคู่กับหลักธรรมคำสอนตามแนวทางชีอะฮ์ และมีนักวิชาการชีอะฮ์อย่างท่าน อิบนุมัสกุวัยฮ์ ซอฮิบ บิน อิบาด เกิดขึ้นในยุคนั้น จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน การแปลและการถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรมยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่อาจหยุดยั้ง มีนักวิชาการ นักแปลรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูสังคมด้วยปลายปากกาและภาษาที่สละสลวย มุ่งสู่สังคมศาสนาอันนำความร่มเย็น เป็นสุขต่อสังคมโดยรวม
บรรณานุกรม
- ชะฮีดมุเฏาะฮารีย์ “อุซูเล ฟัลซะเฟะฮ์ วะ ระวิเชริออลิสม์” เล่ม 5 หน้า 15-16
- อายาตุลลอฮ์ มีรซอ มะฮ์ดี อิศฟะฮานีย์ อรัมภบท “อับวาบุลฮุดา” หน้า 2 สำนักพิมพ์มัชฮัด
- อิบนุลนะดีม อัลฟะฮ์ร็อสต์ หน้า 303
- มุรูญุษษะฮับ เล่ม 3 หน้า 371
- อิบนุลนะดีม หน้า 6-235







