INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น : มิติทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น : มิติทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ซับซ้อนและมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ทั้งสองประเทศล้วนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อพิพาทเขตแดน ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทั้งสองชาติเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อระเบียบโลกและความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

รากเหง้าทางประวัติศาสตร์

ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นมีรากฐานสำคัญมาจากประวัติศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (ค.ศ. 1937-1945) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงเวลานี้ กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองดินแดนจีนและก่อเหตุการณ์โหดร้ายหลายครั้ง เหตุการณ์สำคัญที่จีนไม่เคยลืมเลือนคือ “การสังหารหมู่ที่นานกิง” ในปี ค.ศ. 1937 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน

ปัญหาสำคัญที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศคือการที่ญี่ปุ่นไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่ในสายตาของจีน การที่นักการเมืองญี่ปุ่นบางคนไปเยี่ยมศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งบูชาวิญญาณทหารญี่ปุ่นรวมถึงอาชญากรสงครามระดับ A มักจุดชนวนให้เกิดการประท้วงจากจีนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ เนื้อหาในตำราเรียนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่จีนมองว่าบิดเบือนหรือลดทอนความรุนแรงของการกระทำในอดีตก็ยังคงเป็นประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดอยู่เสมอ

 

ข้อพิพาทหมู่เกาะเซ็นกะกุ/เตียวหยู

หนึ่งในประเด็นความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือข้อพิพาทเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือหมู่เกาะเซ็นกะกุ (ญี่ปุ่นเรียก) หรือเตียวหยู (จีนเรียก) กลุ่มเกาะเล็กๆ ไม่มีคนอยู่อาศัยนี้ตั้งอยู่ในทะเลจีนตะวันออก มีพื้นที่รวมประมาณ 7 ตารางกิโลเมตร แม้จะมีขนาดเล็ก แต่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสูงมาก เนื่องจากตั้งอยู่ในเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญ มีแหล่งทรัพยากรประมงอุดมสมบูรณ์ และอาจมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้ท้องทะเล

ญี่ปุ่นยืนยันว่าได้ควบคุมเกาะเหล่านี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1895 และไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับอธิปไตย ในขณะที่จีนอ้างว่าเกาะเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 และถูกญี่ปุ่นยึดไปในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1894-1895) ไต้หวันก็มีการอ้างสิทธิ์เหนือเกาะเหล่านี้เช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์เรือประมงและเรือลาดตระเวนของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในบริเวณดังกล่าวหลายครั้ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการปะทะทางทหารโดยไม่ตั้งใจ

 

การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

นอกเหนือจากประเด็นเฉพาะแล้ว ความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นยังสะท้อนการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การขึ้นสู่มหาอำนาจของจีนในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาค จีนมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกและกำลังทหารที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในเอเชียกำลังเผชิญกับการท้าทายจากเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า

ญี่ปุ่นได้พยายามรักษาความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของตนโดยการเสริมสร้างพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นรากฐานของนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศและตีความรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้กองกำลังป้องกันตนเองมีบทบาทมากขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้ถูกมองจากจีนว่าเป็นการฟื้นฟูลัทธิทหารนิยมของญี่ปุ่น แม้ว่าญี่ปุ่นจะอ้างว่าเป็นเพียงการตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

จีนในทางกลับกันกำลังดำเนินนโยบาย “จีนฝัน” และ “การฟื้นฟูชาติจีน” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง รวมถึงการริเริ่มโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองไปทั่วเอเชียและนอกภูมิภาค การเสริมสร้างกำลังทหารในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกของจีนทำให้ญี่ปุ่นและพันธมิตรในภูมิภาคเกิดความกังวล

 

ประเด็นไต้หวัน: จุดชนวนใหม่ของความตึงเครียด

ประเด็นไต้หวันได้กลายเป็นมิติใหม่ที่สำคัญของความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมองว่าเสถียรภาพของไต้หวันมีความสำคัญต่อความมั่นคงของตนเอง เนื่องจากไต้หวันตั้งอยู่ห่างจากเกาะโอกินาวาของญี่ปุ่นเพียง 110 กิโลเมตร และอยู่ในเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญต่อการค้าและพลังงานของญี่ปุ่น

การกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นSanae Takaichiในรัฐสภาเกี่ยวกับความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือไต้หวันได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น แม้ว่าญี่ปุ่นจะยึดถือนโยบาย “จีนเดียว” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 แต่ผู้นำญี่ปุ่นรุ่นใหม่ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ไต้หวันอย่างเปิดเผยมากขึ้น การกล่าวถ้อยคำที่ชัดเจนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือไต้หวันถือเป็นการฝ่าฝืนเส้นแดงของจีนอย่างโจ่งแจ้ง โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้เน้นว่า “สันติภาพและเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญต่อความมั่นคงของญี่ปุ่นและความมั่นคงของเสถียรภาพระหว่างประเทศ”

การตอบโต้จากจีนมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง กระทรวงการต่างประเทศจีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเพื่อประท้วงอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวหาว่าคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็น “การแทรกแซงกิจการภายในของจีน” และ “การท้าทายหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง” สื่อของรัฐจีนได้เผยแพร่บทความเชิงเตือนหลายฉบับ โดยระบุว่าหากญี่ปุ่นเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นไต้หวัน “จะต้องพร้อมรับกับผลที่ตามมาอย่างร้ายแรง” โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนได้ออกมาเตือนว่า “กองทัพปลดแอกประชาชนจีนมีความมุ่งมั่นและความสามารถที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ”

นอกจากการประท้วงทางการทูตแล้ว จีนยังเพิ่มแรงกดดันทางทหารเป็นการตอบโต้ ซึ่งในอดีตกองทัพปลดแอกประชาชนจีนได้จัดการซ้อมรบขนานใหญ่ในบริเวณช่องแคบไต้หวัน โดยส่งเครื่องบินรบและเรือรบจำนวนมากเข้าใกล้เขตการป้องกันทางอากาศของไต้หวันมากขึ้นเป็นประจำ นอกจากนี้ จีนยังดำเนินการซ้อมรบล้อมเกาะไต้หวันหลายครั้ง ซึ่งมีพื้นที่การซ้อมขยายเข้ามาใกล้น่านน้ำของญี่ปุ่นมากขึ้น การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจีนพร้อมที่จะใช้กำลังหากญี่ปุ่นดำเนินการสนับสนุนไต้หวันอย่างแท้จริง และนักวิชาการอย่างจอห์น เมียส์ไฮเมอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกมองว่ามันไม่ใช่การซ้อมรบแต่เป็นแผนบุกไต้หวันของจีนอย่างชัดเจน

 

การเสริมสร้างกำลังทหารญี่ปุ่นในหมู่เกาะเรียวกิว

เพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมือง ญี่ปุ่นได้เร่งดำเนินแผนเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารในหมู่เกาะเรียวกิว (Ryukyu Islands) โดยเฉพาะบนเกาะอิชิกากิ (Ishigaki) และเกาะมิยาโกะ (Miyako) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากไต้หวันประมาณ 200-300 กิโลเมตร แผนการนี้รวมถึงการติดตั้งระบบขีปนาวุธป้องกันภาคพื้นดินสู่เรือ (Type 12 Surface-to-Ship Missiles) และระบบขีปนาวุธป้องกันภาคพื้นดินสู่อากาศ (Type 03 Surface-to-Air Missiles) 

กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นได้จัดตั้งฐานทัพใหม่บนเกาะอิชิกากิในปี ค.ศ. 2019 และได้ขยายการประจำการของหน่วยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ในปีล่าสุด มีการประกาศแผนติดตั้งระบบขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกของจีนแผ่นดินใหญ่ การพัฒนาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การป้องกันแบบบูรณาการหมู่เกาะตะวันตกเฉียงใต้” ของญี่ปุ่น ซึ่งมุ่งเป้าสร้างเครือข่ายการป้องกันที่สามารถปิดช่องเชื่อมระหว่างเกาะต่างๆ และควบคุมการเข้าออกของกองทัพเรือและกองทัพอากาศจีนสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นยังได้เพิ่มการฝึกซ้อมร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ในบริเวณใกล้เคียงกับไต้หวันมากขึ้น รวมถึงการฝึกยึดเกาะคืน (island recapture drills) ซึ่งถือเป็นสถานการณ์จำลองกรณีที่เกาะของญี่ปุ่นถูกยึดครอง แต่ในความเป็นจริง การฝึกซ้อมเหล่านี้ยังมีนัยยะเกี่ยวกับสถานการณ์ไต้หวันอย่างชัดเจน ญี่ปุ่นยังได้ลงทุนในการพัฒนาความสามารถทางไซเบอร์และระบบสอดแนมจากอากาศและอวกาศเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพจีนอย่างใกล้ชิด

จีนตอบโต้การเคลื่อนไหวทางทหารของญี่ปุ่นด้วยการเพิ่มการลาดตระเวนทางทะเลและทางอากาศในบริเวณดังกล่าว เครื่องบินและเรือของจีนได้แสดงตนในบริเวณใกล้หมู่เกาะเรียวกิวอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการบินผ่านช่องเชื่อมระหว่างเกาะมิยาโกะและเกาะโอกินาวาเป็นประจำ ซึ่งถือเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมทะเลจีนตะวันออกกับมหาสมุทรแปซิฟิก จีนยังได้จัดการซ้อมรบขนาดใหญ่ในบริเวณนี้หลายครั้ง โดยบางครั้งมีการยิงขีปนาวุธผ่านบริเวณใกล้เคียงกับเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน

การแข่งขันทางทหารในพื้นที่นี้ได้สร้างสถานการณ์ที่อันตราย กองกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น และมีโอกาสเกิดการเผชิญหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจที่อาจนำไปสู่การขยายวงอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านบนหมู่เกาะเรียวกิวหลายคนแสดงความกังวลว่าพวกเขากำลังกลายเป็น “แนวหน้า” ของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และมีความกลัวว่าหากเกิดสงครามในช่องแคบไต้หวัน เกาะของพวกเขาจะเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่ถูกโจมตี

 

มิติทางเศรษฐกิจและการค้า

แม้จะมีความตึงเครียดทางการเมือง แต่จีนและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นมาก จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในจีน มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่หลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี บริษัทญี่ปุ่นหลายพันแห่งมีการดำเนินงานในจีน โดยเฉพาะในภาคการผลิตและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี้ก็มีความซับซ้อน ความตึงเครียดทางการเมืองมักส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อาทิ การประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นในจีนในปี ค.ศ. 2012 เกี่ยวกับข้อพิพาทเกาะเซ็นกะกุได้ส่งผลให้ยอดขายสินค้าและบริการญี่ปุ่นในจีนลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีมา บริษัทญี่ปุ่นบางแห่งกำลังพิจารณายุทธศาสตร์ “China Plus One” โดยกระจายการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนมากเกินไป

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันและการเสริมสร้างกำลังทหารได้สร้างความไม่แน่นอนเพิ่มเติมต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ จีนได้ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือกดดัน เช่น การจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากไปญี่ปุ่น หรือการชะลอการอนุมัติใบอนุญาตทางธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงมีผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เคยได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ล่าสุดจีนใช้มาตรการที่อ้างความปลอดภัยโดยงดซื้ออาหารทะเลจากญี่ปุ่น และระงับการไปท่องเที่ยวที่มีมูลค่ากว่า400,000 ล้านบาท

 

บทบาทของสหรัฐอเมริกาและพลวัตระดับภูมิภาค

สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญในพลวัตของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐในเอเชีย และสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมระหว่างสองประเทศหมายความว่าสหรัฐมีพันธกรณีที่จะปกป้องญี่ปุ่นหากถูกโจมตี สหรัฐได้ชี้แจงว่าหมู่เกาะเซ็นกะกุอยู่ภายใต้ขอบเขตของสนธิสัญญานี้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อจีน

ในประเด็นไต้หวัน สหรัฐฯ ได้เพิ่มการสนับสนุนทั้งทางการเมืองและทางทหารให้กับไต้หวันอย่างมาก และได้ทำงานใกล้ชิดกับญี่ปุ่นในการวางแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวถึงการช่วยเหลือไต้หวันนั้นได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แม้จะไม่ได้ระบุอย่างเปิดเผย แต่การประสานงานระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นในประเด็นนี้ได้แน่นแฟ้นมากขึ้น

การแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี การค้า และอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นพบว่าตนเองอยู่ในตำแหน่งที่ละเอียดอ่อน ต้องการรักษาพันธมิตรกับสหรัฐในขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการจัดการกับเพื่อนบ้านคือจีนมหาอำนาจที่มีอิทธิพลมากขึ้นทำให้เกิดความตึงเครียดกับประเทศในภูมิภาคอีกหลายประเทศ เช่นเกาหลีใต้ ฟิลิปปีนส์ ออสเตรเลีย และสมาชิกอาเซียนที่ต้องปรับสมดุลกับพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น

 

ช่องทางการสื่อสารและความพยายามในการลดความตึงเครียด

แม้จะมีความขัดแย้งหลายประการ แต่ทั้งจีนและญี่ปุ่นก็ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพในความสัมพันธ์ ที่มีช่องทางการสื่อสารระดับต่างๆ ระหว่างสองประเทศ ทั้งทางการทูตและช่องทางที่สอง รวมถึงการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคเอกชนและสถาบันวิชาการ

ทว่าสถานะการณ์ล่าสุดกลับมีแนวโน้มที่เลวร้ายลง อาทิ ญี่ปุ่นไม่ยอมขอโทษตามคำเรียกร้องของจีนแต่ขอเจรจาซึ่งจีนปฏิเสธ แม้มีโอกาสพบกันในเวทีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังติดตั้งขีปนาวุธเพิ่มเติมที่เกาะโยนากุนิ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโอกินาวา ห่างจากไต้หวันเพียง100ก.ม ยิ่งเพิ่มความไม่พอใจของจีน และตอบโต้ด้วยการส่งเรือไปลาดตระเวนแถวหมู่เกาะเซนกากุ(เตียวหยู)ถี่ขึ้น จึงเพิ่มความเสี่ยงของการกระทบกระทั่งกันโดยไม่ตั้งใจและอาจบานปลายได้ท่ามกลางกระแสชาตินิยม

อย่างไรก็ตามสหรัฐฯในฐานะพันธมิตรที่มีสัญญาผูกพันทางทหารกับญี่ปุ่นย่อมต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการสู้รบหากมันเกิดขึ้นในครั้งนี้ จนกลานเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงกับจีน ในขณะที่รัสเซียจะอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไม่พร้อมจะทำสงครามสองด้าน แต่ก็ต้องสนับสนุนจีนให้ยันอยู่ได้ เพราะถ้าจีนล้ม รัสเซียจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

ตัวแปรที่อาจทำให้สถานะการณ์บานปลายได้คือเกาหลีเหนือที่คาดเดาท่าทีได้ยาก

กล่าวโดยสรุปแม้ว่าความขัดแย้งระหว่างจีน-ญี่ปุ่นจะมีแนวโน้มบานปลายเป็นสงครามใหญ่ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ตระหนักดีว่าสงครามจะก่อให้เกิดความเสียหายยับเยินอย่างมหาศาล ทั้งต่อตนเอง ต่อภูมิภาค และต่อโลก ดังนั้นจึงจำต้องพยายามหลีกเลี่ยงอย่างเต็มที่ โดยอาจมีตัวกลางมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย อย่างเช่น ทรัมป์-ปูติน ก็เป็นได้

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเฝ้าติดตามสถานะการณ์โดยใกล้ชิด เพื่อจะได้พร้อมเผชิญเหตุได้ทันท่วงที

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com