รุ่งอรุณแห่งรุ่งอรุณแห่งโลกหลายขั้โลกหลายขั้วอำนาจ กับจุดสิ้นสุดของเอกอำนาจสหรัฐอเมริกาในสงครามกับอิหร่าน

รุ่งอรุณแห่งโลกหลายขั้วอำนาจ กับจุดสิ้นสุดของเอกอำนาจสหรัฐอเมริกาในสงครามกับอิหร่าน
ในสมรภูมิสงครามระหว่างสหรัฐฯ+อิสราเอลกับอิหร่านทึ่เริ่มต้นวันที่28กุมภาพันธ์2026 ถือเป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นมิได้เป็นเพียงความพ่ายแพ้ทางยุทธวิธีของผู้รุกรานอย่างสหรัฐฯ+อิสราเอล หากแต่เป็น “ความพ่ายแพ้เชิงระบบ” ที่สะท้อนการสั่นคลอนของระเบียบโลกเดิมอย่างลึกซึ้ง ยุคแห่งขั้วอำนาจเดียว (Unipolarity) ที่ สหรัฐอเมริกา เคยใช้อำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองแทรกแซงภูมิภาคต่าง ๆ ได้โดยแทบไร้ข้อจำกัด กำลังสิ้นสุดลงอย่างไม่อาจหวนคืนอย่างมีนัยยะสำคัญ
ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นคือ “โลกหลายขั้วอำนาจ” (Multipolar Order) ซึ่งไม่ได้ยึดโยงอยู่กับอำนาจของรัฐมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียว แต่กระจายตัวอยู่ในเครือข่ายของรัฐ ภูมิภาค และอารยธรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตน การผงาดขึ้นของประเทศอย่าง จีน, รัสเซีย และ อิหร่าน มิได้เป็นเพียงการถ่วงดุลเชิงกำลัง หากแต่เป็นการท้าทาย “กรอบคิด” ของโลกแบบเดิมที่เชื่อว่าอำนาจทางทหารคือคำตอบสูงสุดของความมั่นคง
บทเรียนจากความขัดแย้งล่าสุดชี้ให้เห็นว่า “ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์” (strategic resilience) และ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” (cultural identity) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ของสงครามในศตวรรษที่ 21 มากกว่าเทคโนโลยีทางทหารที่เหนือกว่าเพียงอย่างเดียว แต่ทว่านวัตกรรมใหม่ทางการเมืองคือรัฐที่สามารถระดมพลังของสังคม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ร่วมกันได้ กลับมีศักยภาพในการต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้อย่างยั่งยืนกว่าที่เคยประเมินไว้
ในบริบทนี้ บทบาทของสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญ “ทางแยกทางประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริง การดำรงอยู่ของตนในฐานะมหาอำนาจจะไม่สามารถพึ่งพาการใช้อำนาจแข็ง (hard power) เพียงลำพังได้อีกต่อไป หากแต่ต้องหันกลับมาทบทวนหลักการพื้นฐานของตนเอง
ดังที่ Abraham Lincoln อดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า รัฐบาลต้องเป็น “ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” คำกล่าวนี้มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่เตือนให้สหรัฐอเมริกาตระหนักว่า ความชอบธรรม (legitimacy) ของอำนาจนั้นย่อมตั้งอยู่บนความยินยอมของประชาชน ไม่ใช่บนกำลังทางทหาร
ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดเรื่อง “ทูตสวรรค์แห่งธรรมชาติที่ดีกว่าของเรา” (The better angels of our nature)ที่มีความหมายลึกซึ้งในทางการเมืองและศีลธรรม โดยมีรากฐานจากสุนทรพจน์ของ Abraham Lincoln ในช่วงก่อนเกิด American Civil Warยังสะท้อนถึงศักยภาพของมนุษยชาติในการเลือกหนทางแห่งสันติ มากกว่าความขัดแย้ง ในโลกหลายขั้วอำนาจที่กำลังถือกำเนิด ดังนั้นการทูต (diplomacy) มิใช่ทางเลือกรอง แต่เป็น “เครื่องมือหลัก” ที่จะกำหนดความอยู่รอดและความน่าเชื่อถือของรัฐมหาอำนาจ
กรณีศึกษาสงครามกับอิหร่านอิหร่านครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความจำเป็นดังกล่าว การปกป้องอธิปไตยของรัฐ และการคุ้มครองชีวิตของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการยกระดับความรุนแรง หากแต่ต้องอาศัยกระบวนการเจรจาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และการยอมรับความหลากหลายของระเบียบโลกใหม่
ท้ายที่สุดแล้ว “รุ่งอรุณแห่งโลกหลายขั้วอำนาจ” มิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศ หากแต่เป็นบททดสอบทางศีลธรรมของมนุษยชาติ ว่าเราจะเลือกเส้นทางใดระหว่างการครอบงำกับการอยู่ร่วมกัน ระหว่างความหวาดกลัวกับความเข้าใจ
สำหรับสหรัฐอเมริกา นี่อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความเป็นผู้นำโลก หากแต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการนิยาม “ภาวะผู้นำแบบใหม่” ที่ตั้งอยู่บนความร่วมมือ ความเคารพ และสันติภาพอย่างแท้จริงของระเบียบโลกใหม่อย่างมีนัยยะสำคัญ
ดังนั้นรากเหง้าของความล้มเหลวของสหรัฐฯและอิสราเอลในการรุกรานอิหร่านครั้งนี้ คือการที่ผู้รุกรานประเมิน “การประเมินทางยุทธศาสตร์” ต่ำเกินไป เพราะอิหร่านไม่ได้สู้ในเกมที่ฝ่ายตะวันตกกำหนด แต่อิหร่านสร้างกฎกติกาใหม่ผ่าน ยุทธศาสตร์การป้องปรามแบบอสมมาตร (Asymmetric Deterrence)อย่างน่าสนใจทีเดียว
#ศูนย์ความขัดแย้งศึกษา
#วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

