INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

พม่า: สงครามที่ยาวนานที่สุดในโลกกับมหาเกมแห่งอำนาจ

7277342564123

พม่า: สงครามที่ยาวนานที่สุดในโลกกับมหาเกมแห่งอำนาจ

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ เมษายน 2569

๑. บาดแผลที่รักษาไม่หาย: มรดกของปางโหลง

สงครามกลางเมืองพม่าดำเนินมาครบ 78 ปีแล้วในปี 2569 นับเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ รากเหง้าของความขัดแย้งนี้ฝังลึกตั้งแต่วันที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2491 ในขณะที่นายพลออง ซาน ผู้นำการเรียกร้องเอกราช ได้วางรากฐานการรวมชาติผ่านข้อตกลงปางโหลงปี 2490 โดยให้ชาติพันธุ์ต่างๆ มีสิทธิ์ปกครองตนเองในระดับสูงและมีสิทธิ์แยกตัวออกได้หลัง 10 ปี แต่เขาถูกลอบสังหารก่อนที่กรอบนี้จะถูกแปลงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้จริง ผู้สืบทอดอำนาจทั้งพลเรือนและทหารเลือกเส้นทาง “พม่าเป็นศูนย์กลาง” แทน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ความแตกต่างระหว่างสหพันธรัฐที่แท้จริงกับสหภาพที่เป็นอยู่ไม่ใช่เรื่องคำศัพท์ แต่คือคำถามว่าใครถือปืนและใครถือเงิน รัฐธรรมนูญปี 2551 ที่ทหารร่างขึ้นกำหนดให้กองทัพมีที่นั่ง 25% ในสภาโดยอัตโนมัติและให้กระทรวงความมั่นคงอยู่นอกการควบคุมพลเรือน กองทัพยังสร้างอาณาจักรเศรษฐกิจผ่าน MEHL และ MEC ที่ครอบคลุมทรัพยากรในรัฐชาติพันธุ์ต่างๆ การยอมรับสหพันธรัฐที่แท้จริงจึงเท่ากับยอมสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ที่สะสมมาหลายทศวรรษ

๒. จุดพลิกผัน: รัฐประหาร 2564 และการลุกฮือครั้งใหม่

การรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ของพลเอกมิน อ่อง หลาย ซึ่งโค่นรัฐบาลนางอองซาน ซูจีที่มาจากการเลือกตั้ง ได้จุดชนวนการต่อต้านในระดับที่กองทัพไม่คาดคิด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การประท้วงของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ แต่เป็นการรวมตัวของแนวร่วมใหม่ระหว่างประชาชนชาวพม่าและกองกำลังชาติพันธุ์ที่เคยต่อสู้แยกกันมาตลอด กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ที่ก่อตั้งภายใต้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ได้เสริมกำลังให้กับขบวนการต่อต้านที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

ปฏิบัติการ 1027 ในปี 2566 เปิดศักราชใหม่ของสงคราม เมื่อพันธมิตรสามพี่น้องอันประกอบด้วยกองทัพอาระกัน กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอ่าง และกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติพม่า ได้ประสานการโจมตีและยึดพื้นที่กว้างใหญ่ในรัฐฉานภาคเหนือ ทำให้กองทัพพม่าสูญเสียพื้นที่ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหาร เมื่อต้นปี 2569 องค์กรติดตามความขัดแย้งประเมินว่ากองทัพพม่าควบคุมพื้นที่ไม่ถึง 40% ของประเทศ ซึ่งเป็นการพลิกกลับอย่าง劇ชัดจากสภาพหลังรัฐประหารที่กองทัพควบคุมได้เกือบทั้งประเทศ

๓. พันธมิตรฝ่ายต่อต้านชุดใหม่: SCEF และความหวังสหพันธรัฐ

พัฒนาการล่าสุดที่สำคัญที่สุดในเดือนเมษายน 2569 คือการประกาศจัดตั้ง Steering Council for the Emergence of a Federal Democratic Union (SCEF) ซึ่งรวบรวมองค์กรต่อต้านขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงสุดหลายแห่งภายใต้วิสัยทัศน์เดียวของประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ พันธมิตรนี้รวมถึงองค์กรเอกราชกะฉิ่น สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง แนวร่วมแห่งชาติชิน พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเหรี่ยง และ NUG

จุดเด่นสำคัญของ SCEF คือโครงสร้างที่มอบอำนาจบังคับบัญชาทางทหารให้กองกำลังชาติพันธุ์โดยตรง พร้อมมีแพลตฟอร์มสำหรับการวางแผนและปฏิบัติการร่วม ซึ่งเป็นการยอมรับว่าสหพันธรัฐที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากวิธีที่ฝ่ายต่อต้านจัดองค์กรตัวเองในตอนนี้ ไม่ใช่รอให้ชนะสงครามก่อนแล้วค่อยพูดถึงรัฐธรรมนูญ การเข้าร่วมอย่างเงียบๆ ของกองทัพอาระกันในพันธมิตรนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะกลุ่มนี้ได้สถาปนา proto-state ขึ้นตามชายฝั่งตะวันตกของพม่า ควบคุมรัฐยะไข่ได้แล้ว 14 จาก 17 เมือง และมีการติดต่อโดยตรงกับบังกลาเทศเพื่อนบ้าน

๔. กองทัพพม่า: อ่อนแอแต่ยังอันตราย

แม้จะสูญเสียพื้นที่มหาศาล แต่กองทัพพม่ายังคงความอันตรายในรูปแบบเฉพาะ อำนาจทางอากาศยังอยู่ในมือกองทัพและถูกใช้โจมตีพลเรือนอย่างเป็นระบบ ในปี 2568 มีการโจมตีทางอากาศต่อโรงเรียน โรงพยาบาล วัด และค่ายผู้พลัดถิ่นนับครั้งไม่ถ้วน โดรนและยานพาหนะติดอาวุธแบบใหม่ถูกนำมาใช้สร้างความสูญเสียแก่พลเรือน ในขณะเดียวกัน กองทัพประกาศใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารในปี 2567 ซึ่งทำให้เกิดการอพยพหนีออกนอกประเทศจำนวนมาก เนื่องจากคนหนุ่มสาวไม่ต้องการรับใช้ในกองทัพที่โจมตีประชาชนตัวเอง มีรายงานว่าทหารใหม่กว่า 80% ในบางพื้นที่เป็นทหารเกณฑ์ที่ขาดประสบการณ์ ซึ่งลดประสิทธิภาพการรบมากกว่าเพิ่ม

มิน อ่อง หลาย พยายามสร้างความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งหลอกลวงระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 โดยถอดเครื่องแบบทหารออกเพื่อแสร้งทำเป็นผู้นำพลเรือน แต่สหประชาชาติระบุว่าการเลือกตั้งนี้จัดได้ในเพียง 263 จาก 330 อำเภอ ในขณะที่พรรค NLD และพรรคฝ่ายค้านหลักถูกห้ามเข้าร่วม ผลลัพธ์คือการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางระหว่างประเทศเพิ่มเติม ในขณะที่สถานการณ์ภายในยังคงเสื่อมโทรม

๕. จีนกับกับดักที่ตัวเองสร้าง: CMEC และ Kyaukphyu

ผลประโยชน์ของจีนในพม่าผูกพันกับโครงการ China-Myanmar Economic Corridor (CMEC) และท่อส่งน้ำมันก๊าซจากท่าเรือ Kyaukphyu ในรัฐยะไข่มายังมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียที่ช่วยแก้ปัญหา “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ช่องแคบมะละกา” ที่น้ำมันและก๊าซกว่า 80% ที่จีนนำเข้าต้องผ่านจุดที่สหรัฐอเมริกาสามารถปิดล้อมได้ในกรณีความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามถ้าช่องทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียผ่านพม่ามีปัญหา จีนก็อาจหาทางเลือกอื่น เช่นสนับสนุนให้ไทยขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ทว่ามันอาจนำปัญหาที่ยิ่งใหญ่มาสู่ไทยในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งความขัดแย้ง นอกจากความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้สถานการณ์ในรัฐยะไข่กำลังทำให้จีนอยู่ในฐานะที่ลำบาก

กองทัพอาระกันได้ยึดสถานีควบคุมท่อส่งน้ำมันก๊าซในเมือง Ann รัฐยะไข่แล้ว ทำให้ Kyaukphyu กลายเป็นจุดเดียวของท่อส่งในรัฐยะไข่ที่ยังอยู่นอกการควบคุมของ AA กองทัพอาระกันได้รุกคืบเข้ามาภายใน 5 กิโลเมตรจาก Kyaukphyu ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จีนลงทุนไว้ รายงานระบุว่ามีบุคลากรด้านความปลอดภัยจากจีนราว 50 คนประจำการอยู่ใน Kyaukphyu และปักกิ่งได้ยอมรับโดยปริยายว่า AA อาจยึดพื้นที่ได้ ตราบใดที่สินทรัพย์จีนยังได้รับการคุ้มครอง

สิ่งที่เกิดขึ้นเผยให้เห็นความขัดแย้งในตัวเองของยุทธศาสตร์จีน จีนต้องการ SAC ที่แข็งแกร่งพอจะรักษาระเบียบ แต่อ่อนแอพอที่จะยอมรับความสัมพันธ์จีนกับกองกำลังชาติพันธุ์และวิสัยทัศน์เชิงภูมิเศรษฐกิจสำหรับพม่า การรักษาสมดุลนี้โดยไม่ถูกดึงเข้าไปในการเมืองภายในพม่าให้มากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นงานที่ไม่ง่ายเลย

๖. วงล้อมมหาสมุทรอินเดีย: อินเดีย บังกลาเทศ และสหรัฐอเมริกา

แผนการออกสู่มหาสมุทรอินเดียของจีนผ่านพม่าเผชิญอุปสรรคจากสามทิศทางพร้อมกัน         ทั้งนี้อินเดียมองมหาสมุทรอินเดียเป็นพื้นที่อิทธิพลหลักและวางหมากสกัดจีนผ่านโครงการ Kaladan Multi-Modal Transit ในรัฐยะไข่ที่มุ่งเชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียกับอ่าวเบงกอล พร้อมกับหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ที่ตั้งอยู่ตรงปากทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ทำให้จีนฝ่าประตูด้านในได้แต่ยังติดประตูด้านนอกที่อินเดียถือกุญแจ

ด้านบังกลาเทศเป็นตัวแปรที่มักถูกมองข้ามแต่มีน้ำหนักสำคัญ กองทัพอาระกันควบคุมพรมแดน 270 กิโลเมตรระหว่างบังกลาเทศและพม่า และเป็นผู้กำหนดเส้นทางการค้าและการไหลของผู้ลี้ภัยโรฮิงญา บังกลาเทศอยู่ในฐานะที่ต้องเล่นสมดุลระหว่างจีนที่เป็นนักลงทุนใหญ่ อินเดียที่ล้อมรอบอยู่สามด้าน และสหรัฐอเมริกาที่รีบเข้ามาเสริมอิทธิพลหลังการโค่นนางหะสีนาในปี 2567 ซึ่งเป็นการอ่อนแรงของอิทธิพลอินเดียในบังกลาเทศโดยอัตโนมัติ ความกดดันสามทางนี้ทำให้บังกลาเทศยากที่จะเลือกข้างจีนอย่างเปิดเผย และยังมีแนวโน้มว่าสหรัฐกำลังวางแผนตั้งฐานทัพเรือที่เกาะเซนต์มาตินของบังคลาเทศเพื่อปิดล้อมจีนและเสริมกำลังในเกาะดีโกกราเซีย

๗. ทางออกที่เป็นไปได้: สหพันธรัฐ ความร่วมมือเพื่อนบ้าน และบทบาทจีน

ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับพม่าต้องอาศัยเงื่อนไขสามประการพร้อมกัน หนึ่ง กรอบสหพันธรัฐบนพื้นฐานปางโหลงที่ทุกฝ่ายยอมรับ สอง ผู้ค้ำประกันภายนอกที่มีน้ำหนักพอ และสาม การตัดช่องทางที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์จากการยืดความขัดแย้ง จีนเป็นชาติเดียวที่มีเลเวอเรจครบทั้งสามด้าน แต่ยังต้องตัดสินใจว่าต้องการพม่าที่สงบจริงๆ หรือพม่าที่ควบคุมได้ ซึ่งสองสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

กรอบความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้านรอบพม่าแบบแบ่งปันผลประโยชน์ถือเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยมีจีนเป็นแกนกลาง ไทยและบังกลาเทศร่วมในมิติการค้าและมนุษยธรรม และหาทางดึงอินเดียเข้าร่วมในมิติที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าแพ้จีน พม่าที่ไม่มีเสถียรภาพกระทบทุกประเทศโดยรอบ ทั้งแรงงานข้ามแดน ยาเสพติด ผู้พลัดถิ่น และความมั่นคงตามแนวชายแดน การแบ่งปันต้นทุนและผลประโยชน์ในการสร้างเสถียรภาพจึงสมเหตุสมผลกว่าการต่างคนต่างอยู่ อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ต้องการเจตจำนงทางการเมืองที่ยังขาดอยู่จากทุกฝ่าย และตราบใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังได้ประโยชน์จากการยืดความขัดแย้ง สงครามที่ยาวนานที่สุดในโลกก็จะยังคงดำเนินต่อไป

สำหรับประเทศไทยในช่วงแห่งความขัดแย้งที่ยังไม่ลงตัว ก็คือการเปิดพื้นที่ชายแดนตลอดแนวสร้างนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับแรงงานพม่า แทนการปล่อยให้เป็นทางผ่านของธุรกิจผิด กฎหมายทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนมันมีผู้เล่นที่มีอิทธิพลที่จะสูญเสียประโยขน์

— จบ —

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *