INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เงาในวิหาร จากโซโลมอนถึงเอปสไตน์: ห่วงโซ่แห่งความลับที่ไม่เคยขาด ตอนที่ 2

83598358903

เงาในวิหาร จากโซโลมอนถึงเอปสไตน์: ห่วงโซ่แห่งความลับที่ไม่เคยขาด ตอนที่ 2

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

ภาคสอง: อัศวินเทมพลาร์และสิ่งที่ขุดพบ

ทำไมต้องขุดใต้วิหาร?

ปี ค.ศ. 1119 กลุ่มอัศวินฝรั่งเศสเก้าคนนำโดย Hugh de Payens เข้าพบกษัตริย์บอลด์วินที่สองแห่งเยรูซาเลมและขอสิ่งพิเศษ พวกเขาไม่ขอที่ดิน ไม่ขอทรัพย์สมบัติ ไม่ขอตำแหน่ง พวกเขาขอแค่หนึ่งอย่าง: ให้พักอาศัยในบริเวณ Temple Mount ซึ่งเป็นซากของวิหารโซโลมอน

คำถามที่นักทฤษฎีตั้งคือ เก้าคนนี้คิดจะปกป้องนักแสวงบุญได้อย่างไร? อัศวินเก้าคนในเส้นทางแสวงบุญที่ยาวหลายร้อยไมล์คือทรัพยากรที่น้อยจนแทบเป็นตลก มีเหตุผลอื่นในการอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน

และเหตุผลนั้นคือการขุด พวกเขาใช้เวลาเกือบสิบปีแรกในการขุดอุโมงค์ใต้ Temple Mount อย่างเป็นระบบ ในปี ค.ศ. 1867 นักโบราณคดีชาวอังกฤษ Charles Warren ค้นพบอุโมงค์เหล่านั้นจริง และสิ่งที่อยู่ในนั้นยังคงเป็นประเด็นถกเถียงจนถึงปัจจุบัน นักโบราณคดีส่วนใหญ่ไม่เคยพบหลักฐานว่ามีวิหารตามที่บรรยายในคัมภึร์ สัณนิษฐานว่าอาจเป็นคนละที่ หรือ วิหารอาจจะเล็กกว่าที่บรรยายมาก

ความมั่งคั่งที่ไม่มีที่มา

สิ่งที่ทำให้เทมพลาร์แตกต่างจากคณะอัศวินอื่นๆ ในยุคเดียวกันคือความเร็วของการเติบโต ในเวลาไม่ถึงยี่สิบปีหลังก่อตั้ง พวกเขากลายเป็นองค์กรที่รวยที่สุดในยุโรป มีที่ดินหลายพันผืนในสิบกว่าประเทศ สร้างระบบธนาคารข้ามพรมแดนที่ทันสมัยกว่ายุคสมัยหลายร้อยปี และมีอำนาจต่อรองกับพระสันตะปาปาและกษัตริย์ทุกพระองค์ในยุโรป

ทรัพย์สมบัติมาจากไหน? คำอธิบายทางประวัติศาสตร์มาตรฐานบอกว่าจากการบริจาคและรางวัลจากสงคราม แต่นักทฤษฎีชี้ว่าระดับความมั่งคั่งนั้นเร็วเกินไป มากเกินไป และมีระบบเกินไปสำหรับคำอธิบายธรรมดา

ทฤษฎีที่แพร่หลายชี้ว่าสิ่งที่เทมพลาร์ขุดพบใต้ Temple Mount คือหลักฐานหรือความรู้บางอย่างที่ทรงพลังพอจะใช้ต่อรองกับทั้งพระสันตะปาปานั่นอาจจะเป็นความลับของจอกศักดิ์สิทธิและผ้าห่อพระศพของพระเยซู สำหรับกษัตริย์ มันไม่ใช่ทองคำ แต่คือ “ความรู้” ที่ถ้าเปิดเผยออกมาจะเขย่าฐานรากของคริสตจักรทั้งหมด

Baphomet: รูปเคารพหรือรหัสลับ?

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1307 เป็นเช้าวันที่เปลี่ยนโลก พระเจ้าฟิลิปที่สี่แห่งฝรั่งเศสส่งกำลังพลไปจับอัศวินเทมพลาร์พร้อมกันทุกจุดทั่วประเทศในคืนเดียว อัศวินหลายพันคนถูกจับกุม ทรมาน และบังคับให้สารภาพ หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการบูชารูปเคารพที่ชื่อ Baphomet

เมื่ออ่านคำสารภาพจากการสอบสวน พบว่าแต่ละคนบรรยาย Baphomet ต่างกันโดยสิ้นเชิง บางคนบอกว่าเป็นหัวกะโหลก บางคนบอกว่าเป็นแมว บางคนบอกว่าเป็นรูปผู้ชายมีเครายาว บางคนบอกว่าเป็นปีศาจมีสองหน้า ความแตกต่างนี้มีสองคำอธิบาย หนึ่งคือพวกเขาแค่พูดในสิ่งที่ผู้สอบสวนอยากได้ยิน สองคือ Baphomet ไม่ใช่รูปเคารพจริงๆ แต่เป็นรหัสที่แต่ละคนตีความต่างกันตามระดับชั้นของตน แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร โป๊ปแคลมองต์ที่ 5 ก็ประกาศให้อัศวินเทมพลาร์พ้นจากศาสนา

นักวิชาการ Hugh Schonfield เสนอในปี 1965 ว่าคำว่า Baphomet เมื่อนำมาถอดรหัสด้วยวิธีเข้ารหัสภาษาฮีบรูโบราณที่เรียกว่า Atbash จะได้คำว่า Sophia ซึ่งแปลว่าปัญญา ถ้าทฤษฎีนี้ถูก Baphomet ไม่ใช่ปีศาจ แต่คือสัญลักษณ์ของความรู้สูงสุดที่เทมพลาร์นำกลับมาจากเยรูซาเลม คำถามมันคืออะไร

ฮีรัม อบิฟ และรหัสของช่างก่อสร้าง

ตำนานที่สำคัญที่สุดที่เชื่อมวิหารโซโลมอนเข้ากับสายลับความรู้ที่ยังมีชีวิตอยู่คือเรื่องของฮีรัม อบิฟ สถาปนิกผู้สร้างวิหาร ตามตำนานที่ Freemasonry สืบทอดมา ฮีรัมถูกลูกมือสามคนพยายามขโมย “คำลับของปรมาจารย์” ซึ่งเป็นคำที่เปิดประตูสู่ความรู้สูงสุด เมื่อฮีรัมปฏิเสธ พวกเขาจึงสังหารฮีรัม

แต่ก่อนตาย ฮีรัมส่งต่อรหัสนั้นไปอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในตัวอาคาร ในสัดส่วน ในมุม ในการจัดวาง สัญลักษณ์ที่คนรู้จะเห็น คนไม่รู้จะมองข้ามไปตลอดกาล

Freemasonry อ้างว่าตัวเองสืบทอดความรู้นี้มา และนักทฤษฎีสมคบคิดชี้ว่าเทมพลาร์ที่รอดจากการจับกุมในปี 1307 บางส่วนหนีไปสกอตแลนด์ได้ระหัสจากซากวิหาร และกลายเป็นแกนกลางของ Freemasonry ในยุคต่อมา ทำให้สายความรู้ไม่เคยขาด เพียงแต่เปลี่ยนชื่อและเปลือกนอก

Éliphas Lévi และการ “ฟื้นคืน” Baphomet

ปี ค.ศ. 1854 นักเล่นแร่แปรธาตุชาวฝรั่งเศสชื่อ Éliphas Lévi ตีพิมพ์หนังสือ Dogme et Rituel de la Haute Magie พร้อมภาพประกอบที่กลายเป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก รูปนั่งไขว้ขา มีเขาแพะ ปีกค้างคาว ดาวห้าแฉกบนหน้าผาก มือหนึ่งชี้ขึ้น มืออีกข้างชี้ลง พร้อมจารึก Solve et Coagula แปลว่า แยกและรวม

Lévi อธิบายว่าตนเองกำลังวาดสัญลักษณ์ของ “สมดุลแห่งจักรวาล” ขั้วตรงข้ามที่ต้องมีทั้งคู่ ดีและเลว แสงและเงา ชีวิตและความตาย แต่คำถามที่น่าสนใจคือ Lévi รู้เรื่องนี้ได้จากไหน? เขาเป็นแค่นักเขียนหรือเขาเข้าถึงสายความรู้เก่าแก่บางสายที่ยังมีชีวิตอยู่?

ที่น่าสังเกตยิ่งกว่าคือภาพนี้ปรากฏซ้ำๆ ในงานศิลปะของคนรวยและคนมีอำนาจในศตวรรษที่ 19 และ 20 อย่างสม่ำเสมอ บางครั้งตรงๆ บางครั้งซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่ต้องรู้จึงจะเห็น

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *