INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เราเรียนรู้อะไรจากผู้อพยพเวเนซุเอลา

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

เราเรียนรู้อะไรจากผู้อพยพเวเนซุเอลา

ปกติการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ทั่วไปนั้น จะเกิดจากหนีภัยการสู้รบ หรือหนีการกดขี่ข่มเหง เช่นการสู้รบในซีเรียและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในเมียนมาร์

Credit Photo by : www.dek-d.com

แต่เมื่อเร็วๆนี้ การอพยพโยกย้ายของชาวเวเนซุเอลาหนีออกไปอยู่นอกประเทศ ซึ่งมีแหล่งสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับที่ ๒ ของโลก ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมาก ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้ แสดงว่าจะต้องมีอะไรผิดพลาดอะไรขึ้นมา กับมชาติซึ่งน่าจะร่ำรวยมากแห่งนี้

การอพยพออกของชาวเวเนซุเอลาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกตในระยะไม่หลังสุด สร้างความตระหนกกับชาติเพื่อนบ้านเช่นเอกวาดอร์ ซึ่งเริ่มกีดกันไม่ให้เข้าง่ายๆ และชาติอื่นๆ ก็ตื่นตัวด้วย ดังนั้นระหว่างวันที่ ๓-๔ กันยายนที่ผ่านมา จึงได้นัดประชุมสุดยอดระดับรัฐมนตรีต่างประเทศชาติชาติละตินอเมริกาที่กรุง”กีโต” ประเทศเอกวาดอร์ เพื่อหารือกันถึงวิธีแก้ไขปัญหา กรณีที่ชาวเวเนซุเอลา นับแสนๆ คนเฮกันอพยพเข้าไป พำนักอยู่ในหลายชาติ โดยเฉพาะใน โคลอมเบีย เอกวาดอร์และเปรู ซึ่งมีมากกว่าใคร

ทั้งนี้ เพื่อหาทางร่วมมือกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมแก่ผู้อพยพเหล่านั้น เป็นเบื้องแรก

แต่ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ในเบื้องต่อไปก็คือ หารือว่าจะร่วมกันออกระเบียบเข้มงวดกวดขัน สกัดกั้นการไหลเข้าของผู้อพยพ เป็นมาตรัดฐานเดียวกันหรือไม่และอย่างไร

เพราะถ้าปล่อยให้หลั่งไหลเข้าไปตามสบาย ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้แต่ละประเทศ ทั้งในแง่ความมั่นคงปลอดภัยและภาระรับผิดชอบ ซึ่งหลายๆ ชาติเจอมาแล้ว จากกรณที่ผู้อพยพจากอาฟริกาเหนือและจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผู้อพยพจากซีเรียและอิรัก ที่หลั่งไหลเข้าไปในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ที่ชาติซึ่งเผชิญกับปัญหาความรับผิดชอบโดยตรง มากกว่าใคร เช่น โคลอมเบีย เอกวาดอร์และเปรู ก็จะได้ถือโอกาสเรียกร้องให้บรรดาชาติที่พัฒนาแล้ว ช่วยเหลือในแง่การให้บริการทางสาธารณะแก่ผู้อพยพเป็นกรณีพิเศษด้วย

ชาติที่เข้าร่วมประชุมหารือที่”กีโต”เที่ยวนี้ ได้แก่อาร์เจนตินา, บราซิล, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, ชิลี, เม็กซิโก, ปานามา, ปารากวัย, เปรู, สาธารณรัฐโดมินิกันและอุรุกวัย

แต่ชาติที่เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาคือ เวเนซุเอลา(กับพันธมิตรคือโบลิเวีย) ไม่ยอมเข้าประชุมด้วยย แม้เจ้าภาพคือเอกวาดอร์จะส่งคำเชิญไป แต่เวเนซุเอลาก็ไม่สนใจ

ถามว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งทำให้เกิดการอพยพหนีชาติตัวเอง ไปอยู่ยังชาติเพื่อนบ้าน

ตอบว่า สภาวะการล่มสลายทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ในระบอบการปกครองของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร คือสาเหตุหลัก อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันโลกตกต่ำ มีรายได้เข้าน้อย ไม่พอใช้บริหารประเทศ ไม่มีการสร้างงานใหม่ๆ  ชาวบ้านตกงาน รายได้น้อย ที่สำคัญคือไม่มีกินไม่มีใช้

แต่ที่ไม่รู้แน่ชัดก็คือ เกิดการโกงกินฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือไม่และมากน้อยเพียงไร ที่ส่งผลให้ชาติต้องล่มจม

แต่ที่สำคัญยิ่งไปมากกว่านั้นและปรากฏชัดก็คือ “การจัดการ”ที่ผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งนำชาติไปสู่ภาวะเงินเฟ้ออย่างร้ายแรง เกิดการขาดแคลนอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคและยารักษาโรค

กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ภาวะเงินเฟ้อของเวเนซุเอลา จะยิ่งรุนแรงไปเรื่อยๆ อาจขึ้นสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปีนี้ หรือราวต้นปีหน้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นการพยากรณ์ที่เกินจริง มากไปหรือเปล่า

โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของเวเนซุเอลา อยู่ที่ ๘๒,๗๖๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าสูงสุดในโลก

ทั้งนี้ ก็หมายความว่า ข้าวของสินค้าจะมีราคามหาศาล ถึงขั้นอาจต้องหอบเงินเป็นฟ่อน ไปซื้อไข่ไก่สักฟองสองฟองนั่นเทียว แต่ที่สำคัญไปกว่าก็คือ จะมีวางขายบนชั้นสินค้าหรือไม่

ไอเอ็มเอฟ ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจ เป็นกรณีพิเศษว่า เหตุที่เศรษฐกิจเวเนซุเอลาต้องทรุดหนักถึงเพียงนี้ ก็คือการใช้นโยบาย”ประชานิยม”อย่างยาวนาน จนชาวบ้านเสพติด รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมากเกินตัว และการเข้าแทรกแซงตลาดบิดเบือนราคา ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งส่วนมากนำเข้า ราคาสูงยิ่ง จนจรดไม่ติด

ที่ตลกมากจนหัวเราะไม่ออกก็คือ รัฐบาลใช้มาตรการแก้ไขเงินเฟ้อ ด้วยการพิมพ์ธนบัตรอัดฉีดเข้าไปในระบบหมุนเวียนและเพิ่มค่าแรง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเมื่อเงินเฟ้อมากขึ้น ก็ประกาศใช้เงินสกุลใหม่เรียกว่า”โบลิวาร์”ด้วยการลดเลข ๐ ลงห้าตัว

ด้วยสภาวะยากลำบากและต้องอยู่อย่างยากไร้เช่นนี้ เลยทำให้ชาวเวเนซุเอลาส่วนหนึ่ง อพยพหนีไปอยู่ยังประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสร้างความหวาดหวั่นกับหลายชาติที่ต้องรับภาระ

ถามว่าทำไมประธานาธิบดีมาดูโร จึงไม่แก้ไขปัญหา ด้วยการพึ่งพาไอเอ็มเอฟ อย่างที่ไทยเคยหยิบยืมมา เพื่อแก้ไข”วิกฤตต้มยำกุ้ง”

ตอบว่าเพราะ”มาดูโร”เป็นเผด็จการต่อต้านระบบทุนนิยม จึงไม่ยอมให้ไอเอ็มเอฟ เข้ามาบงการให้ต้องทำนั่น ต้องไม่ทำนี่ ระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเขาทนไม่ได้

เขาได้แต่ใช้วิธีการที่คิดออกง่ายๆ มาแก้ไขปัญหา จึงยิ่งทำให้ชาติแย่ลง

นโยบาย”ประชานิยม”ทำให้ได้รับการสนับสนุนก็จริง แต่ไม่ใช่จากชาวบ้านทั้งหมด เพราะเริ่มรู้ว่าไม่ช่วยทำให้ชาติดีขึ้นจริง เพราะแทนที่จะช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกจให้เติบโตอย่างหลากหลาย นอกเหนือไปจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่ก็ไม่ทำเป็นเรื่องเป็นราว

จึงเกิดกลุ่มคัดค้านเขา ไม่เอากับเขา แถมต่อต้านอย่างรุนแรง ถึงขั้นพยายามทำรัฐประหารมาแล้ว

ฉะนั้น การที่เวเนซุเอลา ไม่ยอมเข้าหารือกับชาติละตินอเมริกาอื่นๆ ที่กรุง”กีโต” จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าเป็นการป้องกันตนเอง หากจะต้องไปยอมรับเงื่อนไข ในเรื่องผู้อพยพ

ไม่มีรายงานว่า “มาดูโร”จะทำอย่างไรกับชาวเวเนซุเอลาอพยพหนี หรือว่าเขาไม่เดือดร้อน อะไร ใครอยากจะไปก็ไป ไม่ห้ามเหมือนกับเกาหลีเหนือ ซึ่งไม่ยอมให้ใครแปรพักตร์และหนีออก

ข้อเท็จจริงของโลกก็คือ การอพยพหรือการลี้ภัยเป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นมาในทุกช่วงตอนของประวัติมนุษยชาติ

ตามตัวเลขในรายงานของสหประชาติระบุว่าภายในสิ้นปีที่แล้ว (๒๐๑๗)โลกมีผู้อพยพย้ายถิ่นรวมราว ๒๕๘ ล้านคน โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายปีที่ผ่านมา หากมองย้อนกลับไปที่ ๒๒๐ ล้านคนเมื่อปี ๒๐๑๐ และที่ ๑๗๓ ล้านคนเมื่อปี ๒๐๐๐

สันนิษฐานว่าตัวเลขผู้อพยพย้ายถิ่นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็วผิดปกตินี้ นอกจากการโยกย้ายตามปกติธรรมดาแล้ว ภาวะสงคราม การเมืองและเศรษฐกิจที่แปรผัน ล้วนมีส่วนผลักดันและเป็น”ตัวเร่ง”อย่างสำคัญ

ย้อนกลับมาดูที่บ้านเราบ้าง จะพบว่าทุกวันนี้ ไม่เคยมีใครคิดเลยว่า “คนไทย”จะต้องกลายเป็น”ผู้อพยพ”หรือ”ผู้ลี้ภัย”ไปยังประเทศอื่นอย่างค่อนข้างจะแน่นอน……ใช่หรือไม่

เท่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ แผ่นดินไทยนับเป็นแหล่งพักพิงของผู้อพยพและลี้ภัย ของชนชาติเพื่อนบ้านมาตลอด ไม่ว่าจากเมียนมาร์ ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ฯลฯ

ลองคิดดูกันว่า จะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งคนไทยจะต้องกลายเป็น”ผู้อพยพ”หรือ”ผู้ลี้ภัย”กับเขาบ้าง

หากวันนั้น คนไทยถูกกดันให้ต้องอพยพหรือลี้ภัยไปยังดินแดนอื่น จะที่ไหนก็แล้วแต่

จะด้วยเหตุผลอะไรที่จะต้องอพยพนั้น ก็ยากจะเดา จะจากการเมือง จากการกวาดล้างของกลุ่มคนไทยที่เห็นต่าง จากภาวะเศรษฐกิจที่บริหารผิดพลาด  ย่อมมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น

ถามว่า เราเตรียมตัวรับสภาพกันไว้ แค่ไหนครับ

ขณะที่น้ำมันและแก๊สของเราในแหล่งสำรองพร่องไปอย่างรวดเร็ว พื้นที่การเกษตรก็ถูกทำลาย แทนที่ด้วย”กากอุตสาหกรรม” ซ้ำการเมืองก็ทำท่าจะรุนแรงถึงขึ้นปะทะ อย่างน่าเป็นห่วง

หากชาติไทยของเรา เกิด”ล่มสลาย”ขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง อย่างเวเนซุเอลา

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com