วิกฤตกาลของมนุษย์ชาติ
คอลัมน์ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
วิกฤตกาลของมนุษย์ชาติ
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะก้าวเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ แล้วมนุษย์จะไปทำอะไร การงานหลายรูปแบบจะล่มสลายเพราะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและปัญญาประดิษฐ์ แม้แต่สถาบันการเงินอย่างธนาคารก็จะถูกแทนที่ด้วยระบบ IT ที่ทุกคนสามารถเข้าใช้บริการทางการเงินได้ โดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างธนาคาร เทคโนโลยีการเงินจะกลายเป็นระบบ FINTECH ซึ่งกำกับดูแลด้วยโปรแกรมที่ออกแบบมาอย่างรัดกุมคือ BLOCK CHAIN

Credit Photo by : dailymail.co.uk
ปัญหาคือ แล้วคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้เท่าทันในการใช้เทคโลโลยีทันสมัย หรือไม่มีทุนรอนที่จะเป็นเจ้าของปัญญาประดิษฐ์ อย่างผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย จะทำอย่างไรเมื่อต้องถูกแทนที่โดย AI และไม่สามารถหางานทำได้
ผู้คนจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้มีประโยชน์กับผู้ไร้ประโยชน์ ประเทศก็จะกลายเป็นประเทศที่มีประโยชน์กับประเทศไร้ประโยชน์ ซึ่งไม่มีแม้ทรัพยากรเหลือให้กอบโกย หมดความสามารถในการผลิต ไม่มีรายได้จะไปซื้อสินค้า
ภาพที่สะท้อนเหตุการณ์เหล่านี้อาจถูกมองว่ามองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำยุคนี้จะเข้ามาแทนที่มนุษย์จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้คนที่ไม่สามารถปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี คนตกงานจำนวนมากนี่เป็นปัญหาร้ายแรงแน่นอน ที่รัฐบาลจะต้องผจญ และยากจะแก้ได้เพราะไม่อาจสร้างงานเพื่อรองรับได้เพียงพอ นโยบายกระตุ้นการบริโภคเพื่อก่อให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจ จะทำได้อย่างไรเมื่อคนส่วนใหญ่ตกงาน ขาดรายได้ เงินออมก็ไม่เหลือหลอ เพราะการกระจายรายได้จะเลวร้ายยิ่งขึ้น ความแตกต่างของรายได้ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น สูงขึ้น จะนำมาสู่ปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในประเทศ และเกิดปัญหาการอพยพลี้ภัยไปสู่ประเทศที่มั่งคั่ง แต่ในประเทศเหล่านั้นก็มีปัญหาการตกงานของคนจำนวนมากที่ไม่อาจปรับตัวทันเทคโนโลยี แล้วจะทำไงกันดี เพราะความขัดแย้งไม่เพียงเกิดในประเทศแต่จะเกิดระหว่างประเทศด้วย
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ต้องใช้เวลาเป็น 100 ปี แต่เพียงช่วง 20-30 ปี มันจะปรากฏผลชัดเจน และความรุนแรงจะเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ จนกว่าโลกจะปรับตัวได้อีกครั้ง เพื่อเข้าสู่สมดุลครับ ถ้าเราสามารถปรับตัวเข้าสู่สมดุลได้ เราก็จะเข้าสู่ยุคพระศรีอารยะเมตตรัย หรือยุคอิหม่ามมหะดีฮ์ ซึ่งเราต้องผ่านช่วงกลียุคมาก่อน
ทีนี้เราก็คงต้องหันมาพิจารณาถึงการปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี ตลอดจนปรับนโยบายในการพัฒนาคน หรือเรียกสวยๆว่าทรัพยากรมนุษย์กันอย่างไรดี ขั้นแรกก็ต้องเข้าใจคุณสมบัติของมนุษย์ในมิติต่างๆว่ามันมีอะไรบ้าง
โดยทั่วไปได้มีการแบ่งคุณสมบัติของมนุษย์ที่แน่นอน มีมิติกว้างกว่าปัญญาประดิษฐ์ดังต่อไปนี้
1.IQ (INTELLIGENCE QUOTIENT)ความฉลาดทางสติปัญญาเป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ และการใช้เหตุผลตามหลักตรรก ซึ่งในส่วนนี้บอกตรงๆว่าเราไม่อาจพัฒนาได้เกินปัญญาประดิษฐได้เลย
2.EQ (EMOTIONAL QUOTIENT) ความฉลาดทางอารมณ์ในส่วนนี้เป็นทั้งจุดอ่อน และจุดแข็งของมนุษย์ เพราะปัญญาประดิษฐ์จะปราศจากอารมณ์
3.CQ(CREATIVITY QUOTIENT)ความฉลาดในการริเริ่ม สร้างสรรค์ มีความคิด มีจินตนาการ แม้แต่ความฝัน ซึ่ง AI ไม่มี เกินกว่าที่ถูกโปรแกรม แต่มนุษย์ที่ได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะทางจิตจะทะลุผ่านขีดจำกัดนี้ได้
4.MQ(MORAL QUOTIENT)ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม ความมุ่งมั่นที่จะเอาความดีควบคุมความชั่ว เอาง่ายๆคือ มนุษย์อาจพัฒนาจิตใจตนเอง หรือจิตวิญญาณของตนเอง จนบรรลุธรรมขั้นสูงได้ แต่ AI ทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีจิตวิญญาณ
5.AQ (ADVERSITY QUOTIENT) ความฉลาดในการแก้ปัญหา และรู้จักยืดหยุ่น ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์น่าจะเหนือกว่า AI เพราะมนุษย์ใช้ความรู้สึกทางจิตวิญญาณในการตัดสินใจ ส่วน AI จะยึดหลักตรรกที่ถูกโปรแกรมเท่านั้น อย่างไรก็ตามในอนาคต AI อาจจะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เพิ่มบางส่วนของจิตสำนึกเลียนแบบมนุษย์ได้
6.IMQ(IMMITATION QUOTIENT) ความสามารถในการลอกเลียนแบบและพัฒนาตนเองจากต้นแบบ คือพ่อ-แม่ ครูอาจารย์ รวมทั้งการเล่นกับเพื่อนๆ หรือการเล่นกีฬา ซึ่ง AI ก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง
7.SQ(SOCIAL QUOTIENT) ความฉลาดทางสังคมที่มนุษย์จะเรียนรู้ในการปรับตัวให้เข้ากันได้ พึ่งพาอาศัยกันในขณะที่ AI นั้นสามารถอยู่ได้โดยลำพัง ไม่ต้องรวมกลุ่มเป็นสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ แต่มนุษย์ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาสังคมได้ด้วยพฤติกรรมที่ชั่วร้ายเห็นแก่ตนเองเป็นใหญ่ จนเกิดความขัดแย้ง และบานปลายเป็นสงคราม
ในเรื่องความฉลาดด้านต่างๆของมนุษย์นั้น ในบางส่วนเราไม่อาจเอาชนะปัญญาประดิษฐ์ได้เช่น IQ หรือความเป็นตรรกเพราะมนุษย์มีอารมณ์ มีจิตวิญญาณที่ซับซ้อนกว่าที่ AI ไม่มีจิตวิญญาณจะทำได้
แต่ทุกวันนี้เรามุ่งเน้นคัดสรรคนเพื่อพัฒนาต่อด้วยการวัดที่ IQ ซึ่งในความเป็นจริงมันใช้ได้ในชีวิตจริง และในสังคมได้ไม่เกิน 20% ของความสามารถของมนุษย์ได้ ตัวเราจะเห็นว่าคนที่ฉลาดมาก มักมีปัญหาในการเข้ากับบุคคลอื่นๆ หรือหาเพื่อนร่วมงานได้ยาก และจะมีปัญหาความขัดแย้งอยู่เนืองๆ เพราะมักจะดูถูกหรือรับไม่ได้กับคนที่ IQ ต่ำกว่าตน
นอกจากนี้การวัด IQ ด้วยการสอบหรือทดสอบก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก จนไม่อาจบ่งชี้ได้ เพราะบางครั้งมันต้องขึ้นกับความหลงใหลในการคิดค้นคว้าในแขนงวิชาต่างๆ ซึ่งเกิดจากความสนใจเฉพาะตัว
แล้วผู้บริการการศึกษาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ามนุษย์ว่ามีคุณสมบัติหลายด้าน ซึ่งจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ไปมุ่งเน้นที่เรื่อง IQ โดยวัดที่การสอบที่เป็นเพียงมิติเดียว แต่ไม่อาจไปก่อให้เกิดการพัฒนาความคิดที่สร้างสรรค์ และหลายส่วนละเลยคุณสมบัติของมนุษย์ในด้านจิตวิญญาณ หรืออาจไปถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากอยาตนะทั้ง 5 ของมนุษย์
ดังนั้นมนุษย์จะอยู่รอดได้จากการแข่งขันกับ AI หากเราจะพัฒนาศักยภาพที่ AI ทำไม่ได้เพราะขาดจิตวิญญาณ แต่ถ้ามนุษย์จะมุ่งพัฒนา IQ โดยไม่สนใจความฉลาดด้านอื่นๆแล้ว ในที่สุดเราก็จะต้องตกเป็นทาสของ AI เพราะเราไม่มีทางเอาชนะ AI ได้เลย
หรือเราจะต้องผ่านกลียุคไปก่อน ถึงจะเข้าสู่ยุคพระศรีอารย์ เพราะการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์มิได้เกิดจากวาทกรรม แต่ต้องเกิดจากนโยบายที่สร้างสรรค์ ชัดเจน และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง







