9/11 กับ “แผน 7 ประเทศใน 5 ปี” ของ Wesley Clark

9/11 กับ “แผน 7 ประเทศใน 5 ปี” ของ Wesley Clark
แยกข้อเท็จจริง ข้อกล่าวอ้าง และบทเรียนจากสองทศวรรษของสงครามและการแทรกแซง
บทความวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์ | ปรับปรุงข้อมูลถึงปี 2026
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
บทนำ: เรื่องนี้จริงแค่ไหน?
เรื่อง “แผนลับของเพนตากอนที่จะโค่นรัฐบาล 7 ประเทศภายใน 5 ปี” ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำอย่างกว้างขวาง โดยมักถูกนำเสนอราวกับเป็นเอกสารลับที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 แต่เมื่อแยกหลักฐานออกจากการตีความ ภาพที่ได้มีความซับซ้อนกว่านั้น
สิ่งที่ยืนยันได้แน่นอนคือ พลเอกเวสลีย์ คลาร์ก อดีตผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตรของ NATO เคยเล่าเรื่องนี้หลายครั้ง และบันทึกไว้ในหนังสือ Winning Modern Wars ที่ตีพิมพ์ในปี 2003 ต่อมาในการสัมภาษณ์ Democracy Now! เมื่อเดือนมีนาคม 2007 เขาเล่ารายละเอียดว่า เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงคนหนึ่งที่เพนตากอนบอกเขาว่า มีบันทึกจากสำนักงานรัฐมนตรีกลาโหมซึ่งกล่าวถึงแผนจัดการกับ 7 ประเทศ ได้แก่ อิรัก ซีเรีย เลบานอน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน และอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือ Clark ไม่ได้เปิดเผยเอกสารดังกล่าว ไม่เปิดเผยชื่อเจ้าหน้าที่ และในบทสัมภาษณ์เดียวกันเขายอมรับว่าไม่สามารถยืนยันโดยตรงว่าเอกสารนั้นมีอยู่จริงในรูปแบบที่เขาได้รับการบอกเล่าหรือไม่ ซึ่งแน่นอนเขาเปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นเอกสารลับ หากเปิดเผยจะมีความผิดตามกฏหมาย ดังนั้น คำกล่าวนี้ควรจัดอยู่ในระดับ “คำให้การของอดีตนายทหารระดับสูง” ไม่ใช่ “เอกสารเพนตากอนที่ได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว”
1. แยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ข้อกล่าวอ้าง”
สิ่งที่มีหลักฐานรองรับ
- Wesley Clark มีตัวตนและดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพสหรัฐฯ รวมถึง Supreme Allied Commander Europe ของ NATO และเขาได้เล่าเรื่องแผน 7 ประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หนังสือปี 2003 เป็นต้นมา
- ในคำบอกเล่าของ Clark รายชื่อ 7 ประเทศคือ อิรัก ซีเรีย เลบานอน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน และอิหร่าน โดยอิรักถูกวางไว้เป็นประเทศแรกและอิหร่านเป็นประเทศสุดท้าย
- สหรัฐฯ มีนโยบายและการปฏิบัติการทางทหาร เศรษฐกิจ หรือการเมืองที่สำคัญในประเทศส่วนใหญ่ของรายชื่อดังกล่าวในช่วงสองทศวรรษถัดมา แต่ลักษณะ เหตุผล และฐานกฎหมายและวิธีการอาจแตกต่างกันอย่างมาก
สิ่งที่ยังไม่ควรสรุปว่าเป็นข้อเท็จจริง
- ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่เพียงพอให้ยืนยันว่า “บันทึกลับของเพนตากอน” ตามที่ Clark กล่าวนั้นเป็นเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการที่รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติให้ดำเนินการโค่นรัฐบาลทั้ง 7 ประเทศตามลำดับภายใน 5 ปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่มีแผนดังกล่าว เพราะมันมีการดำเนินการต่อประเทศเหล่านั้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการที่แตกต่างและเกิน5ปี
- แต่ก็ไม่ควรเหมารวมว่าการดำเนินนโยบายต่อทั้ง 7 ประเทศหลังปี 2001 เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเดียวกัน เพราะในความเป็นจริงมีทั้งสงครามต่อต้านการก่อการร้าย การคว่ำบาตร การทูต การสนับสนุนพันธมิตร การปฏิบัติการเฉพาะกิจ และการตอบสนองต่อสงครามกลางเมือง
- การที่เหตุการณ์ในเวลาต่อมาบางส่วน “คล้าย” กับรายชื่อของ Clark ไม่ได้พิสูจน์โดยตัวมันเองว่าแผนลับนั้นเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์เหล่านั้น
2. แล้วเหตุใดคำกล่าวของ Clark จึงยังน่าสนใจ?
แม้ไม่สามารถใช้คำกล่าวนี้เป็นหลักฐานเด็ดขาดของ “แผน 7 ประเทศ” ได้ แต่ก็ไม่ควรละเลยเสียทั้งหมด เพราะมีบริบททางความคิดและนโยบายของฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯ ก่อนและหลัง 9/11 ที่สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบและการปรับโครงสร้างตะวันออกกลางเป็นแนวคิดที่มีผู้สนับสนุนอยู่จริง
ตัวอย่างสำคัญคือเอกสารและข้อเสนอของกลุ่มนักคิดสาย neoconservative ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเสนอให้สหรัฐฯ ใช้อำนาจทางทหารและการเมืองเพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะต่ออิรัก อย่างไรก็ตาม การมีแนวคิดเหล่านี้อยู่จริงก็ยังไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าเอกสาร 7 ประเทศของ Clark เป็นนโยบายปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ
ดังนั้น วิธีวิเคราะห์ที่รอบคอบที่สุดคือมองคำกล่าวของ Clark เป็น “ชิ้นส่วนหนึ่งของหลักฐานแวดล้อม” แล้วนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายและเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้จริง
3. ตรวจสอบทั้ง 7 ประเทศกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
| ประเทศ | สิ่งที่เกิดขึ้นจริง | ความสอดคล้องกับคำกล่าว | ข้อควรระวัง |
| อิรัก | สหรัฐฯ และพันธมิตรรุกรานในปี 2003 และโค่นรัฐบาล Saddam Hussein | สูงในแง่ผลลัพธ์ | เหตุผลเรื่อง WMD ถูกพิสูจน์ภายหลังว่าอ่อนแออย่างมาก; Chilcot ชี้ว่าข้อมูลข่าวกรองมีข้อบกพร่องและสงครามไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย |
| ซีเรีย | สหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารในซีเรียตั้งแต่ 2014 โดยอ้างการต่อต้าน ISIS; มีแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อรัฐบาลซีเรีย | ปานกลาง | ไม่ได้เกิดการรุกรานเต็มรูปแบบเพื่อโค่นรัฐบาลตามแบบอิรัก และฐานเหตุผล/กฎหมายแตกต่างจากอิรัก |
| เลบานอน | สหรัฐฯ ใช้เครื่องมือทางการทูต การเงิน และความมั่นคง แต่ไม่ได้ส่งกองทัพไปโค่นรัฐบาล | ต่ำถึงปานกลาง | การมีแรงกดดันต่อเลบานอนไม่เท่ากับการดำเนินการตามแผนโค่นรัฐบาล |
| ลิเบีย | NATO นำปฏิบัติการทางอากาศในปี 2011 ภายใต้กรอบมติ UNSC 1973; การรบจบลงด้วยการล่มสลายของรัฐบาล Gaddafi | สูงในแง่ผลลัพธ์ แต่ต่างจากกรอบเดิม | มติ UN ให้อำนาจใช้มาตรการจำเป็นเพื่อคุ้มครองพลเรือนและเขตพลเรือน แต่ขอบเขตของการปฏิบัติการและผลที่นำไปสู่ regime change ยังคงเป็นประเด็นถกเถียง |
| โซมาเลีย | สหรัฐฯ ทำปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธและก่อการร้าย รวมถึงการโจมตีทางอากาศ/โดรน | ปานกลางในแง่การใช้กำลัง | ไม่ได้เกิดการโค่นรัฐบาลโซมาเลียตามความหมายทั่วไป |
| ซูดาน | สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการทูตในหลายช่วง โดยเฉพาะประเด็น Darfur และความมั่นคง | ต่ำถึงปานกลาง | ไม่มีการรุกรานเพื่อโค่นรัฐบาลแบบอิรัก |
| อิหร่าน | เผชิญมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันต่อเนื่องตั้งแต่ก่อน 9/11 และหนักขึ้นหลังจากนั้น โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และอิทธิพลระดับภูมิภาค | สูงในแง่แรงกดดัน แต่ไม่ใช่หลักฐานของแผน 5 ปี | สหรัฐฯ เคยใช้ทั้งการคว่ำบาตร การทูต และการเจรจา เช่น JCPOA จึงไม่ใช่เส้นทางเดียวที่มุ่งสู่ regime change |
4. กรณีอิรัก: จุดที่คำวิจารณ์มีน้ำหนักมากที่สุด
อิรักเป็นกรณีที่ทำให้คำกล่าวของ Clark มีน้ำหนักในเชิงตั้งคำถามมากที่สุด เพราะสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังในปี 2003 แม้ประเด็นสำคัญเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงของอิรักจะมีความไม่น่าเชื่อสูงก็ตาม รายงาน Iraq Inquiry หรือ Chilcot ของสหราชอาณาจักรในปี 2016 สรุปว่าข่าวกรองเกี่ยวกับ WMD มีข้อบกพร่อง และทางเลือกทางการทูตยังไม่ได้ถูกใช้จนหมดก่อนเข้าสู่สงคราม
ประเด็นนี้จึงสามารถวิจารณ์ได้อย่างมีหลักฐานว่า การสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับสงครามอิรักมีปัญหาร้ายแรง แต่ควรหลีกเลี่ยงการก้าวต่อไปอีกขั้นโดยสรุปว่า “หลักฐานนี้พิสูจน์แผน 7 ประเทศของ Clark” เพราะสองเรื่องนี้ยังไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
5. กรณีลิเบีย: จากการคุ้มครองพลเรือนสู่คำถามเรื่อง regime change
ลิเบียเป็นกรณีที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1973 ในปี 2011 อนุญาตให้ประเทศสมาชิกใช้ “มาตรการที่จำเป็น” เพื่อคุ้มครองพลเรือนและกำหนดเขตห้ามบินเหนือประเทศลิเบียซึ่งเป็นมติที่ผลักดันโดยสหรัฐ ต่อมา NATO ดำเนินปฏิบัติการทางอากาศจนรัฐบาล Muammar Gaddafi ล่มสลาย
ดังนั้น หากกล่าวว่า “NATO เข้าแทรกแซงลิเบีย” เป็นข้อเท็จจริง แต่หากกล่าวว่า “NATO มีอำนาจจาก UN ให้โค่นรัฐบาลลิเบีย” จะเป็นการสรุปเกินกว่าถ้อยคำของมติ 1973 ความแตกต่างระหว่าง mandate เพื่อคุ้มครองพลเรือนแต่กลายเป็นเข้าโจมตีจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์มันคนละเรื่องกันและกับผลทางการเมืองที่นำไปสู่ regime change เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของกรณีลิเบีย
6. ซีเรีย โซมาเลีย ซูดาน และเลบานอน: จุดที่เรื่อง “7 ประเทศ” เริ่มไม่ตรงกับความเป็นจริงว่าด้วยการปฏิบัติการทางทหาร
เมื่อพิจารณาอีกสี่ประเทศจะเห็นความแตกต่างชัดเจน สหรัฐฯ มีบทบาททางทหารหรือแรงกดดันทางการเมืองในแต่ละประเทศจริง แต่รูปแบบแตกต่างกันมาก ซีเรียเกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกและการอ้างการต่อต้าน ISIS ส่วนโซมาเลียเกี่ยวข้องกับการต่อต้าน Al-Shabaab และเครือข่ายก่อการร้ายที่เกี่ยวโยงกับISIS โดยต่อมามีการกล่าวหาว่าองค์กรนี้ได้รับการสนับสนุนจากCIA โดยที่ไม่มีข้อพิสูจน์นอกจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่นความร่วมมือระหว่างISIS กับISRAEL ด้านซูดานเกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรและวิกฤตความขัดแย้งภายใน อันเกิดจากการสนับสนุนของตะวันตกจนนำไปสู่การแบ่งแยกซูดานใต้ ส่วนเลบานอนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนกองทัพ และการวางเฉยให้อิสราอลใช้กำลังเข้ายึดครอง กับแรงกดดันทางการทูตที่เลือกข้าง
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้การตีความแบบ “สหรัฐฯ เดินตาม checklist เดิมครบทั้ง 7 ประเทศ” อ่อนลงหากจะเน้นเฉพาะรูปแบบ เพราะไม่มีรูปแบบเดียวกันของการปฏิบัติการ และไม่มีหลักฐานสาธารณะที่แสดงว่าทั้งเจ็ดประเทศถูกดำเนินการตามลำดับเดียวกันภายในห้าปี
7. อิหร่าน: ทำไมประเทศสุดท้ายในคำกล่าวจึงยังเป็นประเด็นสำคัญ
อิหร่านเป็นกรณีที่ต้องแยก “แรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์” ออกจาก “หลักฐานว่าเป็นเป้าหมายในแผน 7 ประเทศ” รายงานของ Congressional Research Service ระบุว่าสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1979 และมาตรการเหล่านี้มีหลายเป้าหมาย ตั้งแต่การอ้างการต่อต้านการก่อการร้าย การจำกัดอำนาจทางทหาร ไปจนถึงการกดดันโครงการนิวเคลียร์
ที่สำคัญ สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้แต่การเผชิญหน้า ในปี 2015 การเจรจาระหว่างอิหร่านกับมหาอำนาจนำไปสู่ JCPOA ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายต่ออิหร่านมีทั้งการกดดันและการทูต ดังนั้น การที่อิหร่านยังคงเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเดี่ยว ๆ เพื่อยืนยันแผนลับของ Clark ได้ ทว่าก็ไม่อาจปฎิเสธได้ว่าสหรัฐไม่ได้มีแผนจะทำลายอิหร่าน
8. บทสรุป: เราควรเชื่ออะไร และควรตั้งคำถามอะไร?
ข้อสรุปที่สมดุลที่สุดคือ “เรื่อง 7 ประเทศมีต้นทางจากคำกล่าวจริงของ Wesley Clark แต่เอกสารลับที่เขาอ้างถึงยังไม่ได้รับการยืนยันต่อสาธารณะในระดับที่จะเรียกว่าเป็นหลักฐานเด็ดขาดของนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ” ขณะเดียวกัน เหตุการณ์หลัง 9/11 ก็แสดงให้เห็นจริงว่าสหรัฐฯ ขยายการใช้กำลัง อำนาจทางทหารทางการเมืองและเศรษฐกิจ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเข้าไปมีบทบาทในตะวันออกกลางและแอฟริกาอย่างกว้างขวาง
สิ่งที่มีหลักฐานหนักแน่นกว่าคือกรณีอิรัก ซึ่งเหตุผลด้าน WMD ที่ใช้สนับสนุนสงครามถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากการสอบสวนภายหลัง และกรณีลิเบียซึ่งแสดงให้เห็นช่องว่างระหว่างวัตถุประสงค์ทางกฎหมายของการคุ้มครองพลเรือนกับผลทางการเมืองที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบ
ดังนั้น บทเรียนจาก 9/11 ไม่ควรเป็นการเปลี่ยนจาก “เชื่อวาทกรรมของรัฐบาล” ไปเป็น “เชื่อทฤษฎีสมคบคิดอีกด้านหนึ่ง” แต่ควรเป็นการตรวจสอบทั้งสองด้านด้วยหลักฐานเดียวกัน ตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้กำหนดภัยคุกคาม เหตุผลในการใช้กำลังคืออะไร ฐานกฎหมายอยู่ที่ใด ใครได้ประโยชน์ และผลที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชนและอธิปไตยของรัฐเป้าหมายเป็นอย่างไร
ในมุมนี้ คำกล่าวของ Wesley Clark มีคุณค่าในฐานะ “คำถามทางประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์” มากกว่าจะเป็น “คำตอบสำเร็จรูป” และนั่นทำให้เรื่องนี้ยังควรถูกนำกลับมาศึกษา โดยเฉพาะเมื่อโลกหลัง 9/11 กำลังเผชิญกับคำถามเดิมอีกครั้งว่า มหาอำนาจสามารถใช้ความมั่นคงเป็นเหตุผลในการขยายอำนาจได้ไกลเพียงใด ก่อนที่หลักอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศจะถูกทำให้กลายเป็นเพียงข้ออ้าง
แหล่งข้อมูลหลักและแหล่งตรวจสอบ
- Democracy Now!, “Gen. Wesley Clark Weighs Presidential Bid,” 2 March 2007 — บันทึกการสัมภาษณ์ที่ Clark เล่าเรื่อง memo และรายชื่อ 7 ประเทศ: https://www.democracynow.org/2007/3/2/gen_wesley_clark_weighs_presidential_bid
- Wesley K. Clark, Winning Modern Wars (2003) — แหล่งต้นทางที่ Clark บันทึกเรื่องการสนทนาใน Pentagon: https://washingtonmonthly.com/2003/09/25/wesley-clark-and-the-war-on-terror/
- UK Government, The Report of the Iraq Inquiry (Chilcot), 2016: https://www.gov.uk/government/publications/the-report-of-the-iraq-inquiry
- NATO, NATO and Libya (2011): https://www.nato.int/en/what-we-do/operations-and-missions/nato-and-libya-february-october-2011
- UN Security Council / UN Digital Library — เอกสารเกี่ยวกับปฏิบัติการต่อต้าน ISIS ในอิรักและซีเรีย และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
- Congressional Research Service, Iran: Background and U.S. Policy — ประวัติการคว่ำบาตรและนโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน: https://www.congress.gov/crs_external_products/R/PDF/R47321/R47321.4.pdf
หมายเหตุด้านการใช้บทความ
บทความนี้ตั้งใจแยก “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้” ออกจาก “คำกล่าวของบุคคล” และ “การตีความเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อหลีกเลี่ยงทั้งการปฏิเสธหลักฐานที่มีอยู่และการยกระดับข้อกล่าวอ้างให้กลายเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ หากนำไปเผยแพร่ ควรใช้ถ้อยคำว่า “Clark กล่าวอ้างว่า…” หรือ “ตามคำให้การของ Clark…” แทนการเขียนว่า “เอกสารลับเพนตากอนยืนยันว่า…”

