INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สัมผัสหัวใจด้วยไฟ

64642464758568583724321

สัมผัสหัวใจด้วยไฟ

เดวิด เจอร์เก็น มักจะประยุกต์ใช้ปรัชญาผู้นำถูกสร้าง ไม่ใข่กำเนืด แก่จอห์น เคนเนดี ประธานาธิบดียูเอส แสดงความเป็นนู้นำของเคนเนดี ถูกหลอมตลอดเวลาแทนการเป็นพรสวรรค์โดยกำเนิด เขาได้ท้าทายทฤษฎี
มหาบุรุษของโทมัส คาร์ไลล์ ความเชื่อว่าบุคคลเพียงแค่กำเนิดด้วยความสามารถโดยธรรมชาติที่จะนำ เจอร์เกน ได้ใช้จอห์น เคนเนดี แสดงความเป็นผู้นำเป็นการเดินทางการพัฒนาที่กระตือรือร้น
*การเรียนรู้ตัวเองและการเจริญเติบโต
เจอร์เกน ได้เเสดงเจเอฟเคไม่ได้เป็นผู้บัญชาการกำเนิดตามธรรมชาติไม่มีข้อบกพร่อง แต่ความเป็นผู้นำของเขาได่ถูกสร้างตลอดเวลาผ่านทางความตระหนักตัวเอง การศึกษาที่เข้มงวด ความยากรู้ทางสติปัญญา และการฝ่าฟันโรคภัยทางร่างกายที่รุนแรง
*แนวคิดของเบ้าหลอม
แนวคิดหลักของผลงานของเจอร์เกนคือผู้นำที่ยิ่งใหญ่ถูกหลอมภายในเบ้าหลอมสภาพเเวดล้อมที่เข้มข้นท้าทายหรือช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์
ที่พลักผัน จอห์น เคนเนดี ได้เเสดงอย่างมีชื่อเสียงความเป็นผู้นำการต่อสู้ชีวิตเริ่มแรก การรับใช้ยามสงคราม เช่น เหตุการณ์ พีที – 109 การบัญชา
การเรือตอร์ปิโดลาดตระเวน พีที -109 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ใช้เป็นเบ้าหลอมเริ่มแรกสร้างความยืดหยุ่นของเขา
เจอร์เกนได้ชี้ว่าเคนเนดีเป็นตัวอย่างที่สำคัญของผู้นำมีการมองโลกในแง่ดี เขายืนยันว่าการประกาศอย่างกล้าหาญของเคนเนดีไปสู่ดวงจันทร์ ยกสายตา และเป็นตัวอย่างผู้นำที่สร้างสามารถบันดาลใจทั้งยุค บรรลุดู
เหมือนความเป็นไปไม่ได้อย่างไร เคนเนดี วิวัฒนาการไปสู่ผู้นำสามารถควบคุมความมุ่งหมายของชาติทักษะทางการเมืองวิสัยทัศน์และวาทศิลป์
ของเขา ถูกกลั่นด้วยการทดสอบส่วนบุคคล – รวมไปถึงการต่อสู้สุขภาพที่เรื้อรังและการรับใช้ทางหทารระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง-ความเป็นผู้นำไอคอนของเคนเนดี –
โดยเฉพาะความสามารถที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวและบันดาลใจชาติไปสู่การลงบนดวงจันทร์ของอพอลโล – เป็นผลลัพธ์ของการเจริญเติบโตส่วนบุคคลที่ลึกซึ้ง เรียนรู้จากความล้มเหลวหายะเช่นการบุกอ่าวหมูคิวบาและการปลูกฝังที่มุ่งมั่นการเรียนรู้ตัวเองและทักษะการสื่อสารสาธารณะ และ
เจอร์เก็น ได้ใช้บริบทโศรกนาฏกรนมของการลอบสังหารจอห็น เคนเนดี ผ่านทางสองเลนซ์ที่สำคัญ ตัวเร่งปฏิกิริยาของน้องชายของเขา โรเบิรต เคนเนดี เเละการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ที่มันกระตุ้นสังคมมองความเป็นผู้นำของประธานาธืบดีอย่างไร
เจอร์เก็น มักจะใช้การเปรียบเทียบที่มองเห็นสะดุดตา เเสดงความเป็นผู้นำสมัยใหม่ได้ขยับจากบุคคลคนเดียวแบกภาระทั้งหมดไปสู่วิถีทางมุ่งเน้นทีม เขาชี้ที่ภาพไอคอนของจอห์น เคนเนดีภายในห้องทำงานรูปไข่ยืนคนเดียวและทรุดตัวลงบนโต๊ะทำงานของเขาราวกับน้ำหนักของโลกทั้งหมดอยู่บนบ่าของเขา เจอร์เก็น ยืนยีนว่านี่ได้ยึดอย่างสมบูรณ์ทฤษฎีมหาบุรุษ 1960 ของความเป็นผู้นำ ความคิดคือว่าผู้นำคนเดียวคือคำตอบ
ต่อผู้อธิษฐานทุกคนของชาติ ภาพนี้ยึดความคาดหวัง 1960 ปะธานาธิบดี
คนเดียวต้องแก้ปัญหาวิกฤติทุกย่าง
เมื่อจอห์น เคนเนดีถูกลอบสังหาร มันเป็นบาดแผลของชาติและเปิดเผยความเปราะบางที่ลึกซึ้ง การขึ้นอยู่กับผู้ช่วยชีวิตคนเดียว เจอร์เก็น ยืนยัน
ว่าความเป็นผู้นำศตวรรษที่ 21 จะต้องขยับไปจากวิถีทางโดดเดี่ยวนี้ไปสู่
วิถีทางของทีม เขาได้เปรียบเทียบกับภาพ 2011 ของบารัค โอบามา และทีมของเขาอัดเเน่นภายในห้องสถานการณ์ ระหว่างการจู่โจมโอซามา บิน ลาเดน เจอร์เก็น ได้ยืนยันว่าความเป็นผู้นำศตวรรษที่ 21 วิวัฒนาการไปสู่
ความร่วมอกร่วมใจ ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายของทีม ร่วมความเชี่ยวชาญ แทนการสั่งการบนลงล่างที่โดดเดี่ยวความเป็นผู้นำสมัยใหม่จะไม่เป็นการกระทำคนเดียวต่อไปแลัวของวีรบุรุษโดยกำเนิด
เจอร์เก็นมักจะยกย่องต่อการปราศัยพิธีเข้ารับตำแหน่งที่มีชื่อเสียงของจอห์น เคนเนดี บรรทัดไอคอนของเขาคือ “อย่าถามว่าประเทศของคุณสามารถทำอะไรแก่คุณ ถามว่าคุณสามารถทำอะไรแก่ประเทศของคุณ” แสดงจุดสำคัญของความเป็นผู้นำประธานาธิบดีที่มีพลัง เป็นการกระตุ้นส่วนบุคคลที่ดึงเขา และทั้งยุคไปสู่การรับใช้สังคม เจอร์เก็นได้มุ่งเน้นว่า
ความรับผิดชอบที่สำคัญของผู้นำคือ การให้ทิศทางและความมุ่งหมายที่ชัดเจนเขากล่าวว่าข้อความไอคอนเหมือนพิธิสาบานตนจะเป็นเสียงเรียกร้องรับใช้สังคมของเจเอฟเคที่สำคัญเพราะว่ามันจะให้ความหมายต่่อแรงขับเคลื่อนหลักของการเป็นประธานาธิบดี
สโลแกนและคำแถลงแน่นอน เหมือนพรมแดนใหม่ หรือเสียงเรียกร้องต่อการรับใช้สังคมจะชัดเจนอะไรแท้จริงที่ผู้นำต้องการบรรลุและอะไรที่พวกเขาขอให้ประชาชนบรรลุด้วยกัน เจอร์เก็นมักจะยืนยันว่าความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ต้องผลักดันบุคคลมองผ่านผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา ไปสู่เป้าหมายร่วมกันที่สูงชึ้น ภายในการประเมินความเป็นผู้นำทางประวัติศาสตร์ของเขา เขาได้เทียบเคียงคำปราศัยของเจเอฟเคกับการพูดคุยข้างกองไฟ ของแฟรงคลิน รูสเวลท์
ถ้อยคำ “การพูดคุยข้างกองไฟ” กำเนิดจากการเป็นประธานาธิบดีของ
แฟรงคลิน รูสเวลท์ เมื่อเจอร์เก็นใช้เป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
ของผู้เชี่ยวชาญการชักจูงสาธารณะ ถ้อยคำถูกสร้างโดยแฮร์รี บุทเชอร์ ผู้บริหารเครือข่ายวิทยุซีบีเอส การอธิบายการพูดคุยวิทยุตอนเย็นโดย
รูสเวลท์ รูสเวลท์ได้มองหาวิถีทางที่จะพูดโดยตรงต่อสารธารณะอเมริกัน
อ้อมผ่านสื่อมวลชนที่ไม่เป็นมิตร และฝ่าฟันความตกใจอย่างมากของการ
ตกต่ำเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายในถ้อยคำทางการเมืองและความเป็นผู้นำ การพูดคุยข้างกองไฟเป็นสไตล์การสื่อสารที่ไม่เป็นทาง การใกล้ชิด และโปร่งใส ใช้โดยผู้นำที่จะสร้างความไว้วางใจและสงบเงียบสาธารณะหรือองค์การระหว่างวิกฤติ
เจอร์เก็น ได้เชื่อมโยงแนวคิดนี้ต่อคุณลักษณะความเป็นผู้นำที่สำคัญ
ของศิลปะของการชักจูงสาธารณะ เอฟดีอาร์ไม่ได้นั่งจริงข้างเตาผิงเขานั่งที่โต๊ะรอบด้วยไมโครโฟนและเคเบิ้ล เเต่กระนั้นเขาใช้ภาษาเรียบง่าย พูดคุยกับสาธารณะเป็น ” เพื่อนของผม” และพูดด้วยอย่างธรรมชาติ นี่ได้สร้างความรู้สึกทางจิตใจ ตรงที่ประธานาธิบดีกำลั่งนั่งอยู่ภายในห้องนั่งเล่น เจอร์เก็น ได้แสดงผู้นำถูกหลอม โดยการฝ่าฟันเบ้าหลอม ความสามารถของเอฟดีอาร์ที่จะส่องความอบอุ่น และความเข้มแข็งถูกกำเนิดจากการต่อสู้ส่วนบุคคลของเขาเองกับโรคโปลิโอการพิสูจน์แนวคิดของเจอร์เก็นว่าความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่เรียนรู้ทักษะตั้งใจสร้างขึ้นมา พัฒนาผ่านทางความยากลำบาก
เจอร์เก็น กล่าวอย่างมีชื่อเสียงว่า “ความไว้วางใจยังคงเป็นเงิเหรียญของอาณาจักรภายในการเมืองการพูดคุยข้างกองไฟกลายเป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์แท้จริงของการใช้การสื่อสารทางกลยุทธ์ ที่สร้างความไว้วางใจรากฐานนั้น ความไว้วางใจเป็นเงินตรามีค่ามากที่สุดของการเมืองและองค์การ ผู้นำที่ไว้วางใจได้การสนับสนุนจากสาธารณะเพื่อนร่วมงาน และประเทศอื่น ผู้นำสร้างความไว้วางใจผ่านทางความจริงใจที่สม่ำเสมอ ความโปร่งใส และความสามารถตลอดเวลา เจอร์เก็นยืนยันว่าความเป็นผู้นำถูกหลอมโดยการตอบความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่นำทางการทดสอบชีวิต เช่น รับใช้กองทัพเรือสงครามโลกครั้งที่สองเหนื่อยากมากของเคนเนดี และต่อสู้กับสุขภาพเรื้อรังตามมา แทนการกำเนิดด้วยความสามารถที่จะเป็นผู้นำโดยกำเนิด

229983 229984 229985

ถ้อยคำ ผู้นำถูกสร้าง ไม่ใช่กำเนิด เป็นแนวคิดตลอดกาลปรัชญาหลักนี้ได้ทอดสมอหนังสือ 2022 “Hearts Touched With Fire : How Great
Leaders Are Made” โดยที่ปรึกษาของทำเนียบขาว ทหารผ่านศึก และนักวิจารณ์การเมือง เดวิด เจอร์เก็น ถ้อยคำ Hearts Touched With Fire
หัวใจสัมผัสด้วยไฟ ได้ถูกปรับ มาจากคำพูดอ้างอิงยุคสงตรามกลางเมือง
โดยผู้พิพากษาศาลฎีกา โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮลฺมส์ เกี่ยวกับช่วงเลาของเขาภายในสงครามกลางเมือง การแสดงชีวิตต้องการความลุ่มหลง ความกล้าหาญ และแรงขับเคลื่อน สร้างโลกที่ดีกว่า
ถ้อยคำต้นกำเนิด “วัยหนุมของเรา หัวใจของเราได้สัมผ้สกับไฟ” ของ
โอลิเวอร์ โอล์มส์ มาจากคำปราศัยวันแห่งความทรงจำ เขาได้ให้เมื่อ 30 พฤษภาคม ค.ศ 1884 ภายในคีน ณ นิวเเฮมป์เชียร์ความหมายต้นกำเนิดของคำพูดอ้างอิงจะสะท้อนประสบการณ์ความโหดร้ายและการพลิกโฉมของการต่อสู้ภายในสงครามกลางเมืองอเมริกัน สร้างมุมมองโลกทั้งหมดของรุ่นของเขาอย่างไร เมื่อเขากล่าวว่า หัวใจของพวกเขาถูกสัมผัสด้วย
ไฟหมายความว่าเบ้าหลอมของสงครามที่ยั่งยืนตอนวัยหนุ่มได่กำจัดภาพหลอนที่ผิวเผิน และผลักดันพวกเขาที่จะเผชิญกับความเป็นจริที่หนักของการมีชีวิตอยู่
โอลิเวอร์ โฮล์มส์ เป็นนายทหารกองทัพสหภาพ บาดเจ็บร้ายแรงหลายครั้งระหว่างสงครามกลางเมืองอเมริกันสัมผัสด้วยไฟ โฮลมส์ หมายความว่าทหารรุ่นของเขาเผาใหม้ ด้วยเบ้าหลอมกำหนดชีวิตที่เข้มข้นพวกเขา
เผชิญกับความน่ากลัว ความเป็นมิตร และในที่สุดเดิมพันความมีศีลธรรมและความอยู่รอดตอนอายุวัยหนุ่มมาก เขายืนยันว่าการล้างบาปด้วยไฟนี้ สอนพวกเขาทันทีว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและลุ่มหลง แทนที่จะเป็นกิจวัตร
ประจำวันธรรมดาแม้แต่ท่ามกลางความเศร้าโศรกของการสูญเสียเพื่อน มันประทับรุ่นของเขาด้วยความจุ ลบไม่ออกความผูกพัน ภาระหน้าที่ และหัวใจที่ยิ่งใหญ่
โฮล์มส์กำลังพรรณาทหารรุ่นของเขาถูกสร้างโดยการทดสอบที่ลึกซึ้ง การรับใช้ และการเสียสละแห่งสงครามกลางเมือง เขาได้กล่าวอย่างมีชื่อเสียงว่า
“ผ่านทางโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ของเรา ในวัยหนุ่มของเรา หัวใจของเรา
สัมผัสด้วยไฟ มันให้เราที่จะเรียนรู้ในตอนเเรกว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและ
ลุ่มหลง”
*ชีวิตเป็นความลึกซึ้งและความลุ่งหลง
โฮลมส์ ย้ำว่าการเผชิญกับการคุกคามแห่งความตายอย่าาสม่ำเสมอสอนรุ่นของเขา ณ เริมต้นของชีวิตว่า ชีวิตจะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและลุ่มหลง หมายความการดำรงอยู่ของมนุษย์ เป็นความเขีมข้นที่ลึกซึ้ง เต็มไปด้วยเดิมพันที่สูง การมีชีวิตอยู่กับความผูกพัน แทนการวางเฉยที่เย็นชา การรอดชีวิตจากการสู้รบสอนรุ่นของเขาการดำรงอยู่ไม่ใช่กิจวัตรประจำวันที่สบายหรือปลอดภัย ชีวิตที่แท้จริงตื่นขึ้นด้วยการทดสอบที่เข้มข้น และประสบการณ์หลัก เขาเชื่อวาบาปที่แท้จริงหรือความล้มเหลวภายในชีวิตคือความไม่แเตกต่าง ไม่เเยเเสหรือสนใจอะไรเลย
คุณต้องผูกพันเต๊มที่กับการต่อสู้ของยุคของคุณ โศรกนาฏกรรแท้จริงการดำรงอยู่ของมนุษย์ไม่ใช่ความตายหรือความล้มเหลวแต่เป็นความไม่แตกต่างการมีหัวใจสัมผัสกับไฟของคุณ หมายถึงการเขย่าความชะล่าใจ โฮลมส์ เชื่อชีวิตที่แท้จริง คุณจะต้องโยนตัวคุณเองทั้งหมด ไปสู่การต่อสู้ การเคลื่อนไหว และความลุ่มหลงของยุคของคุณชีวิตที่ลึกซึ้งและลุ่มหลงเป็นบุคคลมีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่ออย่างเข้มข้น ความมุ่งหมาย ความลึกซึ้งของอารมณ์ แทนการเพียงแค่ผ่านกิจวัตรประจำวันไปเรื่อย

229986 229987 229988

*เกียรติยศเหนือวัตถุนิยม
โฮลมส์ รับรู้ว่าความต้องการเงินทอง ความสบาย ความทะเยอทะยานทางโลก เป็นธรรมชาติ เขายืนยันว่าความพอใจที่แท้จริงอยู่สูงขึ้นไป – เพื่อเกียรติยศ – แสดงภาระหน้าที่ ความมุ่งหมาย และทำอะไรที่ถูกต้อง โฮลมส์ ได้ถูกสรัางอย่างลึกซึ้งโดยประสบการณ์ที่โหดร้ายต่อสู้ภายใน
สงครามกลางเมืองอเมริกันของเขา เขาได้ปฏิเสธวัตถุนิยมแท้จริงกล่าว
ว่าเขาและเพื่อนของเขาได้มองเห็นเหนือกว่าทุ่งทองคำความสูงที่หิมะได้
ปกคลุมแห่งเกียรติยศ เขายืนยันว่ามนุษย์จะเป็นความสามารถของหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และเต็มใจเสียสละความสบายทางวัตถุเพื่ออุดมการณ์
โฮล์มส์ ได้เปรียบเทียบที่ชัดเจนการแสวงหาความสำเร็จทางวัตถกับ
ความมุ่งหมายจิตวิญญานและศีลธรรม ในขณะที่เขาไม่ได้ลดค่าทั้งหมดรางวัลทางโลกของความทะเยอทะยาน รุ่นของเขาได้มองเห็นบางสิ่งบางอย่างยิ่งใหญ่กว่ามากระหว่างสงคราม ปรัชญาของโฮลมส์ของการเลือกเกียรติยศเหนือกว่าวัตถุนิยม มุ่งเน้นความเชื่อว่าชีวิตของมนุษย์จะไปถึงคุณค่าสูงสูดของมัน ผ่านการทุ่มเทที่ลุุ่มหลงเสียสละตัวเองต่ออุดมการณ์ แทนการแสวงหาความสบายทางร่างกาย ความมั่งคั่ง หรือความปลอดภัย เขาเชื่อว่ากิจกรรมทีไม่สร้างความมั่งคั่งทางวัตถุเช่นทหารเลือเกียรติยศ
เหนือชีวิต หรือนักวิชาการแสวงหาความลุ่มหลงที่โง่เขลาเพื่อความรู้ เป็นอะไรที่แน่นอนให้ความยิ่งใหญ่แก่ชีวิตมนุษย์
เขามองการเเสวงหาเหล่านี้เป็น “ความเขลาที่ดีงามแห่งเกียรติยศ”
ถ้อยคำนี้อธิบายความเต็มใจของมนุษย์ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละตัวเองเพื่อ
อุุดมการณ์ที่สูง แม้ว่าเมื่อทำสิ่งนี้ดูเหมือนไม่มีตรรกะ ปฏิบัตไม่ได้ หรือต่อต้านการอยู่รอด เพราะว่าพวกเขาละเลยผลประโยชน์ส่วนตัวทางเศรษฐกิจเพียงเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่หนือกว่า
*หัวใจที่ยิ่งใหญ่
ถ้อยคำ การนำหัวใจที่ยิ่งใหญ่มาสู่งานของเขา มาจากคำปราศัยวันแห่ง
ความทรงจำทที่มีชื่อเสียงโดยโอลิเวอร์ โฮล์มส์หมายความว่าความสำเร็จที่แท้จริงภายในชีวิต ไม่ว่าเส้นทางของคุณเป็นอย่างไรถูกวัดด้วยการเข้าถึงความพยายามประจำวันของคุณ ด้วยความลุ่มหลงที่ลึกซึ้ง ความกล้าหาญ และการทุ่มเทสุดหัวใจ เขาได้อธิบายว่าความสำเร็จที่แท้จริงไ่ม่ได้กำหนดโดยคุณถูกให้งานที่ง่ายหรืองานที่ยาก – ใช้การเปรียบเทียบการขุดด้วยจอบเทียยกับการปีนน้ำแแข็งด้วยขวาน – ความสำเร็จที่แท้จริงจะ
เป็นความลุ่มหลง การทุ่มเท และความซื่อสัตย์ – หัวใจที่ยิ่งใหญ – คุณได้
เลือกที่จะนำมาสู่งานของคุณ
โฮลมส์ เป็นนายทหารกองทัพสหภาพ ต่อสู้และบาดเจ็บภายในสงคราม
กลางเมืองอเมริกัน รุ่นทหารของเขาได้เรียนรู้เริ่มแรกต่อชีวิตนั้นลุ่มหลง
และลึกซึ้ง เพราะว่าพวกเขาได้เผชิญอันตรายถึงชีวิตด้วยกัน เขายืนยันว่าไม่ว่าบุคคลเลือก แรงงานทางร่ายกายที่หนัก -การขุดด้วยจอบ – หรือความทะเยอทะยานสูง – ขวานที่จะปีนน้ำเเข็ง – ความสำเร็จที่แท้จริงจะ
เป็นการนำหัวใจที่ยิ่งใหญ่ – กล้าหาญ – มาสู่งานของพวกเขาเท่านั้น เมื่อ
เขาอ้างถึงหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เขากำลังพูดเกี่ยวกับการนำความลุ่มหลง ความ
ยืดหยุ่น และการทุ่มเทมาสูงานของชีวตบุคคลหนึ่ง ความสำเร็จที่แท้จริงภายในชีวิต

229990

ภายในการประเมินประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดียูเอส เจอร์เกนได้
แสดงจอห์นิ เคนเนดี ใช้ภาษาที่ทะยานขับเคลื่อนความมุ่งหมายเข้ายึดจินตานการชาวอเมริกันอย่างไร คำปราศัยที่บันดาลใจมากที่สุดของเขา
คือ คำปราศัยพิธิสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของจอห์น เคนเนดี บันดาลใจเด็กและผู้ใหญ่มองเห็นความสำคัญของบริการสาธารณะ ถ้อยคำบันดาล
ใจเเห่งประวัติศาสตร์ของเขา “อย่าถามว่าประเทศของคุณสามารถจะทำอะไรเพื่อคุณ ถามว่าคุณสามารถทำอะไร เพื่อประเทศของคุณ” ท้าทายชาวอเมริกันทุกคนที่จะมีส่วนช่วยภายในวิถีทางบางอย่างต่อสาธารณะประโยชน์
เจอร์เก็น ได่ชี้ทางประวัติศาสตร์คำปราศัย “เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์”
1962 ณ ไรซ์ สเตเดียม เป็นคำปราศัยบทเรียนชั้นยอดที่ผู้นำสร้างโชค
ชะตาของประเทศ และสร้างความมุ่งหมายร่วมอย่างไร ด้วยการเชื่อมโยง
หลักการของเจอร์เกนต่คำปราศัยของเจเอฟเค เราสามารถมองเห็นอย่าง
แน่นอน “มูน สปีช” แสดงกรอบข่ายของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ถูกสร้างได้อย่างไร
เจอร์เกน เชือว่าความเป็นผู้นำต้องการการตัดสินใจภายในอย่างมีสติเข้า
ไปสู่สังเวียน และรับความรับผิดชอบ เคนเนดี ได้สะท้อนความรับผิดชอบส่วนบุคคลนี้บนระดับประเทศ ภายในการปราศัย ณ มหาวิทายาลัยไรซ์
เคนเนดี ได้ประกาศอย่างมีชื่อเสียงว่าอเมริกาเลือกที่จะไปดวงจันท์ร์ ไม่
ใช่เพราะว่าพวกมันง่าย แต่เพราะว่าพวกมันยาก
เจเอฟเค ได้ยืนยันอย่างมีชื่อเสียงว่า
“เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์ภายในทศวรรษนี้ และทำสิ่งอื่น ไม่ใช่เพราะ
ว่ามันง่าย แต่เพราะว่มันยาก”
เจเอฟเค ได้เลือกภารกิจดวงจันทร์หลอมความทะเยอทะยานที่สูง เขา
ไม่ได้สร้างกรอบการแข่งขันอวกาศเพียงเเค่เป็นรายการตรวจสอบทาง
วิทยาศาสตร์หรือระบบราชการ เเต่เป็นพรมแดนศึลธรรมยิ่งใหญ่ เจอร์
เกน ย้ำว่าความรู้สึกที่แท้จริงนี้เป็นตัวกระตุ้นเพี่อการพัฒนาความเป็นผู้นำ
ผู้นำที่แท้จริงถูกหลอมโดยการก้าวไปสู่สังเวียน และรับเอาการทดสอบที่
ซับซ้อนเหนื่อยยาก แทนการแสวงหาความสบาย ความเป็นผู้นำไม่ได้เกิด
จากการแสวงหาความสบายหรือความปลอดภัยทางการเมือง ” พรมแดน
ศีลธรรม” เป็นการเลือกอย่างเจตนาของเส้นทางที่ยุงยาก เพราะว่ามันได้ใช้เป็นความมุ่งหมายของชาติหรือมนุษย์ที่สูงขึ้น
จอห์น เคนเนดี ยืนยันว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ซับซ้อนของการสำรวจ
อวกาศ ใช้ที่จะรวบรวมและวัดดีที่สุดของพลังและทักษะของเรา ผู้นำแท้
จริงผลักดันพรมแดนของอะไรที่สังคมคิดมันสามารถบรรลุได้ ด้วยการ
เรียกชื่อมันว่า พรมแดนศีลธรรม เจอร์เกนอธิบายว่าความเป็นผู้นำเป็น
ทักษะที่ได้มาของกระตุ้นศักยภาพของมนุษย์ร่วมกัน มันผลักดันประเทศ
ก้ามข้ามความแตกเเยกภายในของมัน และเรียกร้องคุณธรรมสูงสุดของ
มัน เช่น ความกล้าหาฯ การคิดค้น การทำงานเป็นทีม และการเสียสละ –
บรรลุยางบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่
ระหว่างความสูงของสงครามเย็น เคนเนดี ได้ยืนยันว่าอวกาศต้องสำรวจ
อย่างเปิดเผย เเละไม่กลายเป็นเขตสงครามที่น่ากลัว ควบคุมโดยธงไม่
เป็นมิตรของการยืดครอง พรมเเดนไม่เป็นเพียงแค่วิทยาศาสตร์ มันเป็น
จริยธรรมที่ลึกซึ้ง ต่อเจอร์เกนเเล้ว ความเป็นผู้นำของเคนเนดี พืสูจน์ว่า
ผู้นำต้องสร้างกรอบการเเข่งขันทางเทคนิคและการเมืองในเเง่คุณค่าของ
มนุษย์ มั่นใจว่าอนาคต – มหาสมุทรใหม่ – ได้ถูกชนะเพื่อความสงบ ความรู้
และเสรีภาพ แทนการทำลายล้าง
เมื่อ 25 พฤษภาคม ค.ศ 1961 จอห์น เคนเนดี้ แสดงวิสัยทัศน์ เพื่อการส่งมนุษย์ลงบนดววจันทร์ภายในสิ้นทศวรรษ และนำเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย มันเป็น 12 กันยายน 1962 วันที่อากาศร้อนอบอ้าวมากภายใน
ฮูสตัน เท็กซัสการยืนอยู่ข้างหลังโพเดียม ด้วยมวลชนประมาณ 35,000 คน ณ มหาวิทยาลัยไรซ์ “We Choose to Go to the Moon” เป็นชื่อหัวข้ออย่างเป็นทางการของการปราศัยของ จอห์น เคนเนดี้ ได้แสดงวิสัยทัศน์ของเขาที่จะส่งนักบินอวกาศอเมริกัน ไปสู่ดวงจันทร์ ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ เขาได้ให้การปราศัยอย่างเร้าใจที่สร้างรากฐานภารกิจของ
อพอลโลของนาซา
เรามีปัจจัยทางการเมืองบางอย่างกระทบการตัดสินใจของจอห์น เคนเนดีและเวลาของมัน โดยทั่วไปจอห์น เคนเนดีรู้สึกกดดันอย่างมากที่จะให้อเมริกาตามทันและชนะรัสเซียภายในการแข่งขันทางอวกาศ สีปีภายหลังการตกตะลึงของสปุคนิคเมื่อ ค.ศ 1957 การแข่งขันทางอวกาศ ได้กลายเป็นร้อนเเรงระหว่างรัสเซียและอเมริกา เพียงแค่หกสัปดาห์ก่อนหน้าคำปราศัย ยูริ กาการิน นักบินอวกาศรัสเซีย กลายเป็นบุคคลแรกภายในอวกาศ แรงกดดันต่ออเมริกาที่จะส่งนักบินอวกาศไปสู่พรมแดนใหม่
นอกจากนี้ความล้มเหลวของการล้มล้างรัฐบาลฟิเดล คาสโต ด้วยการโจมตีอ่าวหมู คิวบา ได้สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อจอห์น เคนเนดี เขาต้องการ
ประกาศโครงการที่อเมริกามีโอกาสเข้มเเข็งที่จะบรรลุความสำเร็จก่อน
รัสเซีย ภายหลังการปรึกษากับรองประธานาธิบดี จอห์นสัน และผู้อำนวย
การนาซา เจมส์ เวบบ์ เขาได้สรุปว่าการส่งชาวอเมริกันลงบนดวงจันทร์
เป็นความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่ท้ายมาก แต่เป็นพื้นที่ของการสำรวจ
ทางอวกาศที่อเมริกามีศักยภาพของการนำ
จอห์น เคนเนดี มีการประกาศอย่างกล้าหาญที่ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ของการพูดที่จูงใจ เราต้องยอมรับว่าอเมริกาส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์นำหน้ารัสเซียได้สำเร็จ เนื่องจากการสร้างบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ของ จอห์น เคนเนดี้ เขาได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อชาวอเมริกันด้วยคำพูดที่ดึงดูดใจมาก จนกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ชาวอเมริกันทั่วทั้งประเทศที่ต้องการให้ความฝ้นของเขากลายเป็นความจริง
ประธานาธิบดีจอห์น เคนเนดี้ได้เกิดจินตนาการของโลกด้วยการกล่าว
อย่างกล้าหาญว่า ประเทศนี้ควรจะผูกพันตัวเองกับการบรรลุเป้าหมายของการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ และการนำเขากลับมาบนโลกอย่างปลอดภัยภายในทศวรรษนี้
จอห์น เคนเนดี้ ได้กล่าวต่อไปว่า เราเลือกเป้าหมายนี้ ไม่ใช่เพราะว่าง่าย แต่เพราะว่ายาก เนื่องจากเป้าหมายนี้ได้ถูกใช้วัดสิ่งที่ดีที่สุดของพลังและทักษะของเรา จอห์น เคนเนดี้ ไม่สามารถมองเห็นล่วงหน้าว่าการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์อย่างไรและเมื่อไรจะทำได้ แต่เขาเชื่อมั่นกับการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ และวิสัยทัศน์ของเขาได้กลายเป็นความจริงเมื่อ ค.ศ 1969ภายในการปราศัยของเขา จอห์น เคนเนดี ได้กล่าวถึงอวกาศเป็นพรมแดนใหม่ กระตุ้นจิตวิญญานผู้บุกเบิกภายในจิตใจชาวอเมริกัน กระตุ้นความกระตือรือร้นเขาได้จุดเชื้อคำปราศัยด้วยความรู้สึกของความเร่งด่วนและจุดหมายปลายทาง
แต่บุคคลบางคนกล่าวว่า ทำไมดวงจันทร์ ทำไมเลือกสิ่งนี้เป็นเป้าหมาย
ทำไมไม่ปีนภูเขาสูงที่สุด ทำไม 35 ปีที่แล้ว บินข้ามแอตแลนติค
จอห์น เคนเนดี ได้จดจำนักปีนเขาชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ จอร์จ มัลลอรี
ครั้งหนึ่งได้ถูกถามทำไมเขาปราถนาอย่างจริงจังไปสู่ยอดเขาเม้าท์
เอเวอรเรสต์ จอร์จ มัลลอรี ได้ตอบว่า เพราะว่ามันอยู่ที่นี่ มันได้บันดาลใจวิถีทางเดียวกันต่อความปราถนาของจอห์นเคนเนดีที่จะยึดครองดวงจันทร์ อวกาศอยู่ที่นี่ และเรากำลังปีนมัน และดวงจันทร์และโลกอยู่ที่นี่ และความหวังใหม่เพื่อความรู้และสันติภาพอยู่ที่นี่ ดังนั้นเมื่อเราออกเดินทาง เราได้ขอพรจากพระเจ้าบนการผจญภัยที่อันตรายและยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ได้เคยเริ่มดำเนินการ

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *