INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ระบบเศรษฐกิจ 2

Global Economy Thai Financial Poster

ระบบเศรษฐกิจ 2

โดย​ รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย​

วิวัฒนาการของระบบทุนนิยม

   นักคิดสังคมนิยมโดยเฉพาะผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ เห็นว่า ความชั่วร้ายของระบบทุนนิยม จะนำระบบนี้ไปสู่ความล่มสลาย เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งชนชั้นกรรมอาชีพ และชาวไร่ชาวนาผู้ยากไร้ที่ถูกกดขี่กดรีด ในที่สุด จะทนต่อไปไม่ได้และจะรวมตัวกันยึดอำนาจจากชนชั้นนายทุน นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรง จะทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องประสบกับการล้มละลาย  สุดท้าย จะเหลือเพียงนายทุนที่ผูกขาดได้จำนวนน้อย ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจะดำรงไปอีกไม่ได้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนยากจนที่ไม่มีมีอำนาจซื้อและผู้ประกอบการธุรกิจจะอยู่ไม่ได้ภายใต้ภาวะการแข่งขันรุนแรง จึงต้องลดค่าจ้างแรงงาน และเพิ่มการกดขี่ชนชั้นการอาชีพมากขึ้น  ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ตกอยู่ในภาวะที่ยากไร้มากขึ้น และทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาได้ ยิ่งขายไม่ออก จนอาจต้องเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และระบบนี้ทุนนิยมจะอยู่ไม่ได้ แม้ไม่ถูกโค่นล้มไปเสียก่อน

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่มีการวาดภาพไว้โดยพวกคอมมิวนิสต์ ประเทศที่ใช้ระบบทุนนิยม แม้มีปัญหาเศรษฐกิจ ที่บางครั้งถือได้ว่า เข้าขั้นวิกฤต เป็นครั้งคราว และในบางครั้งอาจมีสถานการณ์ที่ร้ายแรงมาก เช่น เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปีค.ศ.1929-1933  แต่โดยรวมแล้ว ประเทศทุนนิยมก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆและดำรงอยู่ต่อไปได้ แม้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของระบบนี้หลายประการ ในทางตรงข้าม ประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ สังคมนิยม กลับต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากการวางแผนเป็นระบบตลาดในการจัดสรรทรัพยากร

     ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจระบบทุนนิยม ไม่ต้องประสบกับการล่มสลาย สรุปได้ดังนี้ คือ:

     ก. การเปลี่ยนนโยบาย โดยทำการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือ ผู้มีรายได้มาก จะต้องเสียภาษีในอัตราสูง ส่วนผู้มีรายได้น้อย ก็เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า เป็นระดับขั้น

     ข. การออกกฏหมายและกฎระเบียบป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจ

     ค. การกำหนดเงื่อนไขการทำงาน และคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงาน เช่น กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ เวลาทำงานขั้นสูง  คุ้มครองความปลอดภัย และสิทธิแรงงาน

     ง. การจัดทำสินค้าสาธารณะโดยรัฐบาล:  สิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ไม่มีคนไหนยอมผลิต รัฐบาล จะเป็นผู้ลงทุนเอง จากรายไดภาษิอากร

     จ. การกำหนด และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพื่อขจัดความไร้เสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจ

     ฉ. การออกกฎหมาย กฎระเบียบควบคุมการผลิตและการขายสินค้าและบริการที่เป็นภัยต่อสังคม เช่น ยาเสพติด สื่อลามก และสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

     ช. การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นและการแสวงหาผบประโยชน์โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และพฤติกรรมฉ้อฉล ของธุรกิจและบุคคลอื่นในสังคม

    การเปลี่ยนแปลงในประเทศต่างๆเพื่อใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้รูปโฉมเปลี่ยนไปเป็นระบบเศรษฐกิจผสม(mixed economy) ที่มีการใช้ระบบตลาดที่มีการแข่งขัน  แต่เป็นการแข่งขัน ที่มีขอบเขต และรัฐบาลมีบทบาทในทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับภาคเอกชน  โดยเฉพาะ ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาค การจัดทำสินค้าสาธารณะ ทำการส่งเสริมและควบคุมภาคเศรษฐกิจต่างๆ ตลอดจนการมีมาตรการทางด้านภาษีอากรและสวัสดิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

   แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสามารถอยู่รอดได้ คือความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่นการใช้ไฟฟ้า และการเกิดขึ้นของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ การปรับปรุงเทคโน โลยีการผลิต การจำหน่าย การสื่อสารคมนาคม ฯลฯ  เมื่อเวลาผ่านไป ธุรกิจต่างๆ มีการแบ่งงานกันทำ มีการเชื่อมโยงกัน และพึ่งพาอาศัยกันโดยธุรกิจเล็กก็สามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง

   การสื่อสารและการคมนาคมขนส่งที่สะดวกรวดเร็ว ยังมีผลทำให้การค้าและการลงทุน ตลอดจนทำให้ทรัพยากรและแรงงาน สามารถเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและระหว่างพื้นที่ต่างๆในประเทศ สะดวกขึ้น ทำให้ประเทศและท้องถิ่นต่างๆ มีการแบ่งงานกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งยังทำให้ประเทศและท้องที่ที่ขาดแคลนสิ่งจำเป็น สามารถหาซื้อ สิ่งที่ขาดแคลนนี้ได้โดยสะดวกขึ้น

  อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าประเทศใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมทุกประเทศ จะมีการปรับปรุงการบริหารเศรษฐกิจในลักษณะต่างๆ ที่กล่าวมา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนถึงปัจจุบัน ประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจำนวนมาก มีรัฐบาลที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ และยังมีนโยบายที่ขัดแย้งกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ จนมีผู้อาศัยกลไกตลาด เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมและประเทศชาติ

   ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ว่า ประเทศสังคมนิยม จะไม่มีการปรับปรุงในเรื่องต่างๆ เลย  ในความเป็นจริง ประเทศสังคมนิยมจำนวนมาก มีการใช้กฎหมาย กฎระเบียบ ดูแลความสงบเรียบร้อย และจัดระเบียบสังคม มีการลงทุนในสิ่งสาธารณูปโภค และสินค้า บริการ ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งยังมีการรณรงค์ให้ประชาชนทำความดีและเสียสละเพื่อสังคมส่วนรวม แต่การแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆของระบบเศรษฐกิจ โดยอาศัยการสั่งการจากรัฐบาล โดยไม่อาศัยกลไกตลาด  ก็ทำให้การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในประเทศที่ใช้สังคมนิยม ต้องประสบกับปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดมาก

การเปลี่ยนแปลงในประเทศสังคมนิยม

   สหภาพโซเวียต เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการบริหารเศรษฐกิจตามแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์  หลังการรัฐประหารในปีค.ศ. 1917  ผู้นำโซเวียตทั้งเลนินและสหาย เชื่อว่าการใช้นโยบายเศรษฐกิจตามแนวคิดสังคมนิยมอย่างเต็มรูปแบบนั้น ยังไม่เหมาะกับสภาพของประเทศ ซึ่งมีเกษตรกรรายย่อย เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ  ผู้นำพรรคบอลเชวิกเข้าควบคุมอำนาจการบริหารเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ  นอกจากมีการโค่นล้มกลุ่มนายทุนแล้ว  มีการวางแผนจัดการทรัพยากร อย่างเข้มงวด รวมกลุ่มเกษตรกรเป็นคอมมูน ยกเลิกระบบตลาด จัดสรรปันส่วนสินค้า บริการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในทุกท้องที่ของประเทศ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ทำโดยรัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล

   การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เข้มงวด ทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมอำนาจการปกครองประเทศที่เบ็ดเสร็จ  แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงหลายอย่าง เช่น ผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอ  ขาดแคลนสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในท้องที่ต่างๆของประเทศ การจัดสรรปันส่วนทรัพยากร ไม่มีความเสมอภาค ทำให้ประชาชน ที่สนับสนุนการรัฐประหารเกิดความไม่พอใจ  ในที่สุด รัฐบาลตระหนักว่า การวางแผนผลิตสินค้าและบริการทุกชนิด ที่ประชาชนมีความต้องการนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้  รัฐบาลจึงประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยมีการบริหารเศรษฐกิจที่ใช้ระบบตลาดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนได้

   การใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง แต่หลังจากการเสียชีวิตของเลนิน  สตาลิน (Stalin) ผู้ได้รับชัยชนะจากการแย่งชิงอำนาจขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด ก็ยกเลิกแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบายใหม่ของเลนิน และหันมาส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก  แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกในปี ค.ศ.1928 กำหนดว่า การบริโภค การลงทุน และการจัด สรรทรัพยากรต่างๆ ต้องดำเนินตามแผนการพัฒนาที่รัฐบาลกำหนดไว้ ประชาชนทั่วไป แม้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ แต่ทำได้ในขอบเขตจำกัด

  แม้การบริหารเศรษฐกิจในโซเวียตต้องประสบกับภาวะการขาดแคลนสินค้าที่จำเป็นหลายอย่าง แต่รัฐบาลโซเวียต ก็ยังโฆษณาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศประสบผลสำเร็จมาก  การลงทุนขนานใหญ่ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตในอัตราสูง ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ปีค.ศ. 1929-1933 ผู้ที่นิยมระบบสังคมนิยม ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นว่า  ประเทศทุนนิยมต้องประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบสังคมนิยมอย่างโซเวียตกลับเจริญก้าวหน้า ยิ่งประธานาธิบดีรุสเวลท์(Roosevelt) ของสหรัฐอเมริกาประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ทุ่มเทการลงทุนโดยรัฐบาลขนานใหญ่ในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ  ก็ยิ่งทำให้คนส่วนหนึ่งในสมัยนั้น เห็นว่า ระบบสังคมนิยม เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการบริหารเศรษฐกิจเหนือกว่าระบบทุนนิยม

  อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปัญหาเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตเริ่มปรากฏชัดขึ้น ตามกาลเวลา เช่น มีประสิทธิภาพตํ่า ประชาชนทั่วไปขาดแคลนสินค้าอุปโภคผู้บริโภค และมีความล้าหลังในการพัฒนาเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นมามาก

    หลังจากการเสียชีวิตของสตาลินแล้ว ผู้นำสหภาพโซเวียตสมัยต่างๆพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารเศรษฐกิจ ในหลายรูปแบบ เช่น ยอมให้อำนาจการควบคุมเศรษฐกิจของส่วนกลางลดน้อยลง และให้ผู้นำรัฐ บาลในระดับท้องถิ่น มีอำนาจจัดสรรทรัพยากร ในพื้นที่ของตนเองมากขึ้น ยอมให้รัฐวิสาหกิจมีอำนาจการบริหารจัดการมากขึ้น และปรับปรุงวิธีการวางแผนเศรษฐกิจให้เป็น“วิทยาศาสตร์” โดยการใช้ข้อมูลสถิติที่ครบถ้วนถูกต้องมากขึ้นฯลฯ แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการถดถอยและการลดลงของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนั้น การแข่ง ขันด้านแสนยานุภาพกับอเมริกา และประเทศในโลกตะวันตก  ก็ทำให้รัฐบาลสหภาพโซเวียต ต้องมีค่าค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นมาก ในยามที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีความถดถอย

  ในปีค.ศ.1985 กอร์บาชอฟ(Gorbachev) ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ในช่วงแรก เขาพยายามกระตุ้นความเจริญเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้ระบบสังคมนิยม แต่ต้องประสบกับความล้มเหลว กอร์บาชอฟ จึงหันมาใช้นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ และการเมือง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ทั้งยังสร้างความไม่พอใจแก่ผู้นำในประเทศอื่นๆ ที่ยังนิยมระบบสังคมนิยมอยู่ ในที่สุด ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองของสหภาพโซเวียตทวีความรุนแรงมากขึ้น จนนำไปสู่การแตกสลายของสหภาพโซ เวียตในปีค.ศ.1991 และโซเวียตต้องแตกออกเป็นประเทศหรือรัฐอิสระ 15 ประเทศ

   นอกจากสหภาพโซเวียตแล้ว ประเทศในยุโรปตะวันออกที่เป็นบริวาลของสหภาพโซเวียตทั้งหลาย ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจสู่ระบบตลาดเกือบทุกประเทศ  ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง ประเทศเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจหลายประการ  เช่น มีเงินเฟ้อที่รุนแรง ขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาวะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ก็สามารถปรับเข้าสู่การมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่กว่าจะทำได้ ก็ต้องใช้เวลาหลายปี

เพราะเหตุใด การบริหารเศรษฐกิจตามแนวทางสังคมนิยมจึงประสบกับความล้มเหลว ?

   ความคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มีคำขวัญว่า“ ทุกคนทำงานเพื่อสังคมตามความสามารถและได้รับผลตอบแทนตามที่ตนต้องการ(from each aquatic to his ability, to each according to his needs) เป็นสังคมที่พึงปรารถนา แต่การมีสภาพเช่นนี้ได้ มีเงื่อนไขว่า ในสังคมมีทรัพยากรอยู่อย่างไม่จำกัด และทุกคนในสังคมไม่มีความโลภ บริโภคเพียงสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น  เศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ทรัพยากรมีจำกัด แต่ความต้องการของมนุษย์มีอยู่ไม่จำกัด ดังนั้น จึงมีปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจว่า จากทรัพยากร ที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้  ควรมีการผลิตอะไร อย่างไร และแบ่งปันกันอย่างไร นอกจากนั้น การที่ทำให้ทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะมีความรู้ความสามารถมากน้อยเพียงใด ทำงานหนักเบาแค่ไหน ต่างได้รับผลตอบแทนที่เท่าเทียมกันนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก หากไม่มีผู้ปกครองที่เป็นนักปราชญ์ที่ทุกคนเคารพนับถือที่สามารถสอนให้ทุกคนไม่มีความละโมบ ทำงานเต็มที่เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนที่มากกว่าผู้อื่นเลย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง

   นอกจากข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรแล้ว การจะทำให้ทุกคนในสังคมสามารถทำงานได้ตามความรู้ความชำนาญของตนเองอย่างเต็มที่ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก โดยเฉพาะการจัดสรรตำแหน่งหน้าที่การงาน ต้องทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจ   ซึ่งอาจมีความอคติ  ความลำเอียง การขาดข่าวสารข้อมูล หรือการทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้จัดสรร ดังนั้น คนที่มีความรู้ความความสามารถ อาจได้รับการจัดสรรให้ทำงานในหน้าที่ที่ไม่เหมาะสมกับความถนัดของตนเอง

    ดังนั้น นักคิดและนักปฏิบัติในแนวทางสังคมนิยม แม้มีความหวังดีที่จะให้ระบบเศรษฐกิจ ที่มีทั้งการเจริญเจริญเติบโต และมีความเป็นธรรม โดยไม่ต้องพึ่งระบบตลาด  แต่เมื่อนำความคิดนี้ สู่การปฏิบัติแล้ว กลับปรากฏผลในทิศทางตรงข้าม ในที่สุด ประเทศสังคมนิยมต่างๆ ที่มีการบริหารเศรษฐกิจโดยที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางที่สอดคล้องกับระบบตลาด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่ง ของระบบ เศรษฐกิจทุนนิยม

วิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม

   อันที่จริง การมีระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่มีความเชื่อในลัทธิคอมมิวนิสต์เท่านั้น  ตัวอย่างในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ที่พรรคการเมืองของประเทศในยุโรปตะวันตก บางประเทศ เช่น สวีเดนและออสเตรีย ซึ่งพรรคการเมืองที่มีแนวคิดสังคมนิยม(แต่ไม่ใช่ คอมมิวนิสต์)ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐรัฐบาลได้ ก็มีการใช้นโยบายการบริหารตามแนวคิดสังคมนิยม ที่มีการเปลี่ยนแปลง วิธีการบริหารเศรษฐกิจโดยไม่ต้องมีการรัฐประหารที่มีการนองเลือดอย่างโซเวียตและประเทศจีน แม้ประเทศยุโรปตะวันตกที่นิยมความคิดระบบสังคมนิยม ก็มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ แต่ต่อมา รัฐสาหกิจได้ลดบทบาทลง ให้ธุรกิจประชาชนภาคเอกชน ประกอบธุรกิจการเกษตร อุตสาหกรรม การค้า บริการ   ทั้งยังมีการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และกำลังคน ทำการค้า และการลงทุนกับต่างประเทศ และจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า จัดเก็บภาษีในอัตรา สูงกับผู้มีรายได้สูงและมีภาษีอัตราต่ำในผู้มีรายได้ต่ำตามลำดับขั้นรายได้  มีนโยบายให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการการศึกษา สาธารณสุข และมีสวัสดิการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มด้อยโอกาสเพื่อสร้างความเป็นธรรม ตามความคิดสังคมนิยม

   อีกประเทศหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่น่าสนใจ คือ ประเทศจีน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะ ทางเศรษฐกิจ จากประเทศที่ยากจน ล้าหลัง มาเป็นประเทศ ที่มีความเจริญก้าวหน้าจนมีเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจากการวางแผน ส่วนกลางมาเป็นระบบตลาดในปลายทศวรรษที่ 1970  แม้จีน ยังถือว่าประเทศตน ยังเป็นประเทศสังคมนิยมและมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรครัฐบาลมาโดยตลอด แต่ช่วงกว่า 40 ปีที่ผ่านมา นโยบายเศรษฐกิจของประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากโดยมีการใช้นโยบายระบบตลาดเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมเศรษฐกิจ มีการเคลื่อนย้ายทรัพย์ทรัพยากรและแรงงานที่คล่องตัว  ส่งเสริมการค้า การลงทุนกับต่างประเทศ พัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ฯลฯ

   การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจีน จึงถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่เข้มงวด สู่ระบบเศรษฐกิจผสม ที่สามารถนำเอาข้อดีของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มาใช้ให้เกิดประโยชน์ (เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศจีน มีการเขียนไว้มากก่อนหน้านี้แล้ว ผู้สนใจนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจีนหลังมีการปฏิรูป ได้ไปทศวรรษ 1970 เข้าไปดูในบทความ การปฏิรูปในประเทศจีน: (7) ซึ่งมีอยู่ห้าตอน ในบล็อกนี้ได้)

   ตอนต่อไป จากกล่าวถึงข้อคิดบางอย่าง ที่ได้จากการพิจารณา ความสำเร๊จและความล้มเหลวของประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *