กฏ 10,000 ชั่วโมง

กฏ 10,000 ชั่วโมง
เดวิด เจอร์เก็นยืนยันว่าผู้นำถูกสร้างไม่ใช่กำเนิด การดึงมาจากปรัชญาความป็นผู้นำบุกเบิกโดยวอร์เรน เบนนิส เจอร์เก็นระบุว่าการพัฒนาความเป็นผู้นำที่แท้จริง เป็นกระบวนการตลอดชีวิตแบ่งเป็นสองระยะแตกต่างกัน การเดินทางภายใน และการเดินทางภายนอก
*การเดินทางภายใน : การตระหนักตัวเอง และการเรียนรู้ตัวเอง
การเดินทางภายในมุ่งเน้นทั้งหมดบนชีวิตภายใน คุณลักษณะ และการ
พัฒนาจิตใจของผู้นำ เจอร์เก็น ย้ำว่านี่คือตรงที่ความผู้นำแท้จริงทั้งหมด
ต้องเริ่มต้นเกี่ยวกับการนำตัวคุณเอง ก่อนที่คุณสามารถนำบุคคลอื่นได้ เจอร์เก็นยืนยันว่าระยะนี้เกิดขึ้นภายในบุคคล และมุ่งเน้นที่การเจริญเติบโตส่่วนบุคคล
*ความตรหนักตัวเอง ผู้นำต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ความเข้มแข็ง จุดบอด ค่านิยม และเเรงจูงใจของพวกเขาเอง นี่หมายถึงการค้นหา ทิศเหนือแท้
จริง – เข้มทิศศีลธรรมที่ยังคงมั่นคงไม่พิจารณาแรงกดดันภายนอก
* การเรียนรู้ตัวเอง เมื่อได้ตระหนักพวกเขาคือใครแล้ว ผู้นำต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของพวกเขา ดูแลเเรงกระตุ้น และทอดสมอตัวพวกเขาเองต่อหลักการแกนของพวกเขา
*การเดินทางภายนอก : การเข้าไปสู่สังเวียน
เมื่อผู้นำได้ทอดสมอคุณลักษณะของพวกเขาและวางรากฐานภายในที่เข้มแข็งเเล้ว พวกเขาจะเริ่มต้นการเดินทางภายนอก ด้วยการก้าวออกไป
จากบริเวนสบายของพวกเขาและไปสู่โลกนี่เป็นระยะยของความเป็นผู้นำกำลังกระทำ
*ความร่วมมือร่วมใจและการนำทีม
การเดินทางภายนอกเริ่มต้นเมื่อคุณออกจากรังเเละเริ่มต้นนำทางลำ
ดับชั้นโลกเเห่งความเป็นจริง ต้องการเรียนรู้สร้างความไว้วางใจอย่างไร ทำงานกับทีมที่แตกต่างกัน และมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่น แทนการเป็นเพียง
แค่ควบคุมพวกเขา
*การนำทางเบ้าหลอม
การเดินทางภายนอกถูกระบุโดยการทดสอบ ความพ่ายแพ้ และวิกฤติ
เจอร์เก็นจะมุ่งเน้นว่าผู้นำแท้จริงถูกหลอมภายใน “สร้างกรอบเบ้าหลอม”
ของความทุกข์ยาก ผู้นำจัดการความล้มเหลว แสดงความยืดหยุ่นและใช้
การชักจูงสาธารณะ ระหว่างวิกฤติกำหนดผลกระทบในที่สุดของพวกเขา
อย่างไร
ในที่สุดเจอร์เก็น ย้ำว่าการเดินทางสองอย่างเหล่านี้ไม่สามารถจะยังคงแยกจากกัน เมื่อบุคคลเจริญเติบโต การเจริญเติบโตส่วนบุคคลของพวก
เขา – การเดินทางภายใน – และการพัฒนาอาชีพ – การเดินทางภายนอก –
กลายเป็นขึ้นอยู่ระหว่างกัน

เจอร์เกน ได้ใช้ถ้อยคำ “หัวใจสัมผัสด้วยไฟ” แสดงว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ถูกสร้างผ่านทางความท้าทายชีวิตที่เข้มข้น และเบ้าหลอมของประสบการณ์ แทนการกำเนิดด้วยคุณลักษณะโดยกำเนิด “ไฟ” จะเเสดงการตื่นขึ้นของความรู้สึกที่ลึกซึ้งของความมุ่งหมาย รับใช้สาธารณะ และความกล้าหาญทางศีลธรรม ขับเคลื่อนบุคคลที่จะนำบุคคลอื่น หนังสือของเขาได้ถูกใช้เป็นการส่งคบเพลิง เจอร์เกนสนับสนุนอย่างเข้ามแข็งผู้นำที่ช่ำชองหลีก
ทางให้ด้วยการส่งไม้แก่รุ่นวัยหนุ่มสาว เขามุ่งเน้นว่าความท้าทายซับซ้อน
ของศตวรรษที่ 21 ต้องการร่นวัยหนุ่มสาวที่สดใสผู้นำที่ร่วมอกร่วมใจก้าว
ลุกขึ้นและปฏิบัติงานฝีมือของความเป็นผู้นำ เจอร์เก็น ได่เรียกร้องอย่างชัดเจนว่าบุคคลวัยหนุ่มสาวจะต้องก้าวไปสู่อำนาจ
หนังสือ ” Hearts Touched With Fire” โดยเดวิด เจอร์เก็น ใช้เป็นคู่มือเล่นเกมความเป็นผู้นำดึงมาจากอาชีพ 50 ปีเป็นที่ปรึกษาทำเนียบขาวแก่ประธานาธิบดียูเอสสี่คน – นิกสัน ฟอร์ด เรเเกน และคลินตัน – เจอร์เก็น ได้ยืนยันว่าความเป็นผู้นำจะไม่เป็นคุณลักษณะพันธุกรรม หรือสิทธิกำเนิดโดยธรรมชาติ มันเป็นกลุ่มทักษะสร้างผ่านทางความพยายามที่มุ่งมั่นประสบการณ์ การพัฒนคุณลักษณะ
เขายืนยันความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพประมาณหนึ่งในสามกำเนิดและสองในสามถูกสร้างผ่านทางความอุตสาหะการฝึกอบรมการเรียนรู้ตัวเอง และการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์
เจอร์เก็นมักจะกล่าวถึงกฏ 10,000 ชั่วโมงอ้างอืงความคิดว่าการเรียนรู้ความเป็นผู้นำใช้การทุ่มเทอย่างมาก เขามุ่งเน้นว่าการก้าวจากดี ไปสู่ยิ่งใหญ่ ต้องการทุ่มเทหนึ่งหมื่นชั่วโมงต่องาน คล้ายกับการเรียนรู้เครื่องมือหรือกีฬา เขายืนยันว่าเนื่องจากผู้นำถูกสร้างที่ปรึกษาจะทุมเทมองเห็นคำสัญญาภายในคุณและลงทุุนความสำเร็จของคุณจะสำคัญต่อการพัฒนาทักษะเหล่านั้น เจอร์เกนได้ประยุกต์ใช้ กฏ 10,000 ชั่วโมงของมาลคอล์ม
แกลดเวลล์ ต่อประวัติของผู้นำการเมืองและพลเมือง เขายืนยันว่าความ
เป็นผู้นำที่เเท้จริงไม่ได้เป็นลอตเตอรี่พันธุกรรม แต่เป็นทักษะหลอมผ่าน
ทางชั่วโมงที่ทรหดของการลองผิดลองถูก และการตระเตรียมอย่างเข้มชัน
เพื่อการแสดงปริมาณแท้จริงของงานต้องการกลายเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่
เจอร์เกนชี้ไปที่กฏ 10,000 ชั่วโมง นิยมเเะร่หลายโดยมาลคิม แกลดเวลล์
ถายในหนังสือขายดีที่สุด2008 ของเขา “Outliers” – ตัวมันเองปรีบมาจากการวิจัยโดยนักจิตวิทยา แอนเดอรส์ อีริคสัน – แกลดเวลล์ ได้ยืนยัน
ว่าประมาณ 10,000 ชั่วโมงการปฏิติที่มุ่งเน้นเข้มข้นเป็นตัวเลขมหัศจรรย์
ต้องการที่จะบรรลุการเรียนรู้อย่างแท้จริงภายในสาขาวิชาซับซ้อนใดก็
ตาม กฏได้ยืนยันว่ามันจะใช้ประมาณ
10,000 ชั่วโมงของการปฏิบัติที่เข้มข้นมุ่งมั่นที่จะบรรลุการเรียนรู้แท้จริง
ภายในสาขาวิชาใดก็ตาม เจอร์เกน ได้ถ่ายทอดกฏข้อนี้ไปสู่บริบทของ
ของความเป็นผู้นำทางประวัติศาสตร์และองค์การด้วยการแสดงแนวคิด
หลักไม่กี่อย่าง กฏข้อนี้ถูกกำเนิดจากการศึกษาจิตวิทยา 1993 โดย ดร. แอนเดอร์ อีริคสัน และเพื่อนร่วมงานของเขา ณ สถาบันแมกซ์ แพลนซค์
พวกเขาได้ศึกษานักเปียนโนชนชั้นสูง และพบว่าผู้บรรลุความสำเร็จสูง
สุดได้สะสมประมาณ 10,000 ชั่วโมงของการปฏิบัติที่มุ่งมั่นตอนอายุ 20
ปี
เจอร์เก็นมักจะอ้างอิงบีตเติ้ลเป็นเพียงแค่วงดนตรีธรรมดา ก่อนจะกลาย
เป็นดาวรุ่งภายในอังกฤษและอเมริกา จนพวกเขาไปที่แฮมบวร์ก เยอรมัน เล่นรอบเพลงไนท์คลับอย่างทรหดมาราธอนที่พวกเขาได้ทำสถิติปะมาณการแสดงสด 1,000 ครั้ง พวกเขาถูกจับเวลาได้ 10,000 ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับไปสู่อังกฤษเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีรูปแบบที่ดีจนโลกตกหลุมรัก ได้พลิกผ้นจ่ากดีไปสู่ยิ่งใหญ่ วินสตัน เชอร์ชิลมักจะถููกมองเป็นผู้ช่วยชีวิตโดยกำเนิดของอังกฤษ เขาใช้อย่างแท้จริงหลายทศวรรษการเนรเทศทางการเมือง เขียนถ้อยคำหลายล้านคำ ให้การปราศัยนับไม่ถ้วน และเจ็บปวดที่ลึกซึีงจากความล้มเหลว
เขาได้ใช้ 10000+ภายในการสิ้นอำนาจทางการเมือง หลอมคุณลักษณะเเท์จริงที่ต้องการเมื่อ ค.ศ 1940 ณ เวลาที่เขานำอังกฤษต่่อสู้นาซี ความเป็นผู้นำของเขาเป็นผลลัพธ์ของการสื่อสารตลอดชีวิต ความล้มเหลวทางกลยุทธ์ และการปฏิบัติทางทหาร เจอร์เก็น กล่าวว่าบุคคลวัยสาวเช่นมาลาลา ยูซาฟไซ นักเคลื่อนไหวชาวปากีสถานสนับสนุนการศึกษา เเละเกรต้า ธันเบิรกนักเคลื่อนไหวชาวสวีเดนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกลายเป็นผู้นำอย่สงอัศจรรย์ พวกเธอถูกผลักไปสู่เบ้าหลอมของสถานการณ์ที่ยุ่งยาก ผลักดันให้พวกเธอาค้นหาเสียงเรียกร้องของพสกเธอ และพัฒนาอย่างรวดเร็วความสามารถของพวกเธอ
ที่จะบันดาลใจผ่านทางประสบการณ์ชีวิตอย่างเข้มข้น ุพวกเธอไม่รอ
การอนุญาติทางสถาบัน หรือขึ้นอยู่กับความเป็นผู้นำที่มีบารมีสมัยเดิม
พวกเธอถูกบังคีบให้ปรับตัว ปฏิบัติ และนำ ภายใต้แรงกดดันสาธารณะอย่างมาก การสะสมความสามารถความเป็นผู้นำภายในเวลาจริง
ต่อผู้นำแล้ว เจอร์เกนได้ยืนยันว่าไม่ได้ใช้การศึกษาข้างใต้ตะเกียง แต่พวกเขาสะสมผ่านหลายปีของการนำทางตวามคลุมเครือ จัดการวิฤติขององค์การ สร้างการเรียร้องจริยธรรมที่ยุ่งยาก และเรียนรู้จากความล้มเหลวส่วนบุคคล เขา มุ่งเน้นว่าความเป็นผู้นำไม่ได้เป็นเพียงแค่เกี่ยวกับคุณลักษณะเสน่ห๋ตกทอดมา มันต้องการการสะสมหลายพันชั่วโมงผ่านทางเบ้าหลอมความยากลำบากภายในสำนักงานรูปไข่สมัยใหม่แล้ว
เจอร์เกน มักจะเปรียบเทียบระหว่างภาพ 1960 ไอคอนของเจเอฟเค ยืนคนเดียวทรุดตัวลงกับโต๊ะของเขา แบกภาระหนักของความเป็นผู้นำทั่ง
หมดบนบ่าของเขา – ทฤษฎีมหาบุรุษ – และบารัค โอบามาที่ห้อมล้อมด้วยที่ปรึกษาภายในห้องสถานการณ์ เจอร์เกนอธิบายว่าภาพนี้ห่อหุ้มปรีชญา
ความเป็นผู้นำมหาบุรุษสมัยเดิม ความคิดว่าผู้นำเป็นวีรบุรุษคนเดียวคาด
หวังที่จะเเก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดด้วยตัวยเขาเอง เช่น วิกฤติขีปนาวุธ
คิวบา ภาพลวงตาวีรบุรุษห่อหุ้มการขยายศตวรรษที่ 19 ของทฤษฎีมหา
บุรุษโดยโทมัล คาร์ไลน์ นักปรัชญาชาวสก็อต เขากล่าวอย่างมีชื่อเสียงว่าผู้นำที่แท้จริงจะ
กำเนิด ไม่ได้สร้าง ครอบครองคุณลักษณะที่พระเจ้าให้โดยกำเนิดเช่น
บารมี ความฉลาด และพลคงใจ ตามโทมัส คาร์ไลน์ วีรบุรุษที่ผิดธรรมดาเหล่านี้ ลุกขึ้นโดยธรรมชาติไปสู่อำนาจ ระหว่างช่วงเวลาที่วิกฤติ เปลี่ยน
แปลงด้วยตัวคนเดียววิถีเห่งอารยธรรม ภายใต้ทฤษฎีนี้ ความเป็นผู้นำไม่สามารถสอนได้ คุณต้องมีมันโดยกำเนิด หรือคุณไม่มี
เพื่อเปรียบเทียบกับภาพเจเอฟเค เจอร์เกน ได่แสดงภาพ 2011 ที่มีชื่อเสียงของบารัค โอบามาและทีมของเขาภายให้สถานการณ์ระหว่างการโจมตี โอซามา บิน ลาเดน
ภายในภาพนี้ ประธานาธิบดีไม่ได้โดดเดี่ยว หรือบัญชาการจากแท่น แต่
เขาถูกเบียดตัวไปสู่มุมห้อง ล้อมรอบด้วยที่ปรึกษา ผู้นำทหาร และผู้เชี่ยว
ชาญ เนื่องจากโลกสมัยใหม่นี้ซับซ้อนเกินไปต่่อบุคคลใดก็ตามบริหารคน
เดียว ความเป็นผู้นำที่แท้จริงต้องถูกสร้างผ่านทางความทรหด การเรียนรู้
ตัวเอง และการให้อำนาจทีม ความร่วมมือร่วมใจจะเหนือความเป็นวีรบุรุษ
ความสำเร็จสมียใหม่ย่อมมาจากความร่วมมือร่วมใจที่เสริมสร้าง ยุคของ
มหาบุรุษ คนเดียว นำจากที่สูง ได้วิวัฒนาการไปสู่ยุค ตรงที่ผู้นำที่แท้จริงต้องสร้างทีม รับฟังพวกเขา และร่วมความเป็นเจ้าของ


รากฐานทฤษฎีของเจอร์เก็นบนการเดินทางภายในคือแนวคิดของเบ้าหลอม ช่วงเวลาเบ้าหลอม – ช่วงเวลาการทดสอบที่รุนแรง ยากลำบาก หรือการทดสอบชีวิตบังคับให้บุคคลเผชิญพวกเขาคือใคร เจอร์เกินได้อธิบายเบ้าหลอมเหล่านี้เป็นอะไรที่มั่นคงเป้าหมายส่วนบุคคล และปลูกฝีงความมุ่งหมายศีลธรรมอย่างลึกซึ้งในที่สุด
ภายในหนังสือของเขา เดวิด เจอร์เก็น ยืนยันว่าความเป็นผู้นำเป็นการ
เดินทางได้มาของความตระหนักตัวเองและการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่คุณ
ลักษณะกำเนิดโดยธรรมชาติ เพื่อการแสดงกรอบข่ายของเขาผู้นำที่แตกต่างกีนเกิดขึ้นและสร้างสังคมอย่างไร เขาได้แยกประเภทพวกเขาเป็นสามแบบคือ ไอคอนประวัติศาสตร์ ผู้ถางทาง และผู้เปลี่ยนเกม
*ไอคอนทางประวัติศาสตร์
ผู้นำรากฐานคลาสสิคเหล่านี้นำทางชาติผ่านทางการเปลี่ยนแปลง
เเรงกระตุ้นหรือวิกฤติที่เป็นอยู่ พวกเขาแสดงความรู้สึกที่ลึกซึ้งของ
ประวัติศาสตร์และอำนาจหน้าที่ศีลธรรม ทิ้งไว้มรดกที่ถาวรเกี่ยวกับอารยธรรมโลก เช่น อับราฮาม ลินคอล์น นำทางอเมริกาผ่านสงคราม
กลางเมือง จอห์น เคนเนดี้ บันดาลใจยุคการรับใช้สาธารณะและการ
สำรวจอวกาศ วินสตัน เชอร์ช้ล ระดมโลกต่อสู้ลัทธิฟาสซิสต์ภายใน
สงครามโลกครั้งที่สอง เอลืนอร์และเเฟรงคลินรูสเวลท์นำทางอเมริกา
ผ่านทางการตกต่ำเศรษฐกิจครั้งใหญ่และสวัสดิการโลก
*ผู้ถางทาง
ผู้นำเหล่านี้ต่อสู้พรมเเดนทางสถาบันหลอมสิทธิใหม่ สร้างโอกาสและท้าทายสถานภาพเดิมจากภายในระบบ พวกเขาแสดงความกล้าหาญส่วนบุคคลอย่างมาก มักจะด้วยความเสี่ยงภัยส่วนบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เช่น รูธ
กินส์เบิรก ก้าวหน้าความเสมอภาคทางเพศ และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
จอห์น เลวิส เดินไปแนวหน้าของการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมือง จอห์น
แมคเคน แสดงความพึ่งพาอาศัยกันทางการเมืองและความอดทนทาง
ทหารที่ไม่เปลี่ยนแปลง ฮาร์วีย์ มิลค์ บุกเบิกกลุ่มบุคคลที่มีความหลาก
หลายทางเพศ + ความเสมอภาค สิทธิเเรงงาน และคุ้มครองชุมชนถูกกีดกัน
*ผู้เปลี่ยนเกม
พวกเขาเหล่านี้มักจะเป็นขบวนการกระจายอำนาจและบุคคลรากหญ้า
เปลี่ยนแปลงจิตสำนึกทางสาธารณะ และปฏิรูปวัฒนธรรม เจอร์เกนมอง
ผู้นำเหล่านี้ที่จะส่งคบเพลิงความเป็นผู้นำโลกไปขีางหน้า เข่น เกรต้า ธัน
เบิรกกระตุ้นนักเคลือนไหววัยหนุ่มสาวทั่วโลกเพื่อเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นักเรียนพาร์คแลนด์ สนับสนุนการควบคุมปืน อ้างถึงการรอดชีวิตและ
เหยื่อของการยิงมวลชนโศรกนาฏกรรม โรงเรียนมัธยมมาร์จอรี สโตน
แมน ดักกลาส ภายในพาร์คแลนด์ ฟลอริดา และขบวนการแบ็ลกไลฟ์อมตเทอร์ การเคลื่อนไหวสิทธิมนุษย์ระหว่างประเทศกระจายอำนาจ
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







