ขอโอกาสให้แก่สันติภาพในซีเรีย
ขอโอกาสให้แก่สันติภาพในซีเรีย
จรัญ มะลูลีม
มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (UNSC) ว่าด้วยการหาทางออกให้กับความขัดแย้งในซีเรียได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยมติดังกล่าวได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 18 เดือนธันวาคม นับเป็นความพยายามครั้งแรกของการมีโร๊ดแมปเพื่อให้ความขัดแย้งในซีเรียยุติลง ทั้งนี้ความขัดแย้งได้ดำเนินมามากกว่า 4 ปีและทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 250,000 คน

Credit Photo by : thairath.co.th
ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักเพื่อให้เกิดมติของสหประชาชาติ หลังจากแลเห็นแล้วว่าการหนุนฝ่ายกบฏให้โค่นผู้นำซีเรียเริ่มไปไม่รอด ทั้งนี้ฝ่ายกบฏซึ่งสหรัฐหนุนหลังทั้งหมดต่างก็ทะยอยกันออกมาจากเขตแดนของสงครามกันจนแทบจะไม่เหลือแล้ว
ในขณะที่กองทัพซีเรียกำลังเป็นฝ่ายรุกอยู่ในทุกแนวหน้านั้น ในปลายสัปดาห์ของเดือนธันวาคม ปี 2015 นักต่อสู้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้รับอนุญาตให้ออกมาจากบางส่วนของกรุงดามัสกัสที่พวกเขาได้ยึดครองเอาไว้เมื่อสองปีก่อน ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารคาดหมายว่าเมืองอเล็ปโปจะถูกปลดปล่อยโดยสมบูรณ์โดยกองกำลังของรัฐบาลซีเรียในต้นปีหน้า ตามคำอ้างของซีเรียเมืองประวัติศาสตร์โบราณอย่างปาล์มเมราก็ใกล้จะถูกปลดปล่อยเช่นกัน ผู้สังเกตการณ์ในภูมิภาคมีข้อสังเกตว่าการผลักดันให้มีการหยุดยิงโดยสหรัฐนั้นก่อตัวขึ้นเมื่อรัสเซียเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองในซีเรียและเมื่อกลุ่มกบฏต้องตกอยู่ในสภาพตั้งรับ
จุดยืนของสหรัฐได้ลดความเข้มข้นลงไปอย่างมาก หากเปรียบเทียบกับจุดยืนเดิมที่ผู้นำสหรัฐจะย้ำอยู่เสมอว่าอะสัดจะต้องลงจากอำนาจแต่สถานเดียว สหรัฐในเวลานี้ต้องการแค่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่ลงตัวในกรุงดามัสกัส ซึ่งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะถูกนำมารวมอยู่ด้วย
มติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติได้ให้กรอบเวลาสำหรับการเตรียมการเพื่อการหยุดยิงที่ยั่งยืน ตามมาด้วยการมีรัฐบาลรักษาการที่ได้รับความเชื่อถือ ไม่ยึดติดกับสำนักคิด และได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ในกรุงดามัสกัส 6 เดือน จากนั้นการเลือกตั้งที่ “บริสุทธิ์ยุติธรรม” ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสหประชาชาติก็จะมีขึ้นภายใน 18 เดือนหลังจากนั้น
ดังได้กล่าวมาแล้วมติของสหประชาชาติได้ย้ำว่าประชาชนซีเรียจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของซีเรีย เพื่อให้เป็นที่กระจ่างชัดว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านจะมีชาวซีเรียเป็นผู้มีบทบาทสำคัญเป็นแกนหลัก
นี่เป็นจุดหมายและตำแหน่งที่พันธมิตรของรัฐบาลซีเรียอย่างเช่นอิหร่านและรัสเซียสนับสนุนมาตั้งแต่เมื่ออำนาจจากภายนอกเริ่มเข้ามาข้องเกี่ยวอยู่ในความขัดแย้งในซีเรีย นอกจากนี้สหรัฐและรัสเซียตกลงที่จะร่วมกันจัดรายชื่อกลุ่มก่อการร้ายที่ปฏิบัติการณ์อยู่ในพื้นที่เพื่อหาทางมิให้กลุ่มเหล่านี้มีบทบาทอยู่ในการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลซีเรียที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามกลุ่มที่เรียกกันว่ากลุ่มต่อต้านสายกลางที่ตะวันตกสนับสนุนนั้นในความเป็นจริงมิได้ปรากฎให้เห็นในสนามรบแต่อย่างใด
รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย Sergei Lavrov กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงนิวยอร์คว่าข้อความในมติของคณะมนตรีความมั่นคง “เป็นการขานรับความพยายามที่จะนำเอามติจากภายนอกไปบังคับใช้ที่ซีเรียในหลายประเด็น รวมทั้งที่เกี่ยวกับประธานาธิบดีบาชัร อัล-อะสัด”
นอกจากนี้รัสเซียยังประสบความสำเร็จในการทำให้มตินี้มุ่งตรงสู่การตรวจสอบการเงินที่กองกำลัง IS ได้รับมาอีกด้วย ทั้งนี้รัสเซียได้กล่าวอ้างว่าตัวบุคคลและบริษัทของชาวตุรกีมีความเกี่ยวข้องอยู่กับชนชั้นนำของรัฐบาลตุรกีในการขยายการช่วยเหลือทางการเงินให้แก่กองกำลัง IS อย่างกว้างขวาง
กระนั้นก็ดี จะพบว่าประเทศตะวันตก ยังคงใช้ความพยายามอย่างมากที่จะกำหนดเวลาให้อะสัดลงจากตำแหน่งให้ได้ รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส Laurent Fabius กล่าวหลังจากมติของสหประชาชาติได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าข้อเรียกร้องที่ยืนกรานถึงอนาคตของซีเรียนั้น ควรจะรวมเอาการลงจากอำนาจของอะสัดด้วย สหรัฐเองแม้ในระยะหลังจะแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของซีเรีย แต่โดยส่วนลึกแล้วก็ต้องการให้อะสัดก้าวลงจากอำนาจ
เอกอัครราชทูตซีเรียประจำสหประชาชาติบาชัร อัลยะอ์ฟารี (Bashar al-Jaafari ในขณะที่ยืนกรานถึงความพร้อมของซีเรียในการเข้าร่วมเจรจาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทในประเทศของเขา ได้วิจารณ์ถึงความไม่กระจ่างชัด “ในจุดยืน” ของสมาชิกสภาความมั่นคงของสหประชาชาติบางประเทศ อย่างเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสในประเด็นว่าด้วยการไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวในกิจการภายในของประเทศ ทั้งนี้ประธานาธิบดีซีเรียได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่าตัวเขาจะไม่ไปไหนและประชาชนซีเรียเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้ตัดสินอนาคตของตนเอง
หลังจากการเข้ามาแทรกแซงของทหารรัสเซียในซีเรียพบว่ากองทัพซีเรียประสบความก้าวหน้าในแทบจะทุกแนวหน้าและคาดหมายกันว่าหากไม่มีการเจรจาว่าด้วยสันติภาพเสียก่อนกองทัพซีเรียที่หนุนช่วยโดยรัสเซียจะกำชัยชนะอย่างเด็ดขาดได้ในต้นปี 2017 อย่างค่อนข้างจะแน่นอน
การกำหนดการเลือกตั้งตามกรอบของสหประชาชาติได้รับการดูแลโดยสหประชาชาติ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนซีเรียตัดสินชะตากรรมของผู้นำของพวกเขาเอง ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวเอาไว้ในสัปดาห์ที่สามของเดือนธันวาคม ปี 2015 โดยย้ำว่ารัฐบาลของเขาจะไม่ตกลงกับความคิดในเรื่องที่จะให้ฝ่ายที่สามไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม มีสิทธิ์มาบังคับใช้เจตนารมณ์ของตนในอีกประเทศหนึ่ง ทั้งนี้เขากล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ผู้สังเกตการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ค่อยมั่นใจนักกับข้อเสนอของสหประชาชาติ อันเนื่องมาจากความจริงที่ว่ากองกำลังของฝ่ายกบฏที่ต่อต้านรัฐบาลของซีเรียในเวลานี้ ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยกองกำลังอย่าง IS อัล-นุสเราะฮ์และอัช-ชาม (Ahrar al Sham) กองกำลังเหล่านี้ยังคงได้รับการสนับสนุนจากรัฐสำคัญๆ ในภูมิภาคอยู่ต่อไปทั้งจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และกาตาร์
ในการประชุมที่กรุงริยาฏเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อสัปดาห์ที่สองของเดือนธันวาคม ปี 2015 กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลซีเรีย นำโดยสหรัฐหรือที่เรียกกันว่า” มิตรของซีเรีย” ได้ย้ำอีกครั้งหนึ่งถึงข้อเรียกร้องให้อะสัดลงจากอำนาจ ในบรรดากองกำลังเหล่านี้ที่ได้รับเชิญให้เข้าประชุมที่กรุงริยาฏก็ได้แก่ อัช-ชาม (Ahrar al Sham) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดต่อจากกองกำลัง IS กองกำลังอัชชามได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากตุรกีและซาอุดีอาระเบีย
แต่ก็เหมือนกับกลุ่มนักต่อสู้อื่นๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการหนุนช่วยจากสองประเทศ และถูกจัดให้เป็นกลุ่ม “สายกลาง” กองกำลัง อัชชามเวลานี้เริ่มที่จะเป็นตัวของตัวเอง อย่างกองกำลัง IS และอัลนุสเราะฮ์ นักสู้ของกองกำลังนี้หากไม่วางอาวุธก็แยกตัวไปรวมกับ IS และอัลนุสเราะฮ์ในที่สุด
ในช่วงท้ายของการประชุมที่เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียได้มีแถลงการณ์ร่วมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการในซีเรีย แถลงการณ์ร่วม ดังกล่าวกล่าวว่าอะสัดและกลุ่มก้อนของเขาต้องลงจากอำนาจโดยทันทีหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการแล้ว ความหวังดังกล่าวจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างเข้มข้นนั่นเอง
เช่นเคยอะห์เม็ต ดาวาโตกลู นายกรัฐมนตรีของตุรกียังคงยืนกรานเหมือนเดิมคือสงครามในซีเรียจะจบลงได้ก็ต่อเมื่ออะสัดลงจากอำนาจ
ด้วยเหตุนี้ภารกิจที่ยากที่สุดของสหประชาชาติ ก็คือการนำอากองกำลังที่มีความแตกต่างกันกลับมาสู่โต๊ะประชุม หลายกองกำลังไม่ต้องการเจรจากับรัฐบาลซีเรียและต่อต้านแนวคิดเรื่องรัฐบาลโลกวิถีซีเรีย (Secular Syria) ซึ่งกลุ่มทางศาสนาและชาติพันธุ์ของชนกลุ่มน้อยจะมาใช้อำนาจร่วมกัน ในการประชุมที่กรุงริยาฏ กองกำลังอัช-ชามเดินออกจากที่ประชุมโดยอ้างว่า “อัตลักษณ์ของมุสลิม” ซีเรียไม่ได้รับการยอมรับ
ในขณะที่อะสัดกล่าวว่ากองกลังที่เข้าประชุมที่กรุงริยาฎ เป็นผู้ก่อการร้าย “พวกเขาต้องการให้รัฐบาลซีเรียเจรจากับผู้ก่อการร้าย” อันเป็นบางสิ่งที่ไม่มีประเทศใดจะยอมรับได้” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์โทรทัศน์สเปนเมื่อไม่นานมานี้
เขากล่าวต่อไปว่าหลายกลุ่มรับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่างชาติ ในเวลาเดียวกันเขาก็ย้ำว่าเขายิ่งกว่ามีความยินดีเสียอีกทีจะมีการเจรจากับฝ่ายต่อต้านแห่งชาติที่เป็นผู้รักชาติอย่างแท้จริง
ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโอบามานั้นไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียหลายๆ กลุ่มที่ซีเรียเรียกว่ากลุ่มก่อการร้าย
หน่วยงานข่าวกรองด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐอย่าง DIA ได้เตือนมาตั้งแต่มีความขัดแย้งที่ซีเรียในปี 2012 ว่า กลุ่มของพวกสะลาฟี (Salafist) ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ทางตะวันออกของซีเรียและกองกำลัง IS อาจจะประกาศรัฐอิสลามผ่านการรวมตัวกับกลุ่มอื่นๆ ในซีเรียและอิรัก
จนถึงเวลานี้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐอย่างเช่น ตุรกี ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ยังคงเรียกร้องให้อะสัดลงจากอำนาจต่อไป ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโอบามามีความมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มรัฐบาลอะสัดและรัฐบาลโลกวิธีของเขา แม้เมื่อรู้ว่ากองกำลังของรัฐอิสลามเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้วในผืนแผ่นดินอิรักและซีเรีย
รายงานใหม่โดยนักหนังสือพิมพ์ผู้มีชื่อเสียงของตะวันออกกลางอย่างเช่นมัสริ เฮิอร์ช์ อ้างว่าผู้นำทางทหารของสหรัฐไม่พอใจที่อาวุธของสหรัฐเขามาอยู่กับกลุ่มนักต่อสู้ต่างๆ พร้อมกับกล่าวว่าทำเนียบขาวไม่ต้องการท้าทายตุรกีและซาอุดีอาระเบียที่ให้การสนับสนุนกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงต่างๆ ในซีเรีย
ประธานาธิบดีโอบามาอาจไม่จริงจังนักกับข้อเสนอล่าสุดว่าด้วยสันติภาพของสหประชาชาติ ทั้งนี้จะพบว่าสามวันหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศของเขากล่าวว่าสหรัฐจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในซีเรีย ประธานาธิบดีโอบามาก็ออกมาพูดขัดแย้งกับรัฐมนตรีของเขาด้วยการย้ำเรื่องเดิมคือ อะสัดต้องออกไป
รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียกล่าวว่าเขาไม่ได้คิดไปในทางบวกสำหรับสันติภาพที่ถาวรในซีเรีย เมื่อผู้นำรัฐต่างๆ ยังคงให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏซีเรีย
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากบริบทรอบข้างพบว่าจนถึงเวลานี้แผนการหยุดยิงในซีเรีย กำลังไปได้ด้วยดี ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ดูเหมือนมีการละเมิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในทุกๆ แนวหน้าที่มีการต่อสู้กัน ยะอ์กู๊บ อัล-ฮิลโล (Yacoub al-Hello) ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติในซีเรีย เรียกมันว่าเป็น “โอกาสดีที่ชาวซีเรียมีในรอบห้าปีที่ผ่านมา สำหรับสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืน”
พิจารณาจากถ้อยคำข้างต้นพบว่าสำหรับซีเรียแล้วสันติภาพยังไม่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับประชาธิปไตยหรือการรวมประเทศแต่เป็นประโยชน์สำหรับ “สันติภาพและความมั่นคง” เสียมากกว่า ความจริงแล้วสัญญาสันติภาพจะเป็นก้าวสำคัญสำหรับการแยกประเทศและซีเรียเดิมไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้อีกต่อไป แต่อย่างน้อยแนวทางนี้จะทำให้การสังหารคนส่วนใหญ่ยุติลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อตกลงของทุกฝ่ายสามารถทำให้การหยุดยิงถาวรเกิดขึ้นได้ ซึ่งยังไม่มีความแน่นอน
ห้าเดือนที่ผ่านมาเมื่อการแทรกแซงทางทหารของรัสเซียในซีเรียเริ่มต้นหลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วในเวลานั้นหลายฝ่ายเริ่มมองเห็นการล่มสลายของรัฐบาลอะสัด และการเข้าพิชิตอย่างรวดเร็วทั่วประเทศโดยกองกำลังฝ่ายต่อต้าน หลายปีของสงครามกลางเมือง ทำให้ชาวซีเรีย 250,000 ต้องจบชีวิตลงและประชาชนครึ่งหนึ่งของประเทศต้องละทิ้งบ้านเรือนของตนเองไป
การเข้ามาของรัสเซียในซีเรียจึงสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อฝ่ายต่อต้านรัฐบาล กำลังทางอากาศของรัสเซียสามารถหยุดกองกำลังฝ่ายต่อต้านจากการได้รับชัยชนะเหนือทหารของรัฐบาลซีเรียอย่างเด็ดขาดเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตามรัสเซียเองก็ไม่มีความต้องการที่จะเอาตัวเองไปผูกติดกับสงครามกลางเมืองและค่าใช้จ่ายทางทหารที่แพงลิบลิ่วเป็นเวลายาวนานได้
ด้วยเหตุนี้รัสเซียจึงต้องพึ่งพา “ทางลงทางยุทธศาสตร์” และยุทธศาสตร์ทางการเมืองของรัสเซียก็คือการรักษาพื้นที่ของรัฐบาลซีเรีย ซึ่งมีประชาชนอยู่หนาแน่นเอาไว้ ตัดช่องทางการส่งอาวุธให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและอาสาสมัครที่ข้ามชายแดนของตุรกีเข้ามา จากนั้นก็ทำให้พันธมิตรฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่เป็นกองกำลังนิยมอิสลามและกองกำลังฝ่ายต่อต้านทั่วไปแตกออกจากกัน
ยุทธศาสตร์ของรัสเซียเป็นการท้าทายกองกำลังผสมที่นำโดยสหรัฐ ซึ่งเข้าถล่มกองกำลังรัฐอิสลาม แต่ไม่ได้ถล่มกลุ่มต่อต้านนิยมอิสลามอื่นๆ ในซีเรียมาสองปี
ยุทธศาสตร์ของสหรัฐคือการบุกถล่มทั้งรัฐบาลอะสัดและกองกำลัง IS และทำให้วัตถุประสงค์ทั้งสองประสบความสำเร็จ โดยปราศจากการช่วยเหลือของกองทหารภาคพื้นดิน ยกเว้นการช่วยเหลือที่มีต่อกลุ่มชาวเคิร์ดซีเรีย
แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันมากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์และผู้คนจำนวนมากในกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐและฝ่ายกลาโหมต่างก็รับทราบว่าบางทีผลในทางปฏิบัติ อาจเป็นการยื่นซีเรียให้กับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลได้
ลึกๆ แล้วผู้คนเหล่านี้พอใจการเข้ามาของรัสเซีย และพยายามจำกัดปฏิกิริยาของชาวสหรัฐเอาไว้ ด้วยการมีแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องออกมาว่ารัสเซียถล่มเป้าหมายที่ผิดพลาด
ไม่ว่า “เป้าหมายผิดพลาด” หรือไม่การเข้ามาช่วยเหลือกองทัพของอะสัดโดยรัสเซียก็ทำให้เกิดความสมดุลได้ และผลักดันกองกำลังฝ่ายต่อต้านออกไปจากเมืองสำคัญๆ ของซีเรีย เดือนที่ผ่านมากองทัพซีเรียกลายเป็นพันธมิตรชั่วคราวกับฝ่ายเคิร์ดซีเรียและตัดเส้นทางการลำเลียงจากตุรกีเอาไว้ได้
ในเวลานี้ ยุทธศาสตร์สุดท้ายของรัสเซียเท่านั้นที่ยังคงต้องทำให้สำเร็จ นั่นคือการแยกพันธมิตรของกองกำลังอิสลามออกจากกองกำลังทั่วไป และจะทำได้ดีที่สุดโดยแนวทางทางการเมือง รวมทั้งการตกลงเรื่องการหยุดยิง ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอิสลาม เกมดังกล่าวในเวลานี้กำลังจะเริ่มขึ้นและผู้คนที่รัฐบาลสหรัฐเรียกว่าฝ่ายกบฏ “สายกลาง” ก็พร้อมจะเข้ามาเล่นด้วย (ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน Gwynne Dyer, Syria’s Chance for ‘peace and stability, อังคารที่ 2 มีนาคม หน้า 6)
กลุ่มที่เรียกกันว่าฝ่าย “เป็นกลาง” ซึ่งกำลังต่อสู้อยู่กับรัฐบาลนั้นได้ถูกลดทอนลงเหลือน้อยกว่าหนึ่งในห้า ส่วนกำลังที่เหลือของฝ่ายกบฏในซีเรียนั้นทำงานให้กับกองกำลังรัฐอิสลาม (IS) หรือฝ่ายที่มีแนวทางเดียวกัน อย่างเช่น อัลนุสเราะฮ์หรืออัชชาม
เวลานี้เมื่อสหรัฐให้การยอมรับคำนิยามใหม่ของคำว่ากบฏ ที่ดีและกบฏ” ที่เลว” แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของยุทธศาสตร์รัสเซียก็จบลง มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่จึงมาอยู่ข้างเดียวกัน
ถ้าการหยุดยิงชั่วคราวสามารถเปลี่ยนเป็นการหยุดยิงถาวรได้แล้ว การต่อสู้ที่เหลืออยู่ในซีเรียก็จะไปอยู่รอบๆ กองกำลัง IS ในทางเหนือและทางตะวันออกและรอบๆ ดินแดนที่ควบคุมโดยกองกำลังอัลนุสเราะฮ์และพันธมิตรอย่างอัชชามที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ การทิ้งระเบิดร่วมกันภายในเขตแดนของ IS ก็จะมีต่อไป ในขณะที่รัสเซียจะถล่มทั้งสองด้าน
ความเสี่ยงต่อการหยุดยิง มาจากความจริงที่ว่ากองกำลังอัลนุสเราะฮ์และอัชชาม ได้นำเอากลุ่มเล็กๆ ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่ไม่ได้อยู่ในแนวทางของ IS มาเป็นพันธมิตรและเรียกว่ากองทัพอิสลาม (Army Of Islam) พวกเขาไม่มีอิทธิพลที่แท้จริงอยู่ในการต่อสู้ แต่ในอดีตการมีอยู่ของพวกเขาเปิดโอกาสให้สหรัฐอ้างว่ารัสเซียถล่มผิดพลาด กลุ่มดังกล่าวถูกจัดให้อยู่ใน “ฝ่ายเป็นกลาง”
หากสหรัฐสามารถกลืนความขมขื่นจากความเป็นจริงที่ว่าการหยุดยิงนี้จะทำให้รัฐบาลอะสัดเข้ามาดูแลดินแดนที่ควบคุมอยู่ในเวลานี้ และสองในสามของประชาชนซีเรียแล้ว สงครามกลางเมืองในที่สุดก็จะหดตัวมาเป็นสงครามของคนอื่นๆ ที่ต่อต้านฝ่ายกบฏแนวอิสลาม (ดูรายละเอียดในบทความของ Gwynne Dyer, Syria’s Chance for ‘peace and stability, อังคารที่ 2 มีนาคม หน้า 6) แต่กลุ่มที่ถูกทำให้เป็น “ฝ่ายต่อต้านสายกลาง” จะยังอยู่ในซีเรียต่อไป
ในขณะที่กองทัพที่เรียกกันว่า “กองทัพปลดปล่อยซีเรีย” หรือ Free Syrian Army (FSA) ซึ่งในเบื้องต้นได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและพันธมิตรนั้นในเวลานี้ตกอยู่ในภาวะสับสนอลหม่านโดยสิ้นเชิง
จากรายงานของ Hurriyet Daily ของตุรกีพบว่ากองทัพปลดปล่อยซีเรียที่เข้มแข็ง 14,000 คน ได้ทิ้งเมืองอเล็ปโปไปแล้ว ทั้งนี้ผู้บัญชาการกองทัพดังกล่าวได้หนีไปอยู่ที่ตุรกีเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากบฏฝ่ายเป็นกลางได้ประกาศแต่งตั้งให้ฮาชิม อัชชัยค์ (Hashim al Shlikh) มาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังของพวกเขาในเมืองอเล็ปโปแต่เดิมอัชชัยค์สังกัดอยู่กับกองกำลังอัชชาม
ในเวลานี้กองทัพปลดปล่อยซีเรียได้ทิ้งชายแดนบาบ อัลฮาวา (Bab al Hawa) แล้วข้ามไปหากองกำลังอัชชามซึ่งทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองกำลังอัลนุสเราะฮ์
ได้มีข้อตกลงหยุดยิงที่เป็นที่เข้าใจกันระหว่างอัลนุสเราะฮ์กับ IS ทั้งนี้กองกำลังทั้งสองได้ตัดสินใจว่าในช่วงนี้จะต่อสู้กับศัตรูร่วมคือรัฐบาลซีเรียเสียก่อน ที่ผ่านมาการเข้าควบคุมดินแดนบาบ อัลฮาวา ซึ่งเป็นทางแยกทำให้อัลนุสเราะฮ์และอัชชามมีพลังในการกระจายอาวุธและเงินทุนที่หลั่งไหลมาจากตุรกี นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลซีเรียต้องการทำให้ทหารของตนมีความมั่นคงทางอำนาจอย่างรวดเร็วและปิดชายแดนที่อยู่ติดกับตุรกีเสีย
เช่นเดียวกับข้อตกลงในมิวนิคซึ่งมีผลทำให้การต่อสู้หยุดลงชั่วคราว อย่างน้อยก็ในดินแดนของประเทศที่มีสงคราม แต่ดูเหมือนว่าข้อตกลงดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่มีจุดมุ่งไปที่การส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมไปในดินแดนที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายกบฏหรือไม่ก็ฝ่ายรัฐบาล
จากรายงานของสหประชาชาติ ประชาชนราว 480,000 คน ตกอยู่ภายใต้การปิดล้อมทั้งของรัฐบาลหรือไม่ก็ถูกปิดล้อมโดยฝ่ายกบฏ รัสเซียได้ย้ำว่าข้อตกลงปัจจุบันนี้มิได้เป็นข้อตกลงถาวร และในจุดนี้ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ความเหนือกว่าทางยุทธศาสตร์ของกองทัพซีเรียตกอยู่ในอันตรายได้ นับตั้งแต่ทหารรัสเซียได้เข้ามาแทรกแซงเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2015
บุซัยนา ชะอ์บาน (Bouthaina Shabaan) ที่ปรึกษาคนสำคัญของประธานาธิบดีอะสัด กล่าวว่าการหยุดยิงในเวลานี้เท่ากับเป็นการช่วยผู้ก่อการร้ายแต่ฝ่ายเดียว เธอกล่าวต่อไปว่าความมุ่งหมายของรัฐบาลซีเรียก็คือการเอาเมืองอเล็ปโปกลับคืนมา ปิดผนึกชายแดนที่อยู่ติดกับตุรกีและหยุดยั้งการไหลเข้ามาของนักต่อสู้และอาวุธ
สัปดาห์ที่สามของเดือนกุมภาพันธ์กองทัพซีเรียอยู่ห่างจากชายแดนตุรกีเพียง 25 กิโลเมตร ทั้งนี้ซีเรียมีความมุ่งหมายที่จะปิดชายแดนตลอดไปและอยู่ในกระบวนการตัดแหล่งการส่งกองกำลังของฝ่ายกบฏเข้ามาในประเทศ
เคอรี่และลาฟรอฟ กล่าวว่า กองกำลังของสหประชาชาติจะดูแลการกระจายความช่วยเหลือและ ยุติความเป็นศัตรูกัน การฝ่าฝืนการหยุดยิงใดๆ จะถูกรายงานต่อเจ้าหน้าที่ของอังกฤษและสหรัฐ
ลาฟรอฟได้ย้ำต่อไปถึงข้อตกลงใหม่ที่เรียกร้องให้มีความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับสหรัฐในการจัดการกับการคุกคามของผู้ก่อการร้าย
ประธานาธิบดีปูตินได้รับการเชิญชวนให้มีความร่วมมือกันอย่างมีความหมายในกิจการต่างๆ อย่างเช่นการร่วมกันในด้านข่าวกรองและการต่อสู้กับกองกำลัง IS และอัลนุสเราะฮ์ แต่ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโอบามากระอักกระอ่วนใจที่จะเข้ามาร่วมต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย จนกระทั่งปลายปีที่แล้วข้อเลือกของสหรัฐก็คือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในกรุงดามัสกัส
ในบริบทของความจริงที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นพบว่าสหรัฐต้องการความมั่นใจว่าผู้ทำสงครามตัวแทนของตนจะไม่ถูกกวาดล้างทางทหาร หลังจากใช้เงินนับพันล้านเหรียญสหรัฐในการสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ให้เข้มแข็ง ทั้งนี้สหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐต้องการให้กลุ่มนักต่อสู้ ซึ่งสหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐให้การฝึกฝนและติดอาวุธให้ได้ควบคุมดินแดนก่อนที่การลงนามรับรองสันติภาพจะเริ่มต้นขึ้น
พันธมิตรของสหรัฐอย่างเช่นซาอุดีอาระเบียและตุรกียังคงต้องการทหารภาคพื้นดินในซีเรียเพื่อหยุดยั้งการรุกคืบของทหารซีเรีย แม้ว่าจะทำได้ไม่ง่ายนักก็ตาม
สถานการณ์ในซีเรียผันแปรอย่างรวดเร็วเมื่อรัสเซียเข้ามาแทรกแซง จนถึงเวลานี้เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่ากองทัพแห่งชาติของซีเรียใกล้จะปลดปล่อยอเล็ปโป อันเป็นเมืองพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดได้แล้ว ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเริ่มถอยร่น
จอห์น เคอรี่ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐและลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียประกาศถึงการยุติการเป็นศัตรูกัน” ด้วยข้อตกลงในสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการประชุมที่มิวนิคของเยอรมนีร่วมกับสมาชิกกลุ่มที่เรียกว่าผู้สนับสนุนซีเรียนานาชาติ
ข้อตกลงที่ลงนามโดยรัฐบาลซีเรียได้เรียกร้องให้มีการเข้ามาช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในดินแดนที่ได้รับผลกระทบอย่างเลวร้าย พอมาถึงสัปดาห์ที่สาม ส่วนหนึ่งของข้อตกลงได้ถูกนำมาใช้
หน่วยบรรเทาทุกข์ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติเริ่มนำอาหารเข้ามาในดินแดนต่างๆ ที่ถูกปิดล้อม อาหารและความจำเป็นอื่นๆ ได้เข้ามาถึงสี่เมือง รวมทั้งชานเมืองของกรุงดามัสกัสที่ถูกควบคุมโดยฝ่ายกบฏ
ลาฟรอฟได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าการต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้านต่างๆ อย่างเช่น IS และอัลนุสเราะฮ์จะไม่ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงในการเป็นปรปักษ์กัน
สำหรับกองกำลังอย่าง IS และอัลนุสเราะฮ์นั้นสหประชาชาติเรียกว่าเป็นกองกำลังของผู้ก่อการร้าย รัฐบาลรัสเซียและอีกหลายประเทศที่สนับสนุนซีเรียให้การพิจารณาถึงกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวในสงครามว่าเป็นกลุ่มก้อนของผู้ก่อการร้าย แต่กลุ่มเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตก รวมทั้งตุรกีและซาอุดีอาระเบีย
เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่ากลุ่มอย่างเช่นอัชชาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตะวันตกและพันธมิตรนั้นได้ผนึกตัวเข้ากับอัลนุสเราะฮ์ สหรัฐให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทั้งหลายตามแผนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในซีเรีย
เกือบห้าปีของความขัดแย้งฝ่ายที่ทำสงครามต่อกันได้ตกลงกันอย่างหลวมๆ ในเรื่องของการหยุดยิงมาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ สงครามซึ่งสังหารคนไปแล้วนับแสนและคนครึ่งหนึ่งของประเทศต้องกลายเป็นคนไร้ถิ่นนั้น ได้รับการสนับสนุนกันคนละฝ่าย โดยสหรัฐและรัสเซีย
ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญตะวันออกกลางอย่างพอล คิงสตัน (Paul Kingston) แห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโต (Toronto) แคนาดาพบว่าการหยุดยิ่งมิได้มีความสำคัญ ทั้งนี้รัฐบาลซีเรียและพันธมิตรในเวลานี้มีความเหนือกว่าฝ่ายต่อต้านและพันธมิตร รวมทั้งสหรัฐ ซึ่งกำลังโกลาหล และพ่ายแพ้ เขาบอกว่าทำไมต้องหยุดสงคราม เมื่อทหารซีเรียขนาดใหญ่กำลังจะพิชิตอเล็ปโปเมืองที่ใหญ่ที่สุดของซีเรียได้อยู่แล้ว
สำหรับเขามันเป็นชัยชนะเดียวครั้งสำคัญที่มีศักยภาพ เฉพาะเมื่อรัฐบาลซีเรียได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดแล้วเท่านั้นที่จะเกิดการหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพและมีความหมายขึ้นมาบ้าง หรือไม่ก็เมื่อฝ่ายต่อต้านยืนหยัดขึ้นมาได้เหมือนช่วงแรกๆ แต่เวลานี้ดูเหมือนจะยังไม่ใช่อย่างนั้น
รัสเซียจะโต้แย้งว่าการต่อสู้ที่ดำรงอยู่เป็นการต่อต้านฝ่ายกบฏ แต่มันก็เป็นเหมือนไฟเขียวที่ชัดเจนสำหรับทุกคนว่าเส้นทางและความเป็นพันธมิตรระหว่างกลุ่มกบฏในเวลานี้จะดำรงอยู่อย่างคลุมเครืออยู่เสมอ
ความสนใจหลักของซาอุดีอาระเบียและตุรกีนั้นดูเหมือนจะคล้ายคลึงกัน นั่นคือทั้งสองประเทศต้องการให้อะสัดออกจากอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบียให้ความสนใจเกี่ยวกับกลไกที่มีพลวัตรความเจริญเติบโตข้ามแดนของพลเมืองชีอะฮ์ในโลกอาหรับ ซึ่งถูกมองว่ามาจากอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของอิหร่าน
ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านและความรู้สึกที่ว่าฝ่ายบริหารของโอบามามีความมุ่งมั่นกับซาอุดีอาระเบียน้อยลง รวมทั้งการมีผู้นำหนุ่มที่ถูกมองว่าก้าวร้าว รวมทั้งการเข้าไปแทรกแซงในเยเมน ทั้งหมดนี้มีผลต่อมุมมองที่มีตอ่ซาอุดีอาระเบียในการเมืองของภูมิภาค
ตุรกีก็เช่นกัน แม้ว่าต้องการโค่นรัฐบาลอะสัดและให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเช่นเดียวกับซาอุดีอาระเบีย ดังได้กล่าวมาข้างต้น แต่ตุรกีให้ความสนใจการเติบโตของเขตปกครองอิสระและกลไกทางการเมืองของประชาชนชาวเคิร์ดในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในซีเรีย ซึ่งได้รับผลประโยชน์จากการหนุนช่วยของสหรัฐ ทำให้ชาวเคิร์ดสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นนักต่อสู้ที่สำคัญ ซึ่งเวลานี้ได้ควบคุมส่วนที่มีความสำคัญของดินแดนที่อยู่ตามชายแดนระหว่างซีเรียและตุรกี
ความต้องการหลักในเบื้องต้นของชาวเคิร์ดก็คือการปกป้องพวกเขามิให้ใครเข้ามาสร้างความเป็นปึกแผ่นในแผ่นดินของพวกเขา ดังนั้นทั้งซาอุดีอาระเบียและตุรกีจึงให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีอะสัดแต่มีเหตุผลเบื้องต้นแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ทั้งสองประเทศจึงไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในความขัดแย้งในซีเรียได้
การดำรงอยู่ต่อไปของรัฐบาลอะสัดคงไม่สามารถเป็นทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาวได้ ทั้งนี้เลือดได้ไหลหลั่งออกมาอย่างท่วมท้น แม้รัฐบาลจะสร้างความเป็นปึกแผ่นแต่ฝ่ายต่อต้านก็ดิ้นรนที่จะรวมตัวกัน
ไม่ว่าในขณะนี้พวกเขาจะอ่อนแอลงแค่ไหนก็ตามก็จะพบว่าซีเรียในเวลานี้มีสถาบันภายนอกเข้ามาแทรกแซงและต่อต้าน
ในเวลานี้กองทัพซีเรียกำลังจะเข้าปลดปล่อยเมืองต่าง ๆ อย่างเช่น ร็อกเกาะฮ์และปาล์มเมรา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง IS ซาอุดีอาระเบียไดประกาศด้วยเสียงอันดังว่าได้ตัดสินใจโดยหลักการที่จะส่งทหาร ทหารเข้ามาในซีเรียภายใต้ โดยทหารซาอุดีอาระเบียมีความพร้อมที่จะทำงานภายใต้ความเป็นผู้นำทางทหารของสหรัฐ
ในขณะที่สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์เองก็มีความปรารถนาที่จะส่งกองกำลังของตนเข้าไปในแผ่นดินซีเรีย อย่างไรก็ตามไม่มีใครสนใจคำประกาศของสองประเทศอย่างจริงจังนัก เนื่องจากทาหรของสองประเทศปฏิบัติงานอย่างน่าผิดหวังอยู่ที่เยเมนในเวลานี้
อย่างไรก็ตามแอชตัน คาร์เตอร์ (Ashton Carter) ได้กล่าวเอาไว้ในสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ว่าซาอุดีอาระเบียได้ตกลงที่จะถล่มเป้าหมายที่เป็นกองกำลัง IS และส่งสัญญาณถึงความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมส่งทหารภาคพื้นดินเข้ามาในซีเรีย
ที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบียได้ใช้ปฏิบัติการทหารอากาศเข้าถล่มพลเมืองที่ช่วยตัวเองไม่ได้ในเยเมนมาแล้ว ในตอนต้นปี 2015 นอกจากนี้ซาอุดีอาระเบียยังส่งเครื่องบิน F16 จำนวนหนึ่งมาที่ฐานทัพอากาศอินเซอร์ลิดในตุรกีเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ สัปดาห์ที่สามของเดือนกุมภาพันธ์รัฐบาลมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้มอบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศให้กับฝ่ายกบฏในซีเรีย โดยซาอุดีอาระเบียมีความคิดว่าอาวุธเช่นนี้ได้เคยช่วยกองกำลังมุญาฮิดีนเอาชนะรัสเซียมาแล้วในประเทศอัฟกานิสถาน
ตุรกีและซาอุดีอาระเบียได้กระตุ้นสหรัฐในเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินภายในซีเรียด้วยข้ออ้างว่าเป็นการต่อสู้กับกองกำลัง IS
ในขณะที่สหรัฐเองก็ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับกองกำลังของชาวเคิร์ดที่เรียกกันว่าหน่วยปกป้องประชาชน (YPG) ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเป็นกองกำลังที่ต่อต้านกองกำลัง IS และกองกำลังอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
สหรัฐได้เข้าไปฝึกฝนและช่วยเหลือพวกเขาให้เข้าต่อสู้กับกองกำลัง IS หลายเดือนก่อนหน่วย YPG ได้เข้าควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่จากฝ่ายกบฏที่สนับสนุนโดยตุรกีและซาอุดีอาระเบียตามเส้นทางชายแดนซีเรียและตุรกีที่น่าสนใจก็คือกลุ่ม YPG นี้ได้รับการสนับสนุนทั้งรัสเซียและรัฐบาลซีเรีย
เมื่อสงครามกลางเมืองในซีเรียย่างเข้าสู่ปีที่ 6 ความหวังในสันติภาพก็ดูเหมือนจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์ชี้ชัดว่าหากยังคงทำสงครามต่อไป โอกาสที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียจะได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดยังอยู่ห่างจากความจริง
Staffan de Mistura ผู้แทนสหประชาชาติบอกกับสำนักข่าว RIA Novosti ของรัสเซียว่าการเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นภายใน 18 เดือน นับจากการเริ่มต้นพูดคุยในวันที่ 14 มีนาคม ปี 2016 เป็นต้นไป ทั้งนี้การเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาจะอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของสหประชาชาติ ข้อตกลงในรอบหลังของการพูดคุย จึงมุ่งประเด็นไปที่การหาทางยุติสงครามในซีเรียอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้แทนสหประชาชาติมีความเห็นว่างานสำคัญของสหประชาชาติคือการทำให้รัสเซียมีรัฐบาลใหม่ที่ครอบคลุม ตามมาด้วยรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้ง ทั้งนี้การมีรัฐบาลใหม่ในเบื้องต้นได้มีการยอมรับจากทุกฝ่าย
เช่นเดียวกันเมื่อสงครามกลางเมืองในซีเรียเข้าสู่ปีที่ 6 หลายฝ่ายก็มีความหวังว่าการหยุดยิงและการผลักดันเพื่อสันติภาพจะทำให้ความขัดแย้งลดลง หลังจากได้มีผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจำนวนมากต้องอพยพเข้าไปในยุโรปและดินแดนอื่นๆ ในตะวันออกกลาง
ระยะหนึ่งปีที่ผ่านมาของซีเรีย นับเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของทหารรัสเซีย และแรงกดดันจากวิกฤตผู้อพยพ จนทำให้มหาอำนาจของโลกต้องเข้าสู่โต๊ะเจรจาในที่สุด
อาจกล่าวได้ว่าแรงบันดาลใจจาก Arab Spring หรือการตื่นตัวของชาวอาหรับ ทั้งในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางทำให้เกิดการลุกฮือประท้วงรัฐบาลของบาชัร อัล-อะสัดในเดือนมีนาคม ปี 2001 อันเป็นการเริ่มต้นสงครามนองเลือดในซีเรีย
การตอบโต้ของรัฐบาลต่อฝ่ายผู้ลุกฮือได้นำไปสู่สงครามกลางเมืองและนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชน 260,000 คนและทำให้ผู้คนนับล้านต้องหลบหนีออกจากบ้านตนเอง หลังจากความรุนแรงจากการปะทะกันด้วยระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความพยายามเพื่อให้เกิดสันติภาพประสบความล้มเหลวเมื่อการต่อสู้รุนแรงขึ้น พร้อมๆ ไปกับการปรากฏตัวของกองกำลังแห่งรัฐอิสลามหรือ IS ซึ่งยิ่งส่งผลให้มิติของความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกิดตามมาอย่างไม่หยุดหย่อน ปีที่ผ่านมาพบว่าผลแหงความขัดแย้งได้ลามเข้าสู่ยุโรปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และยุโรปเองก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาคือคนกลุ่มใหญ่ที่หนุนให้คว่ำรัฐบาลของบะชัร อัล-อะสัด ดังนั้นจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และล้มเหลวในการเอาชนะรัฐบาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัสเซียเข้ามาช่วยฝ่ายรัฐบาลถล่มฝ่ายกบฏอย่างรุนแรง
ชาวซีเรียผู้หมดหวังจำนวนนับพันได้เดินทางเข้ามาตามชายฝั่งทะเลของยุโรปอันถือได้ว่าเป็นโศกนาฐกรรมของผู้ลี้ภัยที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา คลื่นของผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าสู่ยุโรปทำให้ประเทศยุโรปมีความตื่นตัวที่จะหาทางแก้ไขปัญหาที่ลุกลามเข้ามาโดยผู้อพยพ ซึ่งล่าสุดประเทศยุโรปสามารถตกลงกับตุรกีให้รับผู้ลี้ภัยส่วนที่เหลืออยู่ไปอยู่ในตุรกีได้สำเร็จ โดยประเทศเหล่านี้จะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือด้านการเงินและด้านมนุษยธรรม
ก่อนหน้านี้ตุรกีได้รับเอาผู้ลี้ภัยจากซีเรียเข้ามาอยู่ในบ้านของตนเองนับล้านคน นอกจากนี้ผู้ลี้ภัยยังกระจายออกไปอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลางอีกจำนวนมาก
ยุโรปมีความหวาดหวั่นต่อการหลั่งไหลเข้ามาของผู้ลี้ภัย ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องทบทวนนโยบายของตนที่มีต่อซีเรียเสียใหม่ ทั้งนี้ความมั่นคงปลอดภัยในระยะสั้นจะมีความสำคัญเป็นลำดับแรก ปลายปีที่ผ่านมาแนวคิดว่าด้วยสันติภาพจึงก่อตัวขึ้นจากความพยายามของหลายฝ่าย ทั้งนี้นักการเมืองจากประเทศมหาอำนาจเห็นด้วยกับแผนการหยุดยิง การจัดตั้งรัฐบาลรักษาการและการเลือกตั้ง
ข้อตกลงซึ่งไม่ได้นับรวมกองกำลัง IS และกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงอื่นๆ มีผลในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การเข้ามาของรัสเซียในเดือนกันยายนปี 2015 ได้นำเอาความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากมาให้
รัฐบาลซีเรียซึ่งทำท่าว่าจะเพลี้ยงพล้ำให้กับฝ่ายกบฏก็ได้มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งด้วยความแข็งแกร่ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกกดดันอย่างหนักจากประเทศตะวันตกและพันธมิตรอาหรับ
ภาพที่ไม่เคยมีใครคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นได้ปรากฏให้เห็นเมื่อหลายฝ่ายได้เริ่มมีการพูดคุยกันที่กรุงเจนีวา อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่าความแตกแยกที่หยั่งรากลึกของแต่ละฝ่ายน่าจะทำให้สันติภาพมีอุปสรรค อย่างน้อยในเวลานี้สหรัฐก็ยังยืนกรานให้อะสัดลงจากอำนาจในช่วงต้นหรือในตอนท้ายของการเจรจา อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าหากการเจรจาไม่ได้มาจากข้อตกลงทางการเมืองโอกาสที่ความรุนแรงจะกลับมาอีกก็ยังเกิดได้เสมอ
การถอนทหารรัสเซียออกจากซีเรีย
ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่ก็ได้มีการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของหลายฝ่ายเกิดขึ้นนั่นคือการประกาศการถอนทหารรัสเซียกลับสู่มาตุภูมิ ทั้งนี้ปูตินได้มีคำสั่งให้กองกำลังทางทหารของเขาออกจากซีเรีย เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา
หลังจากรัสเซียได้เข้าไปช่วยรัฐบาลซีเรียต่อสู้กับกองกำลัง IS มา 6 เดือน รัสเซียก็ออกมายืนกรานว่าภารกิจส่วนใหญ่ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว บัดนี้ถึงเวลาที่จะให้ความสำคัญกับการเจรจาสันติภาพเสียที
การประกาศดังกล่าวเท่ากับว่าอำนาจจากภายนอก ซึ่งหาทางร่วมกันที่จะเปลี่ยนความเป็นปรปักษ์มาเป็นมิตรต่อกัน โดยผ่านการแก้ไขทางการเมืองเริ่มมองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
ดังได้กล่าวมาแล้วการเข้ามาแทรกแซงของรัสเซีย ซึ่งเริ่มต้นในเดือนกันยายน ปี 2015 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของความขัดแย้งที่รัฐบาลซีเรียเป็นฝ่ายเพลี้ยพล้ำให้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้านในหลายดินแดนขึ้นมาเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าด้วยอำนาจทางอากาศของรัสเซียซึ่งทิ้งระเบิดทุกฝ่าย
ตามรายงานของผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้มีการยืนกรานว่าในช่วงต้นกองกำลังทางอากาศของรัสเซียไม่ได้มุ่งไปที่กองกำลัง IS เท่านั้น แต่ยังมุ่งโจมตีฝ่ายกบฏด้วยในเวลาเดียวกัน แม้รัสเซียจะกล่าวอยู่เสมอว่าภารกิจของรัสเซียมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่กองกำลัง IS เท่านั้นก็ตาม
ในการพบปะกันระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ปูตินกล่าวว่าความมุ่งหมายของเขาโดยรวมได้รับความสำเร็จแล้ว อย่างไรก็ตามกองกำลังทางอากาศของรัสเซียจะยังคงบินตรวจการณ์เพื่อสนับสนุนการหยุดยิงและเพื่อให้มั่นใจว่าการหยุดยิงได้เกิดขึ้นจริง
สำหรับปูตินแล้ว การเข้ามาแทรกแซงของรัสเซียในซีเรียเป็นการยืนยันถึงบทบาทของรัสเซียในเวทีการเมืองโลกที่อยู่นอกชายฝั่งของรัสเซีย การไร้การปฏิบัติการณ์ของโอบามาอย่างจริงจังในทางยุทธศาสตร์ทำให้รัสเซียเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้เป็นอย่างดี
แต่การประกาศความสำเร็จของรัสเซียก็ส่งผลกระทบมายังผู้นำซีเรียด้วยเช่นกัน ตามคำอ้างของรัสเซียและเจ้าหน้าที่ฝ่ายการต่างประเทศ พบว่ารัสเซียเองมีความเบื่อหน่ายที่อะสัดไม่มีความยืนหยุ่นในความพยายามที่จะหาทางออกทางการเมืองในการแก้ไขความขัดแย้ง
ปูตินกล่าวว่าการประกาศถอนทหารส่วนหนึ่งของรัสเซียจะช่วงสนับสนุนโอกาสแห่งความก้าวหน้าทางการเมืองในซีเรีย ทั้งนี้ปูตินได้หารือกับอะสัดทางโทรศัพท์โดยอะสัดได้แสดงความหวังถึงกระบวนการทางการเมืองที่จะเริ่มอย่างรวดเร็วในประเทศของตน
การถอนกองกำลังทางอากาศบางส่วนจากซีเรีย นำไปสู่การคาดการณ์ที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นก็คือความคิดที่ว่าปูตินมีความพร้อมแล้วที่จะกำหนดท่าทีให้อะสัด ซึ่งรอดพ้นความพ่ายแพ้ไปได้หลังการเข้ามาของกองทหารรัสเซียเมื่อเดือนกันยายนปี 2015
อย่างไรก็ตามการคาดการณ์เช่นนั้น ดูเหมือนจะยังเร็วเกินไป การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของปูตินอาจบังคับให้รัฐบาลซีเรียเริ่มพูดคุยอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โดยมีรัสเซียและสหรัฐเป็นเจ้าภาพในกรุงเจนีวา
ปูตินรับทราบมาว่าข้อจำกัดในการมีอิทธิพลของรัสเซียเหนือรัฐบาลของอะสัดว่าด้วยอธิปไตยและเอกราชนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับจากการเรียกร้องให้มีการยกเลิกการเป็นปรปักษ์ต่อกันของฝ่ายต่างๆ ในสงครามกลางเมืองในซีเรียได้ถูกประกาศขึ้นมา
แม้ว่าอะสัดได้พูดถึงการเข้าควบคุมดินแดนซีเรียทั้งหมดเมื่อเร็วๆ นี้และบอกว่ารัฐบาลของเขาจะไม่มีการพูดถึงเส้นตายในการเปลี่ยนแปลงประธานาธิบดีก็ตาม กระนั้นก็ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีซีเรียจะมีความยำเกรงต่อรัสเซียและอิหร่านมากเป็นพิเศษ
ก่อนการแทรกแซงของรัสเซียมีผู้ให้ข้อสังเกตว่าด้วยความขัดแย้งจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองว่าสงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้คนต้องสูญเสียชีวิตถึง 300,000 คน และทำให้ประชาชนที่มีอยู่ทั้งสิ้น 23 ล้านคน ต้องไร้ที่อยู่ถึง 13 ล้านคน ในเวลานั้นเชื่อกันว่ารัฐบาลอะสัดตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกโค่นอำนาจจากสามโอกาสด้วยกันนั่นคือ ในฤดูร้อนปี 2012 ตอนปลายฤดูร้อนของปี 2013 และในระหว่างฤดูร้อนล่าสุดที่ถูกฝ่ายกบฏถล่ม เหตุการณ์ข้างต้นแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อกองกำลังรัสเซียมาถึงซีเรียในเดือนกันยายน ปี 2015
ก่อนที่รัสเซียจะเข้ามาแทรกแซง อะสัดได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ของเลบานอนและนักรบชีอะฮ์จากอิรัก
ที่ผ่านมาแม้ว่ากองกำลังทั้งสามฝ่ายมีความพยายามร่วมกันที่จะรักษาดินแดนของซีเรียเอาไว้ โดยเฉพาะในเส้นทางจากเมืองหลวงดามัสกัสไปจนถึงพื้นที่อันเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลของอะสัดก็ตาม แต่ซีเรียก็ควบคุมได้เฉพาะดินแดนที่เป็นท้องถนนเป็นส่วนใหญ่ โดยดินแดนเหล่านี้นับเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของซีเรียเท่านั้น
กองกำลัง IS ได้เข้าควบคุมดินแดนทางเหนือและทางตะวันออก ฝ่ายเคิร์ดซีเรียได้ประกาศถึงพื้นที่ที่เป็นรัฐสหพันธ์ของตนเคียงคู่ไปกับชายแดนทางตอนเหนือ และท่ามกลางการตกเป็นเหยื่อของการทิ้งระเบิดของรัสเซีย กองกลังฝ่ายกบฏที่เป็นซุนนีก็ยังคงรักษาที่มั่นทางตอนเหนือและทางใต้ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของดามัสกัสเอาไว้ได้ระยะหนึ่ง
ท่ามกลางความพยายามที่จะจัดรูปกองทัพซีเรียเสียใหม่และท่ามกลางภาวะทดถอยของกองกำลัง IS ซีเรียต้องอาศัยกลุ่มเครือข่ายนักรบที่สร้างขึ้นโดยอิหร่านและฮิซบุลลอฮ์เป็นหลัก 5 ปี ของการติดอยู่ในล่มโคลนของสงครามทำให้ประเทศขาดแรงงานอย่างรุนแรง
จนถึงเวลานี้หลายฝ่ายกำลังมองดูว่าปูตินจะกดดันรัฐบาลซีเรียให้เข้ามาสู่โต๊ะเจรจาได้แค่ไหน แต่ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าเขาเริ่มหมดความอดทนกับอะสัดที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใดๆ และขึ้นอยู่กับกำลังทางอากาศของรัสเซียและการส่งกองกำลังภาคพื้นดินมาจากอิหร่านเพื่อทำให้เขาได้รับชัยชนะ
ในความเป็นจริงซีเรียไม่ต้องการการหยุดยิง จุดหมายของซีเรียคือการเอาชายแดนของตนที่อยู่ติดกับซีเรียคืนมา เข้ายึดอเล็ปโปและได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดทางตอนเหนือ ในขณะที่รัสเซียรู้สึกเบื่อหน่ายกับความใฝ่ฝันของซีเรียที่มุ่งมั่นอยู่กับเรื่องจะเอาดินแดนซีเรียทั้งหมดคืนมามากกว่าจะหาทางลงให้กับประเทศ
ปัจจุบันซีเรียและรัสเซียต่างมีอะไรที่ดูเหมือนจะไม่ลงรอยกันให้เห็นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นผลของการเจรจาตกลงกันจะออกมาในรูปใดก็ยังมองไม่เห็นชัดเจน รัสเซียไม่ต้องการรับผิดชอบกับการตัดสินใจของซีเรีย เหตุนี้ซีเรียจึงถึงคราวที่จะต้องตัดสินใจแล้วแม้ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตามในการทำให้ประเทศมีความสงบสุข
ในการตัดสินใจนี้ซีเรียยังต้องแบกรับข้อเรียกร้องว่าด้วยการปฏิรูปอีกด้วย รัสเซียต้องการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐบาลและรัฐธรรมนูญของซีเรีย ซึ่งตรงข้ามกับอะสัดที่บอกว่าสิ่งที่จะมาพูดคุยกันที่กรุงเจนีวาจะไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลแห่งเอกภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มตำแหน่งให้กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไปจนถึงรัฐบาลที่กำลังทำงานอยู่
แม้ว่าเวลานี้อะสัดจะมีความเข้มแข็งกว่าช่วงเวลาในฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา กระนั้นแม้จะอยู่ในระยะเวลาที่รัสเซียมีกองกำลังทางอากาศที่แข็งแกร่ง กองกำลังของรัฐบาลซีเรียก็ยังคงต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่บางพื้นที่ยังไม่ได้ชัยชนะเด็ดขาดเอาไว้เช่นกัน
เชื่อกันว่าการคิดถึงแรงงานในประเทศที่มีชาวซุนนีอยู่ถึงร้อยละ 70 จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่ในเรื่องของผู้เสียชีวิตและการละทิ้งบ้านเรือนไปเป็นผู้อพยพในยุโรปและในที่อื่นๆ
ซีเรียต้องการความมั่นใจจากพันธมิตรอย่างอิหร่าน จึงส่งฟัยซ็อล มิกด๊าด (Faisal Mikdad) รัฐมนตรีต่างประเทศของตนไปยังอิหร่าน
ทั้งนี้เชื่อกันโดยทั่วไปว่าซีเรียจะหันกลับมาที่อิหร่านอีกครั้งโดยหวังว่าความช่วยเหลือจากอิหร่านจะมีมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้วรัฐบาลซีเรียโอนเอียงไปทางอิหร่านจนกระทั่วพวกเขามารู้สึกตัวอีกทีว่าประเทศกำลังจะล่มสลาย แต่ปูตินก็เข้ามาช่วยได้ทันท่วงทีที่ทำให้ซีเรียกลับมาเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบฝ่ายกบฏในที่สุด และกลับมาสู่ขั้นตอนการเจรจาอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
ปูตินอ้างว่าความสำเร็จทางทหารในซีเรียคือเหตุผลในการถอนทหารกลับบ้าน ทั้งนี้การเข้าไปแทรกแซงในซีเรียทำให้ปูตินอยู่ในแถวหน้าของผู้นำในกิจการระหว่างประเทศของโลก
ความร่วมมือรัสเซีย-ซีเรีย ที่เริ่มปฏิบัติการณ์ในวันที่ 30 กันยายน ปี 2016 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมของรัสเซียกับซีเรียซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของรัสเซียในตะวันออกกลาง และป้องกันกองกำลังทางเรือของรัสเซียที่มีอยู่แห่งเดียวในตะวันออกกลางเอาไว้ วัตถุประสงค์สำคัญข้างต้นประสบความสำเร็จทั้งสองแนวทาง
การถอนทหารออกจากซีเรียถูกมองว่ารัสเซียต้องการทำตนให้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับซีเรียในการเจรจาสันติภาพและเป็นการยกระดับอำนาจของซีเรียในระดับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินชะตากรรมของผู้อื่นที่ตกอยู่ในความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี เวลานี้รัสเซียมิได้เป็นตัวแสดงในภูมิภาคเท่านั้นแต่เป็นตัวแทนประเทศต่างๆ ในระดับรัฐด้วย สำหรับบางคนการถอนทหารการรัสเซียก็เพื่อให้รัสเซียมีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศให้มากขึ้นนั่นเอง
Nikolai Petrov ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองของรัสเซียกล่าวว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่ (รัสเซีย) ถอนทหารออกมาและเป็นเรื่องดีกว่าที่จะถอนทหารออกมาจากซีเรียก่อนที่เหตุการณ์อื่นๆ จะเกิดขึ้นและก่อนที่ความเสี่ยงจะสูงมากกว่านี้ เชื่อกันว่าปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียนั้นได้ใช้เงินไปแล้ว 800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 28 พันล้านบาทแต่ความสูญเสียของมนุษย์ของทุกฝ่ายในซีเรียนั้นมีมากกว่า ทั้งนี้ทหารรัสเซียได้จบชีวิตลง 4 คน นอกจากนี้กองกำลัง IS ยังอ้างว่าเป็นผู้ระเบิดเครื่องบินที่มีผู้โดยสารรัสเซียอยู่ด้วยในอียิปต์เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2016 ทำให้ผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าวเสียชีวิตไป 224 คน
การรักษาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญของปูติน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมามากกว่า 15 ปี ทั้งนี้ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าเขาต้องการจะลงจากตำแหน่ง
ในเวลานี้ปูตินได้นำเสนอว่าผู้มีอำนาจของโลกควรที่จะมาทำงานด้วยกันด้วย “ความยุติธรรมและความเท่าเทียมเพื่อรักษาสันติภาพของโลกเอาไว้” ปูตินเชื่อว่าตัวเขาได้ทำงานมาพอเพียงแล้วเพื่อให้มั่นใจว่าอะสัดจะสานต่อได้ต่อไปและทำให้ข้อตกลงสันติภาพได้รับการขับเคลื่อนไปในทิศทางที่จะนำเอาความสงบระยะยาวมาให้ซีเรียได้







