โรฮิงญา : ชะตากรรมของคนไร้รัฐ

โรฮิงญา : ชะตากรรมของคนไร้รัฐ
ศ.ดร. จรัญ มะลูลีม
โรฮิงญามุสลิมแห่งพม่า ความขัดแย้งที่ถูกลืมและยังแก้ไขไม่ได้
อะไรคือปัจจัยที่มีส่วนต่อความขัดแย้งระหว่างโรฮิงญามุสลิมและชาวพุทธในพม่า
ทำไมโลกจึงเพิกเฉยต่อชาวโรฮิงญาพม่า
อะไรคือบทบาทของพม่า และบทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในการแก้ไขความขัดแย้งนี้
ใครคือโรฮิงญา
ชาวโรฮิงญาก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมุสลิม ซึ่งเกี่ยวข้องกับชาวเบ็งกาลี (Bengali) ที่อาศัยอยู่ในบังกลาเทศและชายแดนของรัฐยะไข่ (Rakhine) ในพม่า ประชาชนส่วนใหญ่ในรัฐอาระกันหรือยะไข่นั้นส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ รวมกันแล้วมีอยู่ 3 ล้านคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในรัฐนี้ ในขณะที่ประชาชนโรฮิงญาในพม่ามีอยู่ราวหนึ่งล้านคน
มีหลักฐานบางอย่างยืนยันว่าประชาชนชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ในบังกลาเทศและพม่าหรือเมียนมาร์มาหลายชั่วอายุคน กระนั้นทางการพม่าก็ไม่ให้การยอมรับว่าพวกเขาเป็นประชาชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศ พวกเขาถูกเรียกว่ากลุ่มผู้อพยพที่ขาดหลักฐาน
กฎหมายการเป็นพลเรือน ปี 1982 (2525) ของพม่ายอมรับ 135 เชื้อชาติแต่กลับไม่ยอมรับชาวโรฮิงญา เหตุนี้ชาวโรฮิงญาจึงไม่ได้รับการเป็นพลเมือง (Non-national) หรือไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้อาศัยที่เป็นชาวต่างชาติ
สาเหตุของความขัดแย้ง
จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์พบว่าชาวโรฮิงญามีที่มาจากการผสมกันระหว่างประชาชนท้องถิ่นตามชายฝั่งยะไข่และผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอาหรับระหว่างศตวรรษที่ 8 และ 9
ในปี 2367 หรือเมื่อ191 ปีก่อน สงครามอังกฤษ-พม่า เป็นผลให้รัฐยะไข่และรัฐ Tenasserim ถูกยึดครองโดยอังกฤษ ชาวโรฮิงญาจึงไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนทางตอนเหนือของรัฐยะไข่
อังกฤษเข้ายึดครองพม่าอย่างเบ็ดเสร็จหลังจากได้รับชัยชนะในสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 ในปี 1885 (2428) และรวมเอาอินเดียกับพม่าเข้าด้วยกัน อังกฤษเป็นผู้สนับสนุนให้มีการอพยพจากอินเดียไปพม่า รวมทั้งชาวโรฮิงญาจากเมืองจิตตากอง[1] (Chittagong) หลังจากพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ การอพยพดังกล่าวถูกพิจารณาว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
รัฐบาลทหารพม่าจึงเริ่มยกเลิกกิจการทางสังคมและการเมืองของชาวโรฮิงญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายพลเนวิน (General Newin) เข้าสู่อำนาจในปี 2506
การรณรงค์เพื่อล้างเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า “นากามิน” (Nagamin) เกิดขึ้นในปี 1978 (2521) การรณรงค์ดังกล่าวได้นำไปสู่การจับกุมเพื่อนำไปข่มขืนตามอำเภอใจ มัสญิดและหมู่บ้านถูกทำลาย ที่ดินของชาวโรฮิงญาถูกยึดครอง จากนั้นหนึ่งในสี่ของชาวโรฮิงญาได้หลบหนีไปยังบังกลาเทศ
ปฏิบัติการที่เรียกว่า ความสะอาดและชาติอันงดงามถูกขับเคลื่อนในปี 1991 (2534) เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยชาวโรฮิงญาสองแสนคนถูกทรมานและบังคับให้ไปอยู่ในบังกลาเทศจนถึงปัจจุบัน
ผลของความขัดแย้ง
ความขัดแย้งได้ระเบิดออกมาเมื่อตอนกลางปี 2012 (2555) หลังจากสตรีชาวยะไข่อายุ 27 ปี และสตรีมุสลิม 10 คน ถูกข่มขืนและฆาตกรรมในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ประชาชน 21 คนหรือมากกว่าเสียชีวิต บ้านจำนวน 1,662 หลังรวมทั้งมัสญิดถูกทำลาย ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธยะไข่ และชาวมุสลิมโรฮิงญาได้รับความสนใจเมื่อประธานาธิบดีพม่าประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐยะไข่
ชาวโรฮิงญาต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติจากคนกลุ่มอื่นๆ ในพม่า เชื่อกันว่าอองซาน ซูจีจะเป็นบุคคลผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งนี้ แต่เธอกับบอกว่าไม่รู้จักชาติพันธุ์นี้ ทั้งๆ ที่ชาวโรฮิงญาได้รับการดูแลอย่างเลวร้ายในบ้านของเธอเอง
ประธานาธิบดีเต็ง เส็ง กล่าวว่าชาวโรฮิงญาควรไปอยู่ภายใต้การดูแลของค่ายผู้ลี้ภัยที่สหประชาชาติให้การอุปถัมภ์และไปตั้งหลักแหล่งในประเทศอื่นๆ ที่จะรับพวกเขาไว้ดูแล
ปัญหาที่มาของความขัดแย้ง
สถานะตัวบุคคลของโรฮิงญากลายเป็นคนไร้รัฐ ถูกสงสัยและชาวพม่าส่วนใหญ่มีอคติต่อชาวโรฮิงญา ชาวโรฮิงญาซึ่งตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืน ถูกบังคับให้ออกนอกประเทศหรือถูกให้ทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัย หลายคนต้องจบชีวิตลงเพราะไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสมอันเนื่องมาจากข้อกำหนดเรื่องการเดินทาง
เนื่องจากไร้รัฐและได้รับการดูแลอย่างเลวร้ายในพม่า ชาวโรฮิงญาจึงถูกบังคับเยี่ยงทาสในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้งถูกบังคับให้เป็นโสเภณีสำหรับเจ้าหน้าที่และผู้ใช้แรงงาน
ตัวแสดงในความขัดแย้ง
พม่า
ความตึงเครียดในสังคมพม่ายังคงมีอยู่ต่อไป อันเนื่องมาจากการจัดการต่อชาวโรฮิงญาอย่างอธรรม พระ ผู้คนทั้งหญิงและชาย รวมทั้งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างก็เรียกร้องให้เนรเทศชาว “เบ็งกาลี” เหล่านี้ออกจากรัฐยะไข่ไปเสีย
คำสั่งนี้มาจากหลายองค์การของชาวพุทธที่ต่อต้านชาวโรฮิงญา โดยไม่ให้ชาวพุทธกระทำสิ่งต่อไปนี้กับชาวโรฮิงญา
ห้ามขาย ให้เช่า หรือจำนำทรัพย์สินของชาวพุทธต่อชาวมุสลิม
ชาวพุทธจะต้องไม่แต่งงานกับชาวมุสลิม
ชาวพุทธจะต้องซื้อของจากร้านของชาวพุทธเท่านั้น
ภายใต้ชื่อของชาวพุทธ ชาวพุทธจะต้องไม่ซื้อ ตึก บ้าน ที่ดิน สนามหรือสร้างบ้านเรือนให้ชาวมุสลิม
ชาวพุทธจำนวนมากออกมาประท้วงองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ในการเปิดสำนักงานความร่วมมือเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนต่อชาวมุสลิมและชาวพุทธในรัฐยะไข่
มีผู้คนน้อยมากที่พยายามหยุดยั้งความรุนแรงเพื่อปกป้องชาวโรฮิงญา
ปฏิกิริยาของรัฐบาลพม่าเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธ คือส่งทหารออกไปยุติความรุนแรง
จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษที่เรียกว่าคณะกรรมการไต่สวนยะไข่ เพื่อหาทางที่จะสมานฉันท์สองชุมชนหลังจากเกิดเหตุจลาจลในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 (2553)
โรฮิงญายังไม่ได้รับการเป็นพลเมืองต่อไป
ประเทศไทย (ที่ผ่านมา)
มีการจับกุมฝูงชนชาวโรฮิงญาแล้วส่งให้ตำรวจภูธรทางเหนือของภูเก็ต
ให้การดูแลด้านมนุษยธรรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะเดินทางไปประเทศอื่นๆ
บังกลาเทศ
ยอมรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจากพม่า ท่ามกลางการกดดันระหว่างประเทศ ให้การช่วยเหลือฉุกเฉินด้านอาหาร น้ำและยาแก่ชาวโรฮิงญา แต่ปฏิเสธที่จะให้ที่อยู่อาศัยในดินแดนบังกลาเทศ
มีข้อตกลงกับสหประชาชาติเพื่อดูแลผู้ลี้ภัย ใช้การทูตทั้งทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อเชิญชวนให้พม่ารับชาวโรฮิงญา กลับไป
อินโดนีเซีย
ประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอให้การชาดของอินโดนีเซียช่วยสร้างบ้านให้ชาวโรฮิงญาในพม่า
ผู้ขอการพักพิงที่มาถึงอินโดนีเซียได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยชุมชนท้องถิ่น และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของสหประชาชาติ และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อดูแลชาวโรฮิงญา ประธานาธิบดีอินโดนีเซียส่งจดหมายไปยังผู้นำพม่าเพื่อยุติความรุนแรง สภานิติบัญญัติเรียกร้องรัฐบาลพม่าให้ทำงานมากขึ้นเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงและการประหัตประหารชาวโรฮิงญา
มาเลเซีย
รัฐบาลมาเลเซียเปิดทางให้กับผู้ขอลี้ภัย เปิดทางให้หน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ เป็นเจ้าภาพในการให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญา
มาเลเซียยังไม่ได้ลงนามว่าด้วยการประชุมเพื่อผู้ลี้ภัยและพิธีสารของปี 1967 (2510) ผู้ลี้ภัยยังคงถูกถือว่าเป็นผู้อพยพที่มาที่อย่างไม่ถูกกฎหมาย
มาเลเซียมิได้ส่งผู้ลี้ภัยกลับพม่า แต่ยังคงผลักใสชาวโรฮิงญาไปสู่ประเทศไทย
สหรัฐ
เมื่อเดินทางไปพม่า ประธานาธิบดีโอบามาบอกพม่าให้หยุดยั้งความรุนแรงต่อชางโรฮิงญา ประธานาธิบดีโอบามากดดันรัฐบาลพม่าให้แก้ไขความขัดแย้ง ประกาศแผนสี่ข้อสำหรับรัฐยะไข่และพิจารณาความเป็นพลเมืองสำหรับชาวโรฮิงญาสนับสนุนรัฐบาลให้อนุญาต NGOs ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อชาวโรฮิงญา
องค์การระหว่างประเทศ
UNHCR
ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นต่อชาวโรฮิงญา เช่น อาหาร น้ำ และยา หาที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศที่สามอย่างเช่นบังกลาเทศ ออกแถลงข่าวถึงแผนฟื้นฟู และแผนการช่วยเหลือชาวยะไข่ด้วยการให้ความร่วมมือด้านมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติก็กล่าวเช่นกันว่า “ไม่ใช่งานของ UN ที่จะมาจัดที่อยู่อาศัยให้ชาวโรฮิงญา”
ASEAN
ติดต่อกับพม่าเพื่อจัดการเกี่ยวกับเรื่องมนุษยธรรม เรียกร้องชุมชนระหว่างประเทศให้มีจุดยืนที่มีประสิทธิภาพและหาขั้นตอนที่มีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของชาวโรฮิงญา ไม่อาจสนับสนุนชาวโรฮิงญาเรื่องความเป็นพลเมืองได้
“มีประเด็นอื่นๆ ที่ ASEAN ไม่อาจคาดหมายที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากว่ารัฐบาลของประเทศหนึ่งกล่าวว่า “ผู้คนเหล่านี้มิใช่พลเมือง (ของเรา) ผมก็ไม่คิดว่าบทบาทของ ASEAN จะเข้าไปถึงได้” อดีตเลขาธิการ ASEAN สุรินทร์ พิศสุวรรณ กล่าว
อุปสรรคในการแก้ไขความขัดแย้ง
รัฐบาลพม่า
เป็นผู้นำเสนอโครงการรังแกชาวโรฮิงญาอย่างเป็นระบบ รัฐให้การสนับสนุนการรังแกดังกล่าว
สภาพไร้รัฐ
รัฐบัญญัติของพม่าในปี 1582 ปิดโอกาสการเป็นพลเรือนในปี 1948 ชาวโรฮิงญาจึงไม่มีเกาะป้องกันตัวเอง กลายเป็นผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย
อุดมการณ์ชาตินิยม
คนพม่าส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าชาวโรฮิงญาเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองของประเทศพม่า
การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในทางปฏิบัติ
ถือว่าเรื่องของชาวโรฮิงญาเป็นกิจการภายใน
ความคาดหมาย
พม่ายังต้องแก้ไขปัญหานี้ไปอีกนาน
ประธานาธิบดีพม่ากล่าวว่า “หนทางเดียวที่จะแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนก็คือการขับชาวโรฮิงญาไปยังประเทศอื่นๆ หรือเข้าไปตั้งแคมป์ควบคุมดูแลโดยหน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ”
ข้อแนะนำ
เฉพาะพม่าเท่านั้นที่สามารถแก้ไขวิกฤตที่มีมาอย่างยาวนานที่รุมเร้าชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮิงญาของตนได้ หยุดการ “ผลักใส” ให้เป็นผู้ลี้ภัยจากพม่า มั่นใจว่าการบรรเทาความเดือดร้อนจะเข้าถึงได้
ถึงที่สุดแล้ว
การแก้ไขปัญหาของชาวโรฮิงญาอย่างถาวรอยู่ในมือของพม่า การไร้รัฐของชาวโรฮิงญามุสลิม เป็นประเด็นหลักของความทุกข์ยาก ว่าด้วยการให้ความเป็นพลเรือนแก่ชาวโรฮิงญา ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
ชะตากรรมของชาวโรฮิงญา
ความขัดแย้งทางศาสนาที่รุนแรงขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 2014 ที่รัฐยะไข่ซึ่งอยู่ทางใต้ของบังกลาเทศ ได้ส่งผลต่อชายแดนของบังกลาเทศที่อยู่ติดกับชาวพุทธในพม่า ซึ่งมีการปะทะกันระหว่างชาวยะไข่มุสลิมหรือโรฮิงญาบ่อยครั้ง พวกเขาถูกเรียกว่าเบ็งกาลีและไม่ถือว่าเป็นชาติพันธุ์ บังกลาเทศอยู่ในฐานะลำบากเพราะถ้าเปิดชายแดนก็จะมีการทะลักเข้ามาของชาวโรฮิงญาและต้องแบกรับผู้อพยพมากขึ้นในดินแดนที่ยากจนอยู่แล้ว
บังกลาเทศล้มเหลวที่จะให้ชาวโรฮิงญาซึ่งข้ามชายแดนมาในปี 1978 และปี 1991-1992 ราวสองแสนคนกลับบ้านเพราะพม่าปฏิเสธ
ด้วยเหตุนี้ภายใต้กฎหมายปี 1982 (2525) ชาวโรฮิงญาจึงถูกจัดเป็นคนไร้รัฐ ถูกดูแลในฐานะผู้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายในพม่า ถูกการเลือกปฏิบัติภายใต้รัฐบาลทหาร ดังนั้นจากชาติพันธุ์ 135 กลุ่มที่ได้รับการยอมรับมีแต่ชาวโรฮิงญาเท่านั้นที่ถูกปฏิเสธความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง
ในเวลานี้ประเทศอย่างบังกลาเทศทำได้ก็แค่ในเรื่องของมนุษยธรรมและสามารถดูแลชาวโรฮิงญาได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะบังกลาเทศมีประชากรถึง 160 ล้านคนไม่อาจแบกรับภาระนี้ได้[2]
องค์การในระดับภูมิภาคอย่าง ASEAN และในระดับระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ (UN) ยังช่วยชนกลุ่มน้อยพม่าได้ไม่ดีนักหรือยังช่วยหยุดยั้งการหลั่งไหลของชาวโรฮิงญาไปสู่บังกลาเทศไม่ได้
บังกลาเทศมีปัญหาระหว่างความเป็นมนุษย์ (humanity) ของชาวโรฮิงญากับสภาพความเป็นจริง (reality) ที่ได้รับ ประเทศที่ยังถูกครอบงำอยู่กับความยากจนอย่างบังกลาเทศ แบกรับการหลั่งไหลเข้ามาของชาวโรฮิงญาไม่ไหว แต่ก็ให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลชายแดนให้ความช่วยเหลือไปก่อนเท่าที่ทำได้ เมื่อคนเหล่านี้เข้าประเทศมาทางเรือ
บางคนก็บอกว่าพวกเขามาจากบังกลาเทศ ขณะที่บางคนบอกว่าพวกเขามาจากรัฐยะไข่ (Rakhine) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพม่าเอง
เต็ง เส็ง ประธานาธิบดีของพม่าคนปัจจุบัน ปี 2558 (2015) ปฏิเสธว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญา เขาบอกว่ารายงานดังกล่าว “ตบแต่งขึ้นทั้งหมด” เขาปฏิเสธว่าชาวโรฮิงญาเป็นชาวพม่า เขาเรียกชาวโรฮิงญาว่าชาวเบ็งกาลี[3] เขาถึงกับขอให้สหประชาชาติส่งชาวโรฮิงญาไปประเทศอื่นๆ เสีย แต่สหประชาชาติ ปฏิเสธข้อเสนอของเขา คำว่าชาวบังกลาเทศหรือเบ็งกาลีจึงกลายเป็นคำเรียกที่ต้องการให้เกิดข้ออ้างในการไม่ยอมรับการเป็นพลเมืองของชาวโรฮิงญา ดังนั้นเมื่อชาวโรฮิงญาปฏิเสธการเป็นชาวบังกลาเทศ พวกเขาก็ต้องทุกข์ทรมานตลอดมา
ปี 1982 (2525) ชาวโรฮิงญาถูกลบชื่อจากการเป็นพลเรือนของรัฐพม่า ซึ่งในเวลานั้นยังเรียกว่าพม่ามิใช่เมียนมาร์อย่างปัจจุบัน ถูกจำกัดเรื่องการเข้าถึงการศึกษา การบริหาร เสรีภาพในการเคลื่อนไหว และถูกริบทรัพย์สินตามอำเภอใจ[4]
โรฮิงญากว่าสองแสนคนอยู่ในบังกลาเทศอย่างคนไร้รัฐอย่างแท้จริง ปี 2014 (2557) ชาวโรฮิงญา 40 คน ถูกสังหารหมู่ในหมู่บ้าน Du Chu Yar Tan โดยคนในท้องถิ่นเดียวกัน ซึ่งสหประชาชาติให้การรับรองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงทั้งนี้มีคนอย่างน้อย 10 คน ถูกกดหัวลงในน้ำให้ตายอย่างน่าอนาถ รวมทั้งเด็กๆ ด้วย
จากนั้นก็มาพบศพอีกจำนวนมากที่มาเสียชีวิตในค่ายต่างๆ ในประเทศไทย และที่รอยต่อไทย-มาเลเซีย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นชาวโรฮิงญา
นับตั้งแต่ปี 1978 (2521) พื้นที่ของบังกลาเทศที่ติดกับพม่าทุกแหงไม่ว่าจะเป็น Tekuaf, Ukhia หรือ Cox’s Bazar ตกอยู่ภายใต้ความกดดัน เพราะพม่ามีนโยบาย “Dragon King” อันเป็นนโยบายที่มาจากทหารพม่าทำให้ชาวโรฮิงญา 300,000 คนต้องไปหาที่พักพิงในบังกลาเทศ ระหว่างปี 1978-1979 (2521-2552) สมัยที่ประธานาธิบดีฏิยา อุรเราะห์มาน (General Ziaur Rahman) เป็นประธานาธิบดีและเมื่อภรรยาของเขาอยู่ในอำนาจ ในปี 1991-1992 ก็มีการเข้ามาของชาวโรฮิงญา อันเป็นผลมาจากการปกครองที่โหดเหี้ยมต่อชาวโรฮิงญาโดยรัฐบาลทหารพม่า
พวกเขายากจน ไม่ปลอดภัย มีจำนวนนับแสนคนจึงตกเป็นเหยื่อของผู้ค้ามนุษย์ได้ง่ายดาย บางคนก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติด พรรคการเมืองบางพรรคก็ใช้ชาวโรฮิงญาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
โรฮิงญาอยู่ในรัฐยะไข่ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของบังกลาเทศในส่วนของเมืองจิตตากอง (Chittagong) ตอนนี้พวกเขาจำนวนมากถูกกักตัว ขังคุก ในเบ็งกอลตะวันตก สำหรับบางประเทศการหลั่งไหลเข้ามาของชาวโรฮิงญาถูกถือว่าเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง (Security risk) และเป็นภาวะวิกฤตทางมนุษยธรรม ซึ่งส่งกระทบไปทั่ว
ปี 1983 (2506) รัฐยะไข่มีประชากร 4 ล้าน คน มีชาติพันธุ์ 12 ชาติพันธุ์ เช่น พุทธ ยะไข่ มุสลิม ชาวโรฮิงญามีจำนวนไม่น้อยกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ และเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ 30 ปีต่อมาพวกเขาต้องเผชิญกับอนาคตที่มืดมน เพราะไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นชาวพม่าตามกฎหมายพลเรือน (Citizenship Law) พวกเขาจึงพยายามดิ้นรนออกมาจากพม่าเพราะพวกเขารู้ดีว่าหากพวกเขายังดำรงชีพต่อไปในพม่าในที่สุด พวกเขาก็คงไม่อาจหลีกหนีการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้
ในการจลาจลปี 2012 (2555) ชาวมุสลิมโรฮิงญานับพันกลายมาเป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย จำนวนมากถูกสังหารทรัพย์สินถูกปล้น อย่างไรก็ตามชาวพุทธยะไข่ก็สูญเสียมากเช่นกัน
ชาวโรฮิงญา แปดแสนคนเป็นคนไร้รัฐไม่อาจเข้าถึงการแพทย์และการศึกษาได้
นับตั้งแต่ปี 2013 (2556) เมื่อมีการหลั่งไหลของชาวโรฮิงญามากขึ้น บังกลาเทศก็ไม่อาจรองรับชาวโรฮิงญาที่ถูกไล่ล่ามากที่สุดกว่าชนกลุ่มน้อยใดๆ ในโลกได้ โดยกล่าวว่าพวกเขามิใช่ชาวบังกลาเทศ แม้บังกลาเทศจะเคยรับพวกเขามาแล้วจำนวนมากโดยการสนับสนุนของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ของสหประชาชาติก็ตาม
เวลานี้บังกลาเทศไม่พร้อมที่จะรับผู้ลี้ภัยได้อีกต่อไป และสำหรับชาวโรฮิงญาบางคนซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างพม่าที่มีชาวพุทธจำนวนมากกับบังกลาเทศซึ่งมีมุสลิมอยู่มากนั้นเขาเลือกที่จะเข้าไปที่อินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือ
พม่าจะไม่ยอมรับข้อกล่าวหาว่าเป็นที่มาแห่งปัญหา ผู้อำนวยการสำนักงานประธานาธิบดีของพม่า Zaw Htay กล่าว
มีเรือบรรทุกคนกว่า 20,000 ลำลอยอยู่กลางน้ำและมาถึงประเทศไทยอย่างหิวโหย ส่วนเรือที่ลักลอบขนคนมาขาย ทั้งกัปตันเรือและผู้ลักลอบค้ามนุษย์ต่างก็หลบหนีโดยทิ้งเรือไปเมื่อรู้ว่าจะมีการจับกุม
พวกค้ามนุษย์ที่ร่วมมือกับชาวไทย มาเลเซียได้นำเอาชาวโรฮิงญาที่หนีการประหัตประหารและบังกลาเทศที่ยากจนเข้ามาแออัดกันอยู่ในเรือ โดยชาวโรฮิงญาเหล่านั้นหวังจะมีอนาคตที่ดี
ทั้งชาวบังกลาเทศและชาวโรฮิงญาพม่ามุ่งมาที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่คนร้อยละ 60 เป็นชาวมุสลิม ทั้งนี้มาเลเซียได้รับชาวโรฮิงญาไปแล้ว 45,000 คนตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เวลานี้มาเลเซียบอกว่าไม่อาจรับภาระดังกล่าวได้ ประเทศไทยและอินโดนีเซียก็มีปฏิกิริยาคล้ายคลึงกัน
ทั้งสามประเทศมีทหารเรือของตนเองอยู่ตามชายแดนโดยมีนโยบายช่วยเหลือให้อาหาร น้ำและให้ไปอยู่ประเทศอื่นๆ ต่อไป พม่าบอกว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ ไม่มีอะไรพิสูจน์ว่าผู้อพยพเป็นชาวโรฮิงญา แม้ว่าพวกเขาบอกว่าเป็นชาวโรฮิงญาก็ตาม
ต่อมาประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการหาทางออกให้กับผู้อพยพชาวโรฮิงญาในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ปี 2018 โดยมี 15 ประเทศเข้าร่วมได้มาคุยกันถึง “ปัญหาที่เป็นรากเหง้า” อย่างแท้จริง ของการอพยพเข้ามาเป็นช่วงๆ ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมพร้อมที่จะร่วมกันแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้าและทางออกในอนาคต
ในขณะที่พม่ายังคงยืนกรานว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่คอรัปชั่นซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์
โรฮิงญากับ ASEAN
ในคำประกาศสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตราที่ 15 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปี 1948 ได้กล่าวถึง “สิทธิของพลเมืองทุกคนต่อความเป็นเชื้อชาติ (Right to Nationality) แต่สำหรับชาวโรฮิงญาแล้ว พวกเขาไม่มีความเป็นพลเมือง (Citizenship) ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างสาหัส กลายเป็นเหยื่อความอยุติธรรมทางสังคมในหลายแง่มุม ถูกตัดออกจากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ASEAN มีความมุ่งมั่นต่อการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2015 หากว่า ASEAN ไม่ให้ความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังในภูมิภาคของตนเอง ASEAN ก็จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากชุมชนระหว่างประเทศในความไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหาของ ASEAN เอง
ในความเป็นจริงมีหลายหน่วยงานในระดับโลกที่ให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาความตายอย่างเป็นกลุ่มก้อน และการทำให้หมดความเป็นมนุษย์ของชาวโรฮิงญาในพม่าในหลายแง่มุมด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจแก่พม่าซึ่งจะทำให้พฤติกรรมของพม่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือการใช้ความพยายามหรือการอนุญาตให้หน่วยงานต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่ของสหประชาชาติ (UNHCR) ได้เข้าถึงชาวโรฮิงญาอย่างเต็มที่
ชาวโรฮิงญาเกือบหนึ่งล้านคนในเวลานี้ที่มีชีวิตอยู่ในรัฐยะไข่ (Rakhine state) ในพม่าควบคู่ไปกับชายแดนของบังกลาเทศ พวกเขาจำนวนมากพยายามเดินทางทางเรือมายังประเทศไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ด้วยชีวิตที่ยามลำบากระหว่างเดินทาง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งโครงการของ UNHCR ก็ช่วยเหลือพวกเขาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ ASEAN จะต้องคำนึงคืออนาคตของชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นหนึ่งในหนทางของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง คำถามที่ ASEAN จะต้องตอบก็คือ ทำไม ASEAN จึงมิได้นำเสนอวิกฤตของชาวโรฮิงญาอย่างเป็นรูปธรรมทั้งๆ ที่การปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานสำคัญของกฎบัตร ASEAN
สำหรับ ASEAN การละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับชาวโรฮิงญานั้นยังแยกไม่ออกระหว่างประเด็นด้านความมั่นคงทางการเมืองกับประเด็นทางสังคม ASEAN จะเข้าถึงพม่าอย่างไรในการแก้ไขปัญหาของชาวโรฮิงญา
กฎบัตรของ ASEAN นั้นจะเกี่ยวข้องอยู่กับการมีภาพลักษณ์ที่ดีร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความเคารพเสรีภาพพื้นฐาน การส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม แม้ว่า ASEAN จะคงยึดมั่นอยู่ในหลักการของการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกก็ตาม แต่ปัญหาของชาวโรฮิงญาส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกในวงกว้าง ดังนั้นการร่วมกันแก้ไขปัญหาของชาวโรฮิงญาจึงเป็นปัญหาร่วมของ ASEAN เพราะ ASEAN มิได้มุ่งหวังที่จะบูรณาการทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความสำคัญในสิทธิมนุษยชนอีกด้วย ASEAN ต้องร่วมกันคิดในวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นและจะหาทางออกให้ชาวโรฮิงญาในระยะยาวอย่างไร ระหว่างการไม่เข้าแทรกแซงในกิจการภายในตามวิถีเอเชียกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน ASEAN จะทำให้เกิดความสมดุลอย่างไร ในความเป็นจริง ASEAN ไม่ควรมองเรื่องของชาวโรฮิงญาว่าเป็นประเด็นทางสังคม-วัฒนธรรมเช่นนั้น แต่ควรมองในแง่ของสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ช่วงหน้าร้อนโดยเฉพาะเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2558 (2015) จะพบว่ามีผู้อพยพจากพม่า (โรฮิงญา) และบังกลาเทศจำนวนมากถึง 1,000 คนได้รับการช่วยเหลือจากอินโดนีเซีย และถูกจับตัวเอาไว้ในมาเลเซีย
มากกว่า 1,000 คนอยู่ในเรือ ซึ่งเข้ามาจอดที่เกาะลังกาวีของมาเลเซียและอาเจะฮ์ของอินโดนีเซีย ส่วนใครเป็นโรฮิงญาพม่าใครเป็นบังกลาเทศยังสับสนอยู่ แต่ถ้าเป็นโรฮิงญาพม่าก็คือพวกที่ตกอยู่ภายใต้การเลือกปฏิบัติมาช้านานในประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ
ถึงเวลานี้ชาวโรฮิงญา หนึ่งล้านสามแสนสามหมื่นคนในพม่าถูกถือว่าเป็นผู้อยู่อาศัยที่ผิดกฎหมาย[5]
จนถึงปัจจุบันพวกเขาก็ยังมีสภาพที่เลวร้ายเช่นเคย แม้จะอยู่ในประเทศตัวเองก็ยังถูกจัดให้เป็นคนไร้ถิ่นฐาน กล่าวกันว่าชาวโรฮิงญามีข้อเลือกแค่สองอย่างคืออยู่เพื่อรอความตายหรือจะออกจากประเทศไปทางเรือเพื่อแสวงหาโลกใหม่ที่ไม่มีความแน่นอน ซึ่งบ่อยครั้งก็จบลงด้วยความตายเช่นกัน อย่างไรก็ตามพวกเขาส่วนใหญ่มุ่งจะมาที่ประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย
หน้าหนาวที่ผ่านมา (มกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2558) ชาวโรฮิงญาถึงสองหมื่นห้าพันคนออกจากประเทศโดยทางเรือ เรือนี้มีคนที่เป็นนักลักลอบขนถ่ายผู้คนอย่างผิดกฎหมายเป็นเจ้าของ
ไทยจัดว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายของผู้อพยพทางเรือ แต่การไล่ล่านักค้ามนุษย์ของไทยในเวลานี้ทำให้เป้าหมายของการเดินทางจะมุ่งไปที่อื่นๆ มากกว่า
ออง ซาน ซูจี รัฐบาลพม่าและชาวโรฮิงญา
จะมีการหลั่งเลือดมากขึ้นหากรัฐบาลพม่าไม่หยุดการกระทำต่อชาวโรฮิงญาอย่างกับที่ถูกกระทำอยู่ในเวลานี้ ปฏิบัติการณ์ที่ชาวโรฮิงญาถือเป็นการสังหารที่โหดเหี้ยมที่สุด
การสังหารชาวโรฮิงญาของรัฐบาลพม่าเมื่อสองปีที่ผ่านมา เวลานี้ไปถึงจุดที่ชาวโรฮิงญาไม่อาจทนอยู่ได้อีกต่อไป ดังได้กล่าวมาแล้วชาวโรฮิงญากำลังเผชิญอยู่กับตัวเลือกเพียงสองตัวเลือกเท่านั้น คือการคงอยู่หรือเสี่ยงที่จะถูกทำลายล้างหรือต้องหนี การหลั่งไหลออกจากประเทศของคนที่แสวงหาทีพักพิงภายนอกเป็น หนึ่งในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ปรากฏให้เห็น
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นกระบวนการที่สร้างขึ้นมายาวนานนับปี โดยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นการสังหารกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อ ภายในพม่าชาวโรฮิงญาถูกตีตราให้อยู่กับความรุนแรงซึ่งลุกลามมาเป็นทศวรรษ
ในปี 2555 (2012) โฉมหน้าการล่าสังหารได้เข้าสู่ขั้นตอนของการทำลายล้างมากขึ้น การสังหารหมู่ที่ได้รับการจัดตั้งทำให้ชาวโรฮิงญา 200 คน ต้องจบชีวิตลง บ้านเรือนนับร้อยๆ หลังถูกทำลาย ผู้คน 120,000 เข้าไปอยู่ในสิ่งที่เรียกกันว่าค่ายคุมขังในเมือง Sittwe ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐยะไข่
รัฐบาลพม่าซึ่งไม่ได้รับการท้าทายจากหัวหน้าฝ่ายค้านอย่างอองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) ได้เลือกปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาอย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสให้มีการพูดเพื่อปลุกเร้าความเกลียดชังซึ่งขยายตัวออกไป ก่อให้เกิดโรคเกลียดกลัวอิสลาม (islamophbia) และสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ก่อความรุนแรง
ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2013 กับ มิชอัล ฮูเซน (Mishal Husain) อองซาน ซูจี อ้างว่าความรุนแรงในปี 2012 มิได้เป็นการฆ่าล้างผ่าพันธุ์ (ethnic cleansing) แต่เป็นผลผลิตของ “ความหวาดกลัวสองฝ่าย” มิใช่ความกลัวจากฝ่ายมุสลิมอย่างเดียว แต่เป็นความหวาดกลัวของชาวพุทธด้วยเช่นกัน ชาวมุสลิมตกเป็นเหยื่อ แต่ชาวพุทธก็ตกอยู่ในความรุนแรง”
ชาวโรฮิงญาในเวลานี้ต้องเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างหนักหน่วง นักวิชาการอย่าง Daniel Feiredtein กล่าวถึงการสังหารชาวโรฮิงญาว่าเป็นการสร้าง “ความอ่อนแออย่างเป็นระบบ” เป็นขั้นตอนการทำลายล้าง พวกที่มิได้หนีออกจากประเทศก็ต้องทุกข์ทนจากการอยู่ในภาวะทุโภชนาการและอดอยากมีความป่วยไข้ทั้งจิตใจและร่างกาย ถูกห้ามมิให้การเคลื่อนไหว ห้ามมิให้มีการศึกษา แต่งงาน การถือกำเนิด การดำรงชีวิต รวมทั้งการคุกคามให้เกิดความรุนแรงและคอรัปชั่น
ชาวโรฮิงญาถูกทำให้มีความอ่อนแอทั้งทางร่างกายและจิตใจ ถูกบีบให้ไปอยู่ในชุมชนที่แตกสลายและเกียรติยศของมนุษย์ถูกปฏิเสธ การดูแลสุขภาพฉุกเฉินและข้อกำหนดว่าด้วยการช่วยเหลือก็ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ชุมชนชาวโรฮิงญาอ่อนแอลงอย่างเป็นระบบ
ชะตากรรมของชาวโรฮิงญาที่ต้องรอนแรมอยู่บนเรือในทะเลอันดามัน ได้ถูกถ่ายทอดออกไปทั่วโลก เวลานี้มีคำถามที่ถูกถามว่าทำไมอองซานซูจี จึงยังคงเงียบกริบอย่างน่าสงสัย
ลัทธิการเลือกตั้งคือส่วนหนึ่งในคำตอบของอองซาน ซูจี อองซาน ซูจีได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองผู้มีความใฝ่ฝัน ซึ่งเธอคิดว่าวันหนึ่งเธอจะเป็นผู้ปกครองพม่า ประชาชนชาวโรฮิงญานั้นไม่มีเขตเลือกตั้งที่จะไปลงคะแนน ทั้งนี้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปีนี้ (2558) ชาวโรฮิงญาไม่มีอำนาจในการเลือกตั้งแต่อย่างใด
เป็นเรื่องจริงที่ว่าหากอองซาน ซูจี ออกมาพูดถึงการสังหารชาวโรฮิงญาก็เท่ากับการทำให้คะแนนเลือกตั้งของเธอสูญเสียไปในหมู่ชาวพุทธพม่าที่เป็นคนส่วนใหญ่
ในเดือนธันวาคม ปี 2014 มีรายงานอยู่ใน Washington Post ว่าเธอได้กล่าวว่า ดิฉันมิได้นิ่งเฉยอันเนื่องมาจากการคาดคำนวณทางการเมือง ดิฉันนิ่งเฉยเพราะว่าถ้าหากดิฉันยืนอยู่เคียงข้างฝ่ายใดด้วยก็จะมีการหลั่งเลือดมากขึ้น หากว่าดิฉันพูดถึงสิทธิมนุษยชนพวกเขา (โรฮิงญา) ก็จะเป็นผู้ทุกข์ทรมานฝ่ายเดียว จะไม่มีการหลั่งเลือดมากกว่านี้
หากมีการคาดคำนวณทางการเมืองชาวโรฮิงญาก็จะเป็นผู้ที่ถูกทำลายอย่างเสรี มีแต่เลือดและจะมีการหลั่งเลือดมากขึ้น หากรัฐบาลพม่าไม่ยอมหยุดการกระทำของตน หากว่าเรารอให้อองซานซูจีออกมาพูดต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ก็จะไม่มีชาวโรฮิงญาเหลืออยู่อีกต่อไป
กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วชาวโรฮิงญาคือคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่อยู่ในพม่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐยะไข่ และอยู่ที่นี่มาชั่วอายุคน หลายคนอาจเป็นคนพื้นเมืองของพม่าซึ่งอยู่มาหลายศตวรรษก่อน บางคนอาจมายังพม่าอันเนื่องมาจากการปกครองอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1800
นอกเหนือจากอยู่ในพม่ามาชั่วอายุคนแล้ว พวกเขาต้องทุกข์ทรมานในฐานะคนไร้รัฐ (Stateless people) พลวัตรทางการเมืองในพม่า เกือบจะทำให้การมอบความเป็นพลเมืองแก่พวกเขาเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย นอกเหนือไปจากความขัดแย้งและการคุกคามที่ขยายตัวออกเป็นความรุนแรงมากขึ้นทุกที
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าไม่ใช่ว่ารัฐบาลพม่าจะไม่พยายามให้ความเป็นพลเมืองแก่ชาวโรฮิงญา รัฐบาลได้พยายามแล้วแต่มีกลุ่มที่ต่อต้านการให้ความเป็นพลเมืองแก่ชาวโรฮิงญา ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ทำให้ปัญหานี้ขยายตัวออกไป
กลุ่มที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นผู้ผลักใสชาวโรฮิงญาออกจากบ้านในพม่าสู่ท้องทะเล โดยไม่ได้มีการรายงานว่ากลุ่มนี้เป็นปัญหาของวิกฤตการณ์แต่อย่างใดก็คือกลุ่มของผู้ที่ติดตามและสนับสนุนอองซาน ซูจี ผู้ที่ตะวันตกให้การอุปถัมภ์ในฐานะนักบุญแห่งประชาธิปไตยนั่นเอง
บทบาทของพระพม่า
อะซิน วีระฑู คือพระของพม่าที่ตะวันตกขนานนามว่าเป็น “พุทธ บิน ลาดิน” หรือบินลาดินแห่งพม่า (Burmese Bin Ladin) โทมัสฟุลเลอร์ แห่งนิวยอร์ก ไทม์ บอกว่า ชื่อดังกล่าวนั้นพระวีระฑูไม่ได้ยอมรับและไม่ได้ปฏิเสธ เขาบอกแก่ผู้สื่อข่าวว่า “ฉันภูมิใจที่ถูกเรียกว่าเป็นคนพุทธหัวรุนแรง”
เขาเป็นผู้มี “บทบาทหลัก” ด้วยคำสอนแหงความเกลียดชัง เพื่อสร้างสภาวะ “อิสลาโมโฟเปีย” คือความความหวาดระแวงต่ออิสลามในพม่า
การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ชาวโรฮิงญา เหมือนตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของชุมชนที่เป็นปฏิปักษ์ ซึ่งสามารถถูกปลุกระดมให้ก่อเหตุรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่ง “ทำไมคนเหล่านี้ต้องหลบหนีออกมาในเรืออย่างนั้น ทำไมต้องตัดสินใจเสี่ยงกับความตายแน่ชัดในระดับหนึ่งกลางทะเลหลวง คำตอบก็เพราะสิ่งที่พวกเขามีอยู่รอบตัว เมื่อบวกกับอนาคตทีไรความหวัง เลวร้ายกว่าการเสี่ยงตายที่ว่านั้นมากนัก”[6]
บทความเรื่อง บินลาดิน พม่า : หรือว่าวีระฑู พระชาวพุทธอยู่เบื้องหลังความรุนแรงในพม่า”[7] ได้อธิบายถึงบทบาทของพระวีระฑูโดยละเอียดว่า
วีระฑูมีบทบาทสำคัญในการปลุกเร้าความตึงเครียดในชานเมืองย่างกุ้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ด้วยการขยายข่าวลือที่ไม่เป็นจริงว่าโรงเรียนได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นมัสญิด ตามรายงานที่มาจากเสียงประชาธิปไตยของพม่า (Democratic voice of Burma) ม๊อบชาวพุทธที่โกรธเคือง 300 คนได้เข้าโจมตี โรงเรียนและธุรกิจท้องถิ่นในกรุงย่างกุ้ง
พระซึ่งพูดถึงตัวเองว่าเป็นบินลาดินแห่งพม่ากล่าวว่าความเป็นคนหัวรุนแรงของเขานั้น “มีความสำคัญที่จะเผชิญกับการขยายตัวที่ก้าวร้าวโดยชาวมุสลิม”
พระวีระฑูเคยถูกจับกุมในปี 2003 ในข้อหาแจกใบปลิวต่อต้านชาวมุสลิมและปลุกเร้าให้เกิดการโต้แย้งในกิจการภายในเพื่อต่อต้านอิสลาม รวมทั้งเรียกชาวโรฮิงญาว่า “กาลา” อันเป็นคำดูหมิ่นผู้สืบเชื้อสายมุสลิมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะต้องขับไล่ออกจากพม่า นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ที่พัวพันอยู่กับการปะทะกันของศาสนาในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งมีประชาชนนับโหลต้องตายลง ตามรายงานของท้องถิ่นต่างๆ อีกด้วย
ในทุกๆ ด้าน พระวีระฑูเป็นผู้นำม็อบที่ก่อความรุนแรง ซึ่งผู้คนนับพันต้องเสียชีวิตและก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม ซึ่งค่อยๆ ปิดล้อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ทั้งหมด พระวีระฑูถูกนับว่าผู้สนับสนุนอองซาน ซูจีคนสำคัญที่สุดและถูกนับเนื่องว่าอยู่ในระดับผู้ตัดสินใจที่มาจากพรรคการเมืองของอองซาน ซูจี
นอกเหนือไปจากพระวีระฑูก็มี “พระรูปอื่นๆ” ที่ออกมาตามท้องถนนเพื่อร่วมกับการปฏิวัติสีหญ้าฝรั่น (Saffron Revolution) อันเป็นการต่อต้านรัฐบาลที่เต็มไปด้วยการนองเลือดเพื่อสนับสนุนอองซาน ซูจี ในรายงานของ Human Rights Watch ภายใต้ชื่อ “ศาสนาพุทธและกิจกรรมนิยมในพม่า”[8] ได้กล่าวถึงการสนับสนุนกระบวนการของอองซาน ซูจี โดยองค์การเหล่านี้ รวมทั้งองค์การที่ชื่อว่าสหพันธ์พระหนุ่ม[9] ซึ่งในเวลานี้เป็นผู้นำในการสร้างความรุนแรงและเรียกร้องให้มีการชำระล้างพม่าด้วยการต่อต้านชาวโรฮิงญา
บทความใน Independent ของอังกฤษรายงานว่าพระของพม่าเรียกร้องชุมชนมุสลิมให้หลีกหนีออกไปจากพม่าเสีย สมาคมพระหนุ่ม เรียกร้องประชาชนไม่ให้สมาคมกับคนชาติพันธุ์โรฮิงญาและพยายามหยุดยั้งการช่วยเหลือด้านมนุษยชนมิให้เข้ามาถึงค่ายพักชาวโรฮิงญา ซึ่งสร้างขึ้นหลังจากพวกเขาถูกขับออกไปจากบ้านเกิดของตัวเองด้วยความรุนแรง Independent ได้พูดถึงการเรียกร้องให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่าเป็นการกระทำของผู้นำของกลุ่มที่มีชื่อว่า Generation Students group ซึ่งเป็นกลุ่มที่ที่หนุน อองซาน ซูจี
โรฮิงญากับการเมืองพม่า
ภาพของพม่าเป็นภาพที่ผสมผสานกันหลังจากสามปีของการปฏิรูป และการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนต่อไปจะเป็นกุญแจสำคัญว่าพม่าจะบ่ายหน้าไปในทิศทางใด
จากการสำรวจของ International Republican พบว่าร้อยละ 88 ของประชาชนให้การตอบรับว่าประเทศมาถูกทางแล้ว ทั้งนี้พม่ามีการสร้างถนนหลายสายสะพานหลายแห่งและสภาพเศรษฐกิจที่มีการพัฒนามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม พม่าก็มีปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของหน่วยข่าวต่างๆ พบว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 237 คน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2012 และมีคนพลัดถิ่นถึง 140,000 คน จำนวนมากของพวกเขาอยู่ในรัฐยะไข่
มีการขยายตัวของความเป็นชาตินิยมทางศาสนาพุทธอย่างสุดขั้ว (ultra-Buddhist nationalism) แม้ว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ระบอบรัฐสภาและจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 ก็ตาม นักการเมืองที่ต้องการคะแนนเสียงจึงให้ความสนใจที่จะหาทางแก้ไขความขัดแย้งของกลุ่มชนต่างศาสนาน้อยมาก เหมือนกับที่ The Economist บอกถึงพม่าในช่วงเวลานี้ว่ากำลังอยู่ใน “ช่วงอันตราย”
การเมืองพม่าจะเป็นไปในทิศทางใด คำตอบจะปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อรู้ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่า ซึ่งขณะที่มีอยู่ 4 คนที่น่าจะเป็นคู่แข่งขันระหว่างกันซึ่งก็ได้แก่ อองซาน ซูจี (หากว่ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ประธานรัฐสภา Thura Shwe Mann และอีกสองคนที่ยังไม่ประกาศตัว ซึ่งได้แก่ประธานาธิบดี เต็ง เส็ง และผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือ Aung Hlaing ข้อเลือกของชาติจะขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งทั่วไป และความพยายามของแต่ละพรรคการเมืองที่ทำงานร่วมกับทหาร พรรคฝ่ายค้านหลักอย่างสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ (NLD) ได้รับการคาดหมายว่าจะทำได้ดีกว่า
โรฮิงญากับสิทธิมนุษยชน
กรณีของชาวโรฮิงญาถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติแห่งยุคสมัย เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
แม้ว่าจะมีการประกาศสิทธิมนุษยชนสากล (Universal Declaration of Human Rights) หรือ UDHR เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคนในหมู่ประชาคมโลกมายาวนานกว่า 60 ปี แต่การประหัตประหารผู้คนบนพื้นฐานของชาติพันธุ์ก็ยังดำเนินต่อไป คำประกาศดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ
มนุษย์ทุกคนเกิดมามีเสรีภาพและความเท่าเทียมในด้านของศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งได้ประกาศเอาไว้ในคำประกาศดังกล่าวโดยไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ในทางเผ่าพันธุ์ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดทางการเมืองหรืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ พื้นฐานทางสังคม การเกิดหรือสถานะอื่นใด ทุกคนมีสิทธิต่อการมีสัญชาติ ไม่มีใครจะถูกทำให้ขาดความเป็นสัญชาติหรือปฏิเสธการเปลี่ยนสัญชาติได้
การที่รัฐบาลพม่า ซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติปฏิเสธสิทธิการเป็นพลเมืองของชาวโรฮิงญา จึงถือเป็นการกระทำที่น่าหวาดหวั่น
ชาวโรฮิงญาถูกตัดออกจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ จำนวน 135 ชาติพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางไปสู่ทุกรูปแบบของการเลือกปฏิบัติ กฎหมายปี 1982 เปลี่ยนคำว่าชาวอาระกัน (Arakanese) เป็นยะไข่ (Rakhines) มีผลต่อการตัดชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาแห่งอาระกับจากการมีส่วนร่วมในสถานะของความเป็นชาติ
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยมเป็นระบบได้ผลักดันชาวโรฮิงญาสู่ท้องทะเล จากบ้านที่พวกเขามีสิทธิอย่างถูกต้อง มารอนแรมอยู่นอกประเทศ เป็นวิกฤตมนุษยธรรมให้ชาติต่างๆ ต้องมาแบกรับภาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนบ้านของพม่าอย่างประเทศไทยได้รับการวิพากษ์จากตะวันตกอย่างเปิดเผย เมื่อวิกฤตนี้ยังคงดำรงต่อไป และยิ่งมีความหนักหน่วงขึ้นในเวลานี้ เมื่อประเทศเกิดการรัฐประหารในปี 2014[10] แต่ก็เป็นที่กระจ่างชัดว่าที่มาของปัญหานั้นอยู่ที่พม่าและโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงได้ถูกนำมาใช้สำหรับผู้ก่อคดีอาญาต่อชาวโรฮิงญาที่อยู่ในพม่าเอง
ไม่ว่าเพื่อนบ้านพม่าจะยืนกรานช่วยเหลือชาวโรฮิงญาที่ถูกขับออกมาจากบ้านพวกเขาอย่างไรก็ตาม หากว่าความรุนแรงในการผลักใสพวกเขาออกมานอกประเทศไม่หยุดลง วิกฤตมนุษยชนก็จะดำรงอยู่ต่อไป
ชาวโรฮิงญามิใช่คนไร้รัฐ พวกเขามิใช่ประชาชนชาวเรือ มิใช่พวก “ไม่มีบ้าน” บ้านของพวกเขาคือพม่า อาชญากรรม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างคลั่งไคล้ได้ผลักใสชาวโรฮิงญาจากบ้านเกิดของพวกเขาเอง
ชาวโรฮิงญาถูกดูแลราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้อพยพเข้ามาในพม่านับตั้งแต่อังกฤษได้ผนวกรัฐอาระกับเมื่อปี 1826 หลังจากเกิดสงครามอังกฤษพม่าแห่งปี 1824 ถึงปี 1826 อย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มีหลักฐานยืนยันทางประวัติศาสตร์ว่าชาวโรฮิงญาอยู่ในรัฐอาระกันมาช้านาน
รัฐธรรมนูญของรัฐอาระกันได้กำหนดเอาไว้ว่าความเป็นพลเมืองของอาระกันจะได้รับการพิจารณาจากกฎหมายที่ได้กำหนดขึ้น พลเมืองของชาวอาระกันจะรู้จักกับในนามชาวอาระกัน (Arakanese) พุทธศาสนาจะเป็นศาสนาประจำรัฐ เฉพาะคนสัญชาติอาระกันเท่านั้นที่มีสิทธิที่จะมีที่ดินของตนเองได้ ในเมื่อชาวโรฮิงญาถูกนับเนื่องเป็นชาวอาระกันเบ็งกาลี (Arakan Bengalis) พวกเขาจึงต้องตกเป็นประชาชนชั้นสอง ซึ่งไม่มีสิทธิที่จะเปิดสำนักงานหรือเป็นเจ้าของที่ดินได้
นับเป็นนโยบายการเลือกปฏิบัติที่มุ่งจะตัดความเป็นชาติพันธุ์ของชาวโรฮิงญาออกไปและผลักชาวโรฮิงญาให้เป็นคนชายขอบ ซึ่งถูกเรียกว่ากุลาหรือกาลาเช่นเดียวกันที่ชาวแอฟริกาอเมริกัน (Afro-Americans) ได้รับในสหรัฐ ซึ่งคนเหล่านั้นถูกเรียกว่า Black Niggers พวกเขาถูกมองว่าเป็นไวรัส ซึ่งถ้าปล่อยให้เติบโตก็จะเข้าปกครองประเทศ มีคำพูดจากชาวยะไข่ผู้ต่อต้านชาวโรฮิงญาหลายคนที่แสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาอย่างไร้มนุษยธรรม[11]
ภาคผนวก (1)
High time for Asean to step up, Jaran Says
ชาติต่างๆ ในเอเชียต้องทำงานเพื่อแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาร่วมกันในขณะที่กดดันพม่าให้แก้ปัญหาที่รากเหง้าของมัน เนื่องจากเวลานี้ได้ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค นักวิชาการกล่าวเมื่อวานนี้
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยและอีก 9 สมาชิกของชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรให้เกิดความสมดุลระหว่างหลักการของการไม่เข้าไปก้าวก่ายและประเด็นสิทธิมนุษยชน จรัญ มะลูลีม หัวหน้าสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว
“เราต้องหาทางออก อาเซียนสามารถให้โอกาสทางเศรษฐกิจหรือการศึกษาต่อผู้อพยพเพื่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาว” เขากล่าว เป็นความจำเป็นสำหรับอาเซียนที่จะรักษาหลักการประชาชนเป็นศูนย์กลางเอาไว้เมื่ออาเซียนกำลังก้าวสู่การกลายเป็นประชาคมอาเซียน (Asean Community)
จรัญ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่าพม่าเป็นตัวแสดงเดียวที่จะทำให้วิกฤตยุติลงได้” อาเซียนไม่อาจแก้ประเด็นปัญหาโรฮิงญาได้จนกว่าพม่าจะเข้ามาร่วมแก้ไขและมีบทบาทนำ” เขากล่าว
สมาชิกอาเซียนได้ตกลงร่วมกันได้ในหลายๆ ประเด็น รวมทั้งการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนทั่วทั้งภูมิภาค แต่ปัญหาชาวโรฮิงญาได้แสดงให้เห็นว่ามีงานอีกมากที่ต้องทำ จรัญกล่าว
ชาวโรฮิงญาไม่ควรถูกพิจารณาว่าเป็นคนไร้รัฐ ไร้บ้านหรือเป็นประชาชนชาวเรือ แต่เป็นประชาชนชาวพม่า เขากล่าว
เขากล่าวว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงในพม่าจะทำให้นักการเมืองอย่างออง ซาน ซูจี (Aung San Suer Ji) ไม่มีเสียงในเรื่องโรฮิงญา
“ในการเลือกตั้ง เธอกลัวการสูญเสียผู้สนับสนุนการลงคะแนนเสียงจากประเทศที่มีชาวพุทธเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากเธอพูดถึงชะตากรรมของชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นชาวมุสลิมส่วนน้อย” จรัญ กล่าว
แม้ว่ารัฐบาลพม่าและพรรคฝ่ายค้านสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) จะมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองพรรคการเมืองต่างก็เงียบกริบในปัญหานี้ จรัญ กล่าว
การเลือกตั้งในพม่ามีกำหนดการว่าจะมีขึ้นในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนปีนี้[12]
ภาคผนวก (2)
วิกฤติโรฮิงญา : ความท้าทายพม่า วิถีการเมืองกับสิทธิมนุษยชน
นักวิชาการที่ศึกษาชีวิตมุสลิมและอาหรับชี้ไปที่พม่า คือ “ผู้แก้วิกฤติโรฮิงญา” หากไร้ประเทศต้นทางยากที่จะแก้ปัญหาได้โดยง่าย เนื่องจากปัญหาความยากจนที่ดำเนินมาเนิ่นนาน กดดันให้พวกเขาต้องอพยพ แต่กลับถูกกระแสความหวาดระแวง ซ้ำเติม ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งน่าจะมีความเปลี่ยนแปลง
ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมุสลิมศึกษาและโลกอาหรับชี้ว่า ประเทศพม่าเท่านั้นที่จะเป็นผู้แก้วิกฤติชาวโรฮิงญา
เขาบอกว่าเท่าที่ดูท่าทีของพม่ามีความชัดเจนที่แสดงออกถึงการไม่ยอมรับว่าชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศ และไม่ต้องการให้ประเทศต่างๆ กดดัน โดยเฉพาะบนเวทีการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า จึงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ
สำหรับการไม่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศสมาชิกอาเซียน ถือเป็นธรรมเนียมที่อาเซียนปฏิบัติสืบเนื่องกันจนเป็นวิถีเอเชีย (Asian Value) แตกต่างจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีสภาพเหนือรัฐ คือข้อกำหนดหรือมติต่างๆ ของอียู จะขัดต่อกฎหมายประเทศใดก็ตามแต่ก็ยังยึดมติหรือข้อกำหนดของอียู ขณะที่การรวมกลุ่มของชาติอาเซียนยังไม่ถึงขั้นนั้น
“ถือเป็นความท้าทายของอาเซียนที่ต้องการหาความสมดุลระหว่างวิถีของอาเซียนกับหลักสิทธิมนุษยชน”
นักวิชาการรัฐศาสตร์ผู้นี้ ได้ลำดับท่าทีของประเทศต่างๆ ว่าเริ่มต้นที่ประเทศตุรกี ชาติมุสลิมที่เคยมีบทบาทในองค์กรความร่วมมืออิสลามหรือโอไอซี (Organisation of Islamic Cooperation) เคยมีความพยายามเสนอความช่วยเหลือ แม้จะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือชาวโรฮิงญาโดยตรงแต่ก็ถูกรัฐบาลพม่าปฏิเสธ
ส่วนประเทศบังกลาเทศเคยรับผู้อพยพชาวโรฮิงญามาแล้วกว่า 2 แสนคนในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ประเทศนี้ก็ไม่ได้เป็นจุดหมายของชาวโรฮิงญา เพราะทราบกันดีว่าประเทศแห่งนี้มีความทุกข์ยากจากภัยธรรมชาติมากมาย
ขณะที่ประเทศบรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซียนั้น อาจารย์จรัญ ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นมุสลิมประเทศเหล่านี้ เคยแสดงท่าทีเปิดทางให้ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ยังพบการผลักดันเรือผู้อพยพออกนอกประเทศซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นกับชาติมุสลิมด้วยกันที่มีท่าทีพลิกผันเช่นนี้
“แม้แต่คนไทยที่มีจิตสำนึกด้านมนุษยธรรมสูงมากชาติหนึ่งของโลก เคยบริจาคเงินสิ่งของมากมาย เพื่อช่วยเหลือชนชาติต่างๆ ที่ประสบภัยพิบัติมาแล้วทั่วโลก เคยรับผู้อพยพหนีภัยสงครามเวียดนาม หรือแม้กระทั่งพี่น้องมุสลิมภาคใต้ ล้วนแสดงออกถึงความมีน้ำใจที่ไม่เคยเหือดหาย แต่สำหรับมุสลิมชาวโรฮิงญา ท่าทีกลับแตกต่างออกไป”
ปัญหาที่เกิดกับชาวโรฮิงญานั้นดำเนินมาอย่างยาวนานคู่กับประเทศนี้ จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางชาติพันธุ์ที่สืบเชื้อสายจากประชาชนพม่าในรัฐยะไข่กับชาวอาหรับที่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 และ 9 ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายมากับกองทัพอังกฤษในช่วงทำสงครามโรฮิงญาในประเทศพม่าปัจจุบัน อยู่ในสถานะคนไร้รัฐ ถูกตัดขาดทางสังคม การเมือง การศึกษา ไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข ทั้งจากรัฐบาลและชนในชาติ ถูกข่มขืน รวมถึงการบังคับให้หญิงสาวชาวโรฮิงญาค้าประเวณี ซึ่งสร้างความขื่นขมให้กับครอบครัวมุสลิมอย่างรุนแรง แต่เรื่องราวต่างๆ มักไม่เป็นที่รับรู้ของสังคมโลก
“ประเด็นหลัก คือความทุกข์ยากของชาวโรฮิงญาเท่านั้น ทางเลือกจึงมีเพียงว่า อยู่ต่อเพื่อรอความตายหรือเสี่ยงไปตายกลางทะเล แต่ถ้ารอดพวกเขาอาจมีชีวิตที่ดีขึ้น”
ขณะที่สถานการณ์ในประเทศพม่า ศ.จรัญ ระบุว่ามีเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นในการต่อต้านการยอมรับชาวโรฮิงญา คือคนในชาติพม่าทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นนางออง ซาน ซูจี ที่ปฏิเสธการยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของพม่า พระที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองพม่า หรือแม้แต่ปัญญาชนก็ยังออกมาต่อต้านอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ผมเคยวิเคราะห์ว่า เพราะความไม่สวยไม่หล่อของชาวโรฮิงญา จะเป็นสาเหตุของการถูกเมินจากชนชาติต่างๆ แต่เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสความหวาดกลัวอิสลาม หรืออิสลาโมโฟเบีย (Islamophobia) อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ 9/11 เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 และปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศพม่า”
ศ.จรัญ ยกกรณีของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะฝ่ายค้าน ที่กำลังลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้า ซึ่งค่อนข้างจะมีความแน่นอนแล้วว่า ตัวแทนที่ลงสมัครในนามพรรคฝ่ายค้านนี้จะมีสัดส่วนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏรไม่ถึง 40% จนอาจต้องเข้าร่วมจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสม และมีผลทำให้เธอไม่สามารถเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น
แต่ด้วยกระแสต่อต้านชาวโรฮิงญาจากประชาชนในทุกชนชั้น ทำให้ในช่วงการเลือกตั้งนี้ เธอจึงไม่สามารถแสดงออกได้อย่างชัดเจนจนถึงการยอมรับชาวโรฮิงญา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงของเธอนั่นเอง
ขณะนี้มีการคาดการณ์ถึงตัวผู้แข่งขันว่ามีจำนวน 4 รายด้วยกัน ประกอบด้วย
- นางออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi)
- ทรูร่า เชว์ มานน์ (Thura Shwe Mann)
- นายพลเต็ง เส่ง (Aung Min Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
นักวิชาการรัฐศาสตร์อย่างอาจารย์จรัญ สรุปการวิเคราะห์เบื้องต้นว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะกำหนดให้ประเทศพม่าหันหน้าไปในทิศทางใด และทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญา กลายเป็น “ช่วงหยุดนิ่ง ก่อนเกิดพายุลูกใหม่”[13]
ภาคผนวก (3)
ผู้คนที่ไม่มีทางจะไป
ชะตากรรมของโรฮิงญา
มีผู้คนมากกว่า 50 ล้านคนที่เป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยในโลกเราทุกวันนี้ มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง กระนั้นก็มีไม่กี่คนที่มีชีวิตรอดมาจากการเดินทางอันน่าหวาดหวั่นที่จะทนได้อย่างอะตาฮุรเราะห์มาน
เป็นเวลาสามเดือนครึ่งที่เขาล่องเรือข้ามอ่าวเบ็งกอล ซึ่งแยกอินเดียออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปยังทะเลอันดามัน (Andaman Sea) ซึ่งอาจพูดได้ว่าเป็นการค้าทาสสมัยใหม่ (a modern-day slaveship) โดยเรือที่ถูกปรับแต่งขึ้นมาโดยพวกค้ามนุษย์ ซึ่งนำเอาคนกว่า 400 คนมาอัดแน่นรวมกัน บ่อยครั้งพวกเขานั่งลงโดยมือทั้งสองข้างยันหัวเขาที่เคลื่อนไปมาเอาไว้ อาหารสองมื้อทุกวัน ถูกจำกัดด้วยธัญพืชจำนวนหนึ่ง และน้ำอีกอึกสองอึก สองเดือนของการเดินทาง กัปตันและคนถือปืนที่พร้อมจะยิงได้ทิ้งเรือไป ปล่อยให้ผู้อยู่ในเรือเผชิญชะตากรรมของพวกเขาเอง อาหารหรือแม้แต่เมล็ดข้าวที่ยังไม่ได้หุงได้หมดลงแล้ว
จากนั้นก็เริ่มต้นอย่างที่องค์การเพื่อการอพยพ (Organization for Migration) กล่าวถึงพวกเขาว่าเป็น “ปิงปองทะเลกับชีวิตมนุษย์” ที่มีความกระหายที่จะเอาเรือเขาไปจอดในมาเลเซีย ผู้อพยพเป็นชาติพันธุ์โรฮิงญาจากพม่า ซึ่งหลบหนีการประหัตประหารและชาวบังกลาเทศซึ่งหลีกหนีความยากจนมาเพื่อมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งที่เป็นป่าทึบ แต่กองกำลังทางทะเลของมาเลเซีย ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลได้สั่งให้ปฏิเสธผู้พักพิงในเรือดังกล่าว ด้วยการผลักดันเรือให้ไปทางเหนือของไทย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยหยุดเครื่องยนต์ของเรือลงและโยนอาหารและน้ำจำนวนหนึ่งให้ผู้โดยสาร ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้พวกผู้อพยพได้ดื่มปัสสาวะตัวเองแล้วจากนั้นพวกก็เขาลากเรือกลับสู่น่านน้ำสากล ไม่ต้องการทำอะไรกับคาร์โกมนุษย์ที่ผิดหวัง มีวงจรที่ได้ซ้ำรอยตัวของมันเองกลับไปมาเลเซีย กลับไปประเทศไทยแล้ว กลับไปมาเลเซีย ในท้ายที่สุดเฮลิคอปเตอร์ของอินโดนีเซียก็บินวนอยู่ข้างบน แม้ว่าทหารเรือของประเทศนั้นได้หยุดยั้งเรือเอาไว้เช่นกัน สามประเทศปฏิเสธผู้คนในเรือที่เต็มไปด้วยความอดอยากกระหายน้ำ นับเป็นโศกนาฏกรรมด้านสิทธิมนุษยชนทางน้ำที่แท้จริง
เมื่อวันที่ 20 เดือนพฤษภาคมเรือของผู้อพยพก็เคลื่อนสู่อาเจะฮ์ จังหวัดหนึ่งของอินโดนีเซียตอนบนสุดทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา ในที่สุดที่นั่นชาวประมงท้องถิ่นได้นำผู้โดยสารในเรือไปสู่ความปลอดภัย หลังวันที่พวกเขาได้จอดเรือแล้วอะตะฮุรเราะห์มาน ซึ่งเป็นชาวโรฮิงญาได้เดินผ่านค่ายพักพิงชั่วคราว ซึ่งจัดให้โดยเจ้าหน้าที่อาเจะฮ์อย่างตื่นตะลึง สตรีและเด็กเขามารวมตัวอยู่ที่ค่ายพักซึ่งถูกทิ้งเอาไว้ กำแพงชั่วคราวของพวกเขาสูงเสียดอากาศ ผู้ชายอยู่กันระเกะระกะใต้กำแพง เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พยายามที่จะช่วยคนป่วยให้มีอาการดีขึ้น รวมทั้งผู้ที่เดินกะโพลกกะเพลก เนื่องจากท้องบวม เพราะทุโภชนาการ อย่างน้อยอีก 10 คนเสียชีวิตระหว่างเดินทางและถูกโยนออกมาจากลำเรือ อตาฮุรเราะห์มานผู้ที่รอดชีวิตมาจากความปวดร้าว กล่าวว่า “เราคิดว่าเราจะตายในทะเลเสียแล้ว”
ไร้บ้าน
หากว่าบุคคลที่หมดความหวังอย่างอะตาฮุรเราะห์มานทั่วโลกต้องสร้างประเทศของตนเองขึ้นมา พวกเขาจะกลายเป็นชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 29 ของโลก มีขนาดเท่าเกาหลีใต้ การเพิ่มขึ้นของผู้ลี้ภัยนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีเรีย สาธารณรัฐแอฟริกากลางและซูดานใต้ รวมทั้งที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้อพยพราว 1,800 คน จากแอฟริกาและตะวันออกกลางได้จบชีวิตลงในทะเลมิดิเตอเรเนียนในปีนี้ เมื่อเรือที่บรรทุกพวกเขามามีผู้คนมากเกินไปและจมลงก่อนที่จะถึงยุโรป
กระนั้นในบรรดาผู้อพยพที่หมดหวัง ชาวโรฮิงญาสมควรจะได้รับความเห็นใจเป็นพิเศษ พวกเขาเป็นชาติพันธุ์หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในพม่าตะวันตกรู้จักกันอย่างเป็นทางการว่าเมียนมาร์ ชาวโรฮิงญามิได้เป็นเพียงผู้ยากจนและถูกสังหารโดยคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวพุทธเท่านั้น พวกเขายังขาดมาตรการพื้นฐานทางเอกลักษณ์นั่นคือความเป็นพลเมือง ชาวโรฮิงญาราว 140,000 คนถูกรัฐบาลพม่าต้อนไปอยู่ในค่ายที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ นับตั้งแต่ความรุนแรงทางศาสนากับชาวพุทธท้องถิ่นเกิดขึ้นในปี 2001 ความรุนแรงซึ่งไร้ระเบียบนั้นมีผลกระทบต่อชาวโรฮิงญา ซึ่งจบลงในสิ่งที่ Human Rights Watch เรียกว่า ”การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในการเข้าไปดูที่พักอาศัยที่ผู้คนมารวมกันอย่างแออัดนั้น เจ้าหน้าที่กิจการด้านมนุษยชนกล่าวว่าเธอได้เป็นประจักษ์พยานถึงระดับของความทุกข์ทรมาน “โดยส่วนตัวดิฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”
อย่างน้อยชาวโรฮิงญาสองแสนคนก็ไปหาที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างบังกลาเทศอันเป็นประเทศที่ยากจนกว่าพม่าเสียอีก รัฐบาลพม่ายืนกรานว่าชาวโรฮิงญาไม่ได้เป็นชาวพม่าแต่อย่างใด เพราะว่าพวกเขาเป็นผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมาจากบังกลาเทศ เป็นชาว “เบ็งกาลี” ซึ่งหลั่งไหลข้ามชายแดนเข้ามา กระนั้นชาวโรฮิงญาก็อาศัยอยู่ในพม่ามาชั่วอายุคนแล้ว และเคยได้เป็นพลเมืองของชาวพม่ามาก่อนการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในปี 1985 ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปและโรงพยาบาลอันเนื่องมาจากการไร้รัฐอย่างเป็นทางการ ชาวโรฮิงญาถูกจำกัดในเรื่องของผู้ที่พวกเขาสามารถจะแต่งงานและในเรื่องลูกหลานจำนวนเท่าไหร่ที่พวกเขาจะรับผิดชอบได้ ในขณะที่ผู้สนับสนุนระดับนานาชาติผู้มีชื่อเสียงอย่างทะไล ลามะ ได้มุ่งทำหน้าที่ของตนนั้น สัญลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของพม่าเองและเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล รวมทั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านประชาธิปไตยอย่าง อองซาน ซูจี ไม่ยอมออกมาปกป้องชาวโรฮิงญาอย่างแท้จริง “ชาวโรฮิงญาถูกเลือกปฏิบัติอย่างสำคัญ และนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลในการหนีของพวกเขา” ประธานาธิบดีบารัก โอบามาบอกกับกลุ่มของนักศึกษาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน
เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจนักว่าชาวโรฮิงญาได้เสี่ยงเดินทางไปมาเลเซีย ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นคนส่วนใหญ่เพื่อทนทำงานที่ขาดความสำคัญ ซึ่งคนพื้นถิ่นไม่ต้องการ (แม้ว่ากรณีการขมขื่น ทรมานและการประหัตประหารตลอดระยะทางจะถูกบันทึกไว้แต่เป็นการยากที่จะยืนยันได้ทุกเรื่องในสิ่งที่ชาวโรฮิงญาบอกเล่า) เส้นทางจากยะไข่ (หรืออาระกัน) ทางตะวันตกได้นำพวกเขาออกไปต่างประเทศโดยเรือที่กำลังจะแตก ซึ่งบ่อยครั้งมีคนไทยเป็นเจ้าของไปยังทะเลอันดามัน จากนั้นก็เดินทางทางบกผ่านป่าของประเทศไทยไปยังมาเลเซีย บ่อยครั้งราคาที่ตกลงกันก็จะทำกันที่พม่า (หรือที่พักอาศัยของผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ อันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้อพยพใช้เดินทางออกไป) แล้วก็เปลี่ยนเส้นทาง ชาวโรฮิงญา พร้อมไปกับชาวบังกลาเทศที่มีจำนวนมากขึ้น จะถูกขังอยู่ในค่ายจนกว่าสมาชิกที่กลับบ้านหรืออยู่ในมาเลเซียจะจ่ายเงินครบจำนวน
วิกฤตนี้ก่อให้เกิดคนรุ่นใหม่ที่เป็นชาวเรือซึ่งไร้บ้านที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียนับจากการสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม ซึ่งประมาณการกันว่าว่ามีอยู่ 800,000 คน ที่หนีการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์มาทางทะเล เมื่อเดินทางกลับมาผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะมีบ้านอยู่ในค่ายต่างๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในท้ายที่สุดก็หาทางเข้าสู่ชีวิตใหม่ซึ่งอยู่ไกลถึงยุโรปและสหรัฐ ตามรายงานของสหประชาชาติจากปี 2014 ไปจนถึงตอนต้นปี 2015 ชาวบังกลาเทศและชาวโรฮิงญาได้เดินทางเข้าสู่ท้องทะเล โดยจำนวนนับพันคนได้เสียชีวิตระหว่างทาง บางคนหลังจากเสียค่าไถ่ให้กับผู้ค้ามนุษย์ก็ได้กลับมาที่ค่ายและบ้านที่ครั้งหนึ่งพวกเขาได้หนีไปหรือไม่ก็ถูกจับตัวไปโดยทหารเรือพม่า การลักลอบเป็นคราวๆ ไปเหล่านี้ปฏิบัติกันมายาวนานนับปี ตามรายงานของ Matthen Smith ผู้อำนวยการบริหารของ Fortify Rights อันเป็นหน่วยงาน NGO ที่ให้ความสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มีฐานอยู่ที่กรุงเทพ “แต่ขนาดของความตายและการถูกทารุณกรรมอย่างเวลานี้นั้นไม่เคยเกิดมาก่อน”
วิกฤตเรือของเอเชียได้แสดงอย่างเด่นชัดให้เห็นถึงความไร้อำนาจ หรือพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปก็คือความอ่อนแออย่างจงใจของสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ในขณะเดียวกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีกำลังมีพละกำลังทางเศรษฐกิจ และเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก ในเรื่องการวิพากษ์ความล้มเหลวของสหภาพยุโรปในการปกป้องผู้อพยพในทะเลเมดิเตอเรเนียนนั้นอย่างน้อยยุโรปก็มีนโยบายของตนเอง การที่ ASEAN ซ่อนตัวอยู่กับการยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของสมาชิก ASEAN ก็เลยสละความรับผิดชอบที่จะปกป้องผู้อยู่อาศัยที่มีความเปราะบางมากที่สุดนี้ไปเสีย
จนมาถึงวันที่ 20 พฤษภาคม ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียต่างก็ปฏิเสธที่จะให้ที่พักอาศัยอย่างเป็นทางการกับชาวเรือเหล่านี้ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงอิหลักอิเหลือที่จะให้การต้อนรับผู้อพยพเหล่านี้อย่างเต็มที่ การประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมในประเทศไทยในวิกฤตชาวเรือนั้นมีแต่แถลงการณ์ที่อ่อนแอออกมาเท่านั้น ไม่ได้มีการพูดอะไรเกี่ยวกับผู้มีอำนาจหน้าที่ของพม่าที่สร้างเงื่อนไขจนเป็นแรงผลักดันให้ชาวโรฮิงญาต้องหนีออกมา ความจริงแล้วรัฐบาลพม่าซึ่งได้รับการชื่นชมสำหรับการนำเสนอการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจปฏิเสธที่จะยอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมีอยู่ คำว่า โรฮิงญาถูกตัดออกไปจากเอกสารการประชุม “ชุมชนระหว่างประเทศรู้สึกอับอายในความนิ่งเฉยของพม่า “ซะฟัร อะห์มัด อับดุลฆอนี (Zafar Ahmad Abdul Ghani) ประธานองค์การการสิทธิมนุษยชนสำหรับชาติพันธุ์โรฮิงญาแห่งมาเลเซียกล่าว “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กำลังเกิดขึ้นแต่โลกมองผ่านไป”
จิตใจที่มืดบอด
ตามรายงานขององค์การสิทธิมนุษยชนที่วางอยู่เป็นกอง อันเป็นเอกสารว่าด้วยผู้อพยพที่ยากลำบากนั้น ในที่สุดประเทศไทยและมาเลเซียจึงเริ่มจับกุมเครือข่ายการค้ามนุษย์ ซึ่งเคลื่อนไหวและทำทารุณกรรมกับผู้อพยพ เจ้าหน้าที่ได้พบร่างของผู้อพยพมากกว่า 30 คนใกล้กับชายแดนมาเลเซียแต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่กระจ่าง ระหว่างปฏิบัติการณ์อื่นๆ เมื่อเดือนที่ผ่านมาใกล้กับชายแดนไทย ตำรวจของมาเลเซียก็พบหลุมศพ 139 แห่งตามเทือกเขาที่เป็นทางแยกออกมา ซากศพของผู้เสียชีวิตมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง กิ่งไม้ซึ่งถูกนำมาใช้ในการแบกศพ กองผ้าขาว ซึ่งใช้ห่อผู้เสียชีวิตตามประเพณีของชาวมุสลิมและกล่องใส่ลูกกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตรที่ว่างเปล่า ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวศน์ยังคงสำรวจเรือนร่างของผู้เสียชีวิตต่อไป ดังนั้นจึงยังไม่รู้ว่าจำนวนของผู้เสียชีวิตมีอยู่เท่าไหร่ แต่เชื่อกันว่าซากศพเหล่านี้เป็นชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศ ซึ่งจบชีวิตลงในค่ายที่อยู่ในป่าเมื่อพวกเขาถูกจับเป็นตัวประกัน ในขณะที่ผู้ลักลอบค้ามนุษย์กำลังรอการจ่ายเงินครั้งต่อไป
“ผมไม่แปลกใจเลยสำหรับการลักลอบที่มีอยู่เป็นช่วงๆ” คอลิด อะบูบะกัร (Khalid Abu Bakar) หัวหน้าตำรวจแห่งชาติมาเลเซียกล่าวกับ TIME ขณะไปเยี่ยมที่พักพิงชั่วคราวของสถานีตำรวจใกล้กับเทือกเขาที่มีหลุมศพกระจัดกระจายไป “ความลึกล้ำของความโหดร้าย ความทุกข์ทรมานของผู้เสียชีวิต ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกช็อค” แม้ว่าสำหรับคนท้องถิ่นบางคนจะไม่ได้มีความประหลาดใจก็ตาม ผู้อยู่อาศัยคนหนึ่งซึ่งปฏิเสธที่จะบอกชื่อ อันเนื่องมาจากธรรมชาติที่อ่อนไหวของการค้ามนุษย์ได้เล่าถึงการที่ได้เห็นการทุบตีชาวต่างชาติที่ผอมโซจนล้มลงไปตามถนนใกล้กับทางเขาของอุทยานแห่งชาติ พวกเขานุ่งโสร่ง ศีรษะของสตรีถูกคลุมด้วยผ้าอย่างหลวมๆ ซึ่งชาวมุสลิมในทางตะวันตกของพม่าและบังกลาเทศคลุมอยู่ “เราไม่ได้ทำอะไรเลย” ชาวบ้านกล่าว “ขอพระเจ้าได้ช่วยเราด้วยเถิดที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”
ชานู บินติ อับดุล ฮุสเซน (Shanu Bisti Abdul Hussain) กล่าวว่าตัวเธอ ลูกอีกสามคนและพี่เขย ทั้งหมดเป็นชาวโรฮิงญาจากทางตะวันตกของพม่าซึ่งถูกจำขังอยู่ในค่ายของฝ่ายไทยที่ชายแดนมากกว่าหนึ่งเดือนเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาได้รับการปล่อยตัวกลับไปก็ต่อเมื่อสามีของเธอ มุฮัมมัด รอฟีก (Muhammad Rafik) ซึ่งทำงานอยู่ในมาเลเซียในรัฐปีนังสามารถเข้ามาจ่ายค่าไถ่จำนวน 4,150 เหรียญสหรัฐ “ผมคิดว่าถ้าเงินมาล่าช้า จะเกิดอะไรขึ้น?” เขานึกย้อนกลับไป “อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหนึ่งในลูกชายของผมต้องจบชีวิตลง? ตอนนี้ครอบครัวผมมีบ้านอยู่ร่วมคนอื่นอีกห้าคนในปีนัง แต่ละบ้านจะถูกจำกัดอยู่ในห้องเดียว มุฮัมมัด เราะห์มาน (Muhammad Rahman) บุตรชายคนโตอายุ 12 ปี ทำงานตักข้าวและหัวหอมให้คนขายของชำได้วันละ 6 เหรียญสหรัฐต่อวัน เขาไม่ได้ไปโรงเรียน
เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าผู้ค้ามนุษย์จะสามารถปฏิบัติการณ์ในบริเวณชายแดนเป็นเวลาหลายปีโดยไม่มีความพัวพันอยู่กับการผิดกฎหมายเลย ในเดือนพฤษภาคมนายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรีปาดัง เบซาร์ (Padang Besar) ชายแดนของไทยถูกจับกุม ซึ่งเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ในวันที่ 3 มิถุนายน เจ้าหน้าที่อาวุโสของไทย 3 คนเข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับการค้ามนุษย์ ในส่วนของการเข้าจับกุมตำรวจมาเลเซียได้จับกุมตำรวจสองคนเอาไว้ รายงานจากบังกลาเทศ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อเดือนที่แล้ว กล่าวหาตำรวจ 24 คนที่เมือง Cox’s Bazar อันเป็นชายฝั่งซึ่งเรือของผู้ลักลอบออกจากที่นี่บ่อยครั้ง ท่ามกลางความซับซ้อนของการลักลอบของมนุษย์ ชาฮิดะฮ์ (Shaidah) ชาวโรฮิงญาซึ่งบ้านของเธอถูกทำลาย ในปี 2012 ได้ใช้เวลา 3 เดือนอาศัยอยู่ในเต็นท์ในค่ายที่มีคน 200 คนในประเทศไทย เมื่อเธอเดินป่ามายังมาเลเซีย เธอก็จำได้ถึงชายที่อยู่ใสชุดยูนิฟอร์ม ซึ่งเร่งเร้าเธอให้ข้ามชายแดนออกมา
การเริ่มต้นใหม่
นอกเหนือไปจากการเสี่ยงชีวิตและความตาย การค้ามนุษย์ของเอเชีย ยังดำรงอยู่ด้วยเหตุผลเดิมคือการอพยพที่ไม่ถูกกฎหมายยังคงพุ่งขึ้นทั่วโลก ตลาดค้ามนุษย์นั้นยังคงให้ผลกำไร และผู้อพยพอยู่ในภาวะจำยอมที่สุด บางคนไม่ยอมแม้แต่จะสมัครใจไป อะตาฮุรเราะห์มาน และเด็กๆ คนอื่นๆ อีกเก้าคนอยู่บนเรือ ซึ่งจอดที่อาเจะฮ์ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม กล่าวว่าพวกเขาถูกลักพาตัวโดยผู้ลักลอบค้ามนุษย์ ซึ่งพยายามที่จะหากำไรสูงสุดโดยเติมคนให้เต็มเรือก่อนที่จะออกเดินเรือ รวบรวมค่าไถ่ระหว่างการเดินทาง
นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ชัยค์ ฮาซินา (Sheik Hasina) ได้ว่ากล่าวผู้อพยพจากประเทศของเธอว่า “ป่วยทางจิต” การอ้างเช่นนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ผิดทาง ตำรวจบังกลาเทศกล่าวว่ามีการค้ามนุษย์ 300 คนทั่วประเทศ ผู้ตกเป็นเหยื่อเป็นคนหนุ่มและเด็กนักเรียนที่ไร้งานทำ โดยสัญญาว่าจะพาเข้าไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก่อนที่จะเอาพวกเขาไปเรียกค่าไถ่ต่อไป ร้อยละ 40 ของชาวบังกลาเทศ มีชีวิตอยู่ด้วยเงิน 25 เซ็นต่อวัน จึงมีความคลั่งไคล้ที่จะมีชีวิตที่ดีกว่านอกประเทศ ชีวิตชาวโรฮิงญายิ่งแย่ไปกว่านั้นเสียอีก แม้ว่าสหรัฐให้สัญญาว่าจะให้ผู้ลี้ภัยบางคนไปตั้งหลักแหล่งเช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์และประเทศเล็กๆ ที่มีความมุ่งมั่นอย่างแกมเปียแห่งแอฟริกาตะวันตกที่ซึ่งพลเรือนของพวกเขาเองเดินทางฝ่าทะเลเมดิเตอเรเนียนเพื่อให้เข้ามาถึงยุโรป
ชะตากรรมที่สับสนของผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องยากที่จะเป็นเอกสารข้อมูลอย่างแน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ชาวโรฮิงญาจำนวนมากที่มาที่อาเจะฮ์ หลังจากอยู่ทะเลเป็นเดือนๆ บอกเรื่องเดียวกันกับ TIME ว่าทำไมพวกเขาจึงทิ้งพม่ามา หมู่บ้านถูกเผา สตรีถูกข่มขืน พี่น้องหรือลูกหลานหรือลุงหรือพ่อถูกสังหาร ในขณะที่การดูแลชาวโรฮิงญาอย่างโหดร้ายในพม่านั้นเป็นเรื่องที่รับทราบกันเป็นอย่างดี เรื่องแบบเดียวกันในการบอกเล่าของพวกเขานั้นยากที่จะประเมินได้ หรือว่าความโหดร้ายที่กระทำต่อพวกเขา บังคับพวกเขาให้ลงไปในเรือของพ่อค้า หรือพวกเขาถูกสอนมาให้พูดถึงเรื่องที่คล้ายคลึงกันเพื่อให้พวกเขามีโอกาสดีในการได้สถานะผู้ลี้ภัย อันเป็นบางอย่างที่รู้กันว่าได้เกิดขึ้นเช่นกัน?[14]
[1] ปัจจุบันอยู่ในบังกลาเทศ
[2] ปัจจุบันตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่าชาวโรฮิงญาสองหมื่นเจ็ดพันคน อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ แต่ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการน่าจะมีถึงสามแสนคน ผู้อพยพหลายคนผสมกลมกลืนกับชาวบ้าน บางคนก็ดิ้นรนไปอยู่ตะวันออกกลาง โดยใช้หนังสือเดินทางของบังกลาเทศที่ปลอมขึ้นมา
[3] การที่เข้าตอกย้ำที่จะเรียกชาวโรฮิงญาว่าเป็นเบ็งกาลี ก็เพื่อจะบอกว่าโรฮิงญาคือผู้อพยพที่ผิดกฎหมายจากประเทศบังกลาเทศ
[4] คนโรฮิงญาถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นคนอยู่ในค่ายของคนไร้ถิ่นในประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะที่ Sittwe เมืองหลวงของรัฐยะไข่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า ซึ่งชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือที่มาจากภายนอก
[5] สหประชาชาติจัดให้ชาวโรฮิงญาว่าเป็นหนึ่งในบรรดากลุ่มคนที่ถูกประหัตประหารมากที่สุดของโลก
[6] คำพูดข้างต้น ปิยมิตร ปัญญาถอดความมาจากความคิดของเพนนี กรีน ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการว่าด้วยความคิดริเริ่มเพื่อตรวจสอบอาชญากรรมแห่งรัฐนานาชาติ (ไอเอสซีไอ) , มหาวิทยาลัยควีน แมรีแห่งลอนดอน ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ในปิยมิตร ปัญญา ถอดความคิด วีระฑู ภิกขุ , มติชนรายวัน วันที่ 30 พฤษภาคม ปี 2550 หน้า22
[7] “Burmese Bin Laden : Is Buddhist Monk Wirathu Behind Violence in Myanmar” ตีพิมพ์ใน International Bisinen Times อ้างถึงในงานของ Tony Cartalucci นักวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จากนิตยสารออนไลน์ “New Eastern Out look”
[8] “Buddhism and Activism in Busma”
[9] Young Monks Union
[10] ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน Tony Cartalucci, ในนิตยสาร online “New Eastern Outlook”
[11] เช่น หากพวกเขาไม่ถูกกักขัง หรือกำจัดออกไปก็จะเหมือนกับไวรัส รักษาแผ่นดินของเราเอาไว้อย่างที่ฮิตเล่อร์ทำไว้หากมีความจำเป็นแทนที่จะสูญเสียแผ่นดินของเราไปในมือชาวต่างชาติ หรือไม่ก็เอาพวกเขาไปไว้ในประเทศที่สาม เราควรจะประกอบสร้าง การเป็นชาติของเราให้คล้ายคลึงกับอิสราเอล หากว่าชาวโรฮิงญาผู้ใดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นเผ่าพันธุ์พื้นเมืองแล้ว เขาผู้นั้นก็จะต้องตรวจ DNA หากว่า DNA มีความแตกต่างไปจากชาวเบ็งกาลี เขาหรือเธอก็จะได้รับการเป็นพลเรือนของอาระกัน
[12] Prangthong Jitchareonkul, High time for Asean to step up, Jaran says, Bangkok Post, June 10, 2015 , p.3
[13] สิทธิชัย นครวิลัย, วิกฤติโรฮิงญา : ความท้าทายพม่า วิถีการเมืองกับสิทธิมนุษยชน, กรุงเทพธุรกิจ , 10 มิถุนายน 2558 , หน้า 15
[14] จรัญ มะลูลีม , เรียบเรียงจากข้อเขียนของ Hanna Beech, The Nowhere People, Time , June 15, 2015 , pp.19-22







