นักเรียนไทยในมาเลเซีย
นักเรียนไทยในมาเลเซีย
จรัญ มะลูลีม
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 คุณวรเดช วีระเวคิน กงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายในการสัมมนาเรื่องพลิกความคิดเปลี่ยนอนาคต ให้กับตัวแทนนักศึกษาไทยราว 100 คนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเมื่อรวมจำนวนจากทุกโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแล้วน่าจะมีไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคน การสัมมนาครั้งนี้จัดที่โรงแรม Bayview ในเมืองปีนัง
โครงการนี้จัดโดยชมรมนักศึกษาไทยแห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์มาเลเซีย (University Sains Malaysia) โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนังให้การสนับสนุนภายใต้โครงการยุทธศาสตร์ไทยต่อโลกมุสลิมของกระทรวงการต่างประเทศ จุดมุ่งหมายสำคัญของกระทรวงฯ คือการสนับสนุนการศึกษาและบทบาทของนักศึกษาไทยในต่างประเทศ ซึ่งตัวผมเองได้มีโอกาสไปพบกับนักศึกษาไทยเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะว่าด้วยการทำงานและการศึกษาต่อมาบ้างแล้วทั้งในอียิปต์ จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย ซูดาน ซีเรีย เยเมน เลบานอน ลิเบีย กาตาร์ อิหร่าน เป็นอาทิ
นอกจากคุณวรเดช วีระเวคินแล้ว คณะของสถานกงสุลใหญ่ ยังมีรองกงสุลใหญ่คุณจงเจริญ เทพหัสดิน ณ อยุธยา กงสุล ดร.ธีรตา และอาจารย์วัลลภา บูรณวิจารณ์ ซึ่งเป็นอาจารย์คนไทยคนเดียวที่สอนภาษาไทยอยู่ในมหาวิทยาลัยไซน์ ที่มาร่วมทำให้การจัดงานครั้งนี้มีสีสรรและเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาไทยในมาเลเซียเป็นอย่างยิ่ง
การรวมตัวของนักศึกษาไทยในนามสมาคมนักศึกษาไทยในมาเลเซีย (Thai Student Association in Malaysia)
สมาคมนักศึกษาไทยในประเทศมาเลเซียก่อตั้งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2553 โดยการรับรองของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือนักศึกษาไทย เพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่อผู้สนใจมาศึกษาในประเทศมาเลเซีย เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะระหว่างนักศึกษาไทยในมาเลเซีย ร่วมกันสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้าง ความสำนึกรักในชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์
ทั้งนี้สมาคมนักศึกษาไทยจะประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศมาเลเซียดังต่อไปนี้คือ International Islamic University of Malaysia (IIUM) Multimedia University (MMU) Universiti Utara Malaysia (UUM) Universiti Teknologi PETRONAS (UTP) University Malaya (UM) Universiti Sains Malaysia (USM) Kolej Universiti Islam Antarabangsa Selangor (KUIS) และ Kolej Universiti Insaniah (KUIN)
ตัวแทนมหาลัยข้างต้นมีทรรศนะร่วมกันว่านักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในมาเลเซีย ต่างก็มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการจัดตั้งสมาคมนักศึกษาไทยในมาเลเซียเพื่อส่งเสริมความสามัคคีระหว่างนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยดำรงไว้ซึ่งความปรองดอง การเสียสละช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความบริสุทธิ์โปร่งใสของการบริหารงานด้วยความยึดมั่นในผลประโยชน์ของส่วนรวม สังคมและประเทศชาติ เป็นที่ตั้ง
ทั้งนี้ตัวแทนแต่ละมหาวิทยาลัยได้มีข้อตกลงร่วมกันในการร่างวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของสมาคมฯ ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับคำประกาศเจตนารมณ์ที่มุ่งหมายให้สมาคมฯ เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ทางวิชาการ ประเพณี ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือนักศึกษาไทย และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่อผู้สนใจที่จะมาศึกษาในประเทศมาเลเซีย เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะระหว่างนักศึกษาไทยในมาเลเซีย และร่วมกันสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคม เป็นศูนย์กลางประสานงานการติดต่อระหว่างนักศึกษาปัจจุบัน ศิษย์เก่า ผู้ประกอบการ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ เสริมสร้างความเข้าใจที่ดีและสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เสริมสร้างความรู้รักสามัคคี ความสำนึกรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
การรวมตัวของนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยไซน์ (Univesiti Sains Malaysia)
มหาวิทยาลัยไซน์ ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยประมาณ 60 คน มีสามระดับการศึกษาคือ ปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยไซน์ที่กำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ส่วนหนึ่งเรียนภาคสมทบ ซึ่งไม่ได้พำนักในมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ชมรมนักศึกษาไทยเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 2005 จากความคิดและความตั้งใจของกลุ่มนักศึกษาปริญญาเอก โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษาไทยมีการพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน เช่นการแสดงวัฒนธรรมไทยในงาน International Cultural Night, การเปิดบู๊ธขายของที่ระลึกและอาหารไทย, การรับประทานอาหารร่วมกัน
ชมรมนักศึกษาไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 2008 โดยนักศึกษาไทยที่ศึกษาในระดับปริญญาโท การเกิดขึ้นของชมรมนักศึกษาไทยได้รับการสนับสนุนจากคณาจารย์และกงสุลใหญ่รัฐปีนัง ชมรมนักศึกษาไทยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Universiti Sains Malaysia Thai Student Club หรือ USMTSC สมาชิกชมรมประกอบด้วยนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยไซน์ทั้งหมด นอกจากนี้ทางชมรมยังได้จัดตั้งคณะกรรมการชมรม จำนวน 15 คนเพื่อดำเนินงานในชมรม ที่ผ่านมา USMTSC ได้รวมกันจัดโครงการภายในมหาวิทยาลัยไซน์มาแล้วอย่างเช่น จัดทำวารสาร top up ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัย เช่น ชีวิตความเป็นอยู่ การเรียนการศึกษาในมหาวิทยาลัย โครงการละศีลอดร่วมกันโดยได้รับการสนับสนุนจากสถานกงสุลใหญ่ รัฐปีนัง การสัมมนาชมรม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมคือคณะกรรมการของชมรมทั้งหมด การเรียนรู้ทักษะงานซึ่งนำไปสู่การดำเนินงานที่ถูกต้อง การพบปะนักศึกษา ทั้งระดับปริญญาเอก โท และตรี เพื่อปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์
โครงการ Wonderful Thailand Night มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โครงการสัมมนา Optimising International Students Experiences For Sustainable Tomorrow มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาไทยในมาเลเซีย โครงการ Passport to Thailand เป็นโครงการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ Wonderful Thailand Night โครงการกีฬา Chaiyo Games เป็นโครงการสานสัมพันธ์เครือข่ายนักศึกษาไทยในมาเลเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โครงการ Siam Sabai-Sabai เป็นโครงการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ Passport to Thailand
นอกจากนี้ USMTSC ได้ประสานงานกับ Student Affair จัดตั้งทีมงานเพื่อการประสานงานภายใต้ชื่อ Thai Student Buddy เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับองค์กรภายในมหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำโครงการต่างๆ ตามความมุ่งหมาย
สำหรับโครงการสัมมนานักศึกษาไทยในประเทศมาเลเซีย หัวข้อ พลิกความคิดเปลี่ยนอนาคต มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อให้เป็นเวทีในการแบ่งปันความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยในมาเลเซีย เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่และเพิ่มพูนประสบการณ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายนักศึกษาไทยในมาเลเซียให้เหนียวแน่นมากขึ้น เพื่อเรียนรู้วิธีการพัฒนาความคิดของตนเองให้เป็นประโยชน์ และสามารถนำไปเป็นโอกาสในการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตและนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเองให้เป็นประโยชน์และเป็นบุคคลที่มีประสิทธิภาพ นำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาบ้านเกิด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศต่อไป ในการจัดงานครั้งนี้ มีนายอัครวัฒน์ ฮะอุรา ซึ่งมาจากจังหวัดสตูล และกำลังศึกษาอยู่ในคณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยไซน์ เป็นผู้ประสานงาน
ในการสัมมนานักศึกษาไทยในมาเลเซียครั้งนี้กงสุลใหญ่ วีรเดช ได้กล่าวนำถึงจุดมุ่งหมายของการเสวนาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของมาเลเซีย พร้อมกล่าวถึงอนาคตทางการศึกษาและการกลับมาทำงานในประเทศไทย รวมทั้งการนำเสนอวิสัยทัศน์ว่าด้วยโครงการต่างๆ ที่นักศึกษามุ่งหมายจะทำในอนาคต
ผมเองก็ได้นำเสนอว่าจบจากมาเลเซียแล้วจะมาทำอะไรได้บ้าง จะต่อยอดการศึกษาในไทยอย่างไร หรือมีช่องทางในการทำงานด้านใดบ้างที่เหมาะสมกับความรู้ที่ได้มาจากประเทศมาเลเซีย
สำหรับผม มาเลเซียเป็นประเทศที่เพื่อนบ้าน ASEAN ของไทยที่ประเทศอย่างกัมพูชาและพี่น้องมุสลิมในภาคใต้ทั้งตอนบนและตอนล่าง รวมทั้งบางส่วนในกรุงเทพนิยมส่งบุตรหลานไปศึกษากันมาก เหตุผลข้อหนึ่งก็คือความรู้สึกปลอดภัย (sens of security) นอกจากนี้การศึกษาของมาเลเซียได้รับการยอมรับและมีความหลากหลาย ผู้เรียนสามารถได้ดุลยภาพของชีวิตทั้งทางโลก (temporal) และทางธรรม (speritual) ไปพร้อมๆ กัน
หลังจากพูดคุยกับนักศึกษาในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งการตั้งคำถามจากนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผมจึงมีบทสรุปว่าทางเลือกด้านการศึกษาในมาเลเซีย สำหรับคนไทยโดยทั่วไปและโดยเฉพาะคนมุสลิม น่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง ทั้งนี้มาเลเซียกับไทยก็เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด อย่างน้อยไทยกับมาเลเซียก็ไม่เหมือนเพื่อนบ้านอื่นๆ เพราะตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชมามากกว่าครึ่งศตวรรษยังไม่เคยมีการปะทะกันโดยอาวุธเหมือนไทยกับเพื่อนบ้านอื่นๆ ในบางช่วงบางเวลา
แม้ว่าไทยกับมาเลเซียจะมีการปะทะกันเป็นสงครามน้ำลาย (war of words) อยู่บ้างในปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ แต่ก็ยังไม่รุนแรงถึงขั้นพัฒนาเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธ จากการที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่คนเชื้อสายมาเลย์มีมากกว่านั้นทำให้ผู้นำของมาเลเซียส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่ามาเลเซียนั้นเหมาะที่จะเป็นสังคมอิสลาม (Islamic Society) มากกว่าที่จะเป็นรัฐอิสลาม (Islamic State) เช่นเดียวกับที่บรูไนมีความเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์แบบอิสลาม (Islam Berraja) นั่นเอง
เท่าที่สังเกตดูนักศึกษาไทยที่ศึกษาอยู่ในมาเลเซียโดยเฉพาะที่มาจากภาคตอนล่างของไทยดูเหมือนจะไม่ได้เน้นย้ำเป็นพิเศษในความเป็นชาติพันธุ์มาเลเซียและแสดงออกในรูปชาตินิยมมาเลย์เป็นด้านหลัก แต่จะเน้นการทำงานร่วมกันไม่ว่าพวกเขาจะมาจากส่วนใดของประเทศไทยก็ตาม
มาเลเซียเป็นประเทศ ASEAN ที่มีมุสลิมอยู่ราวร้อยละ 60 หรือ 15 ล้านคน ถือเป็นประเทศมุสลิมที่อยู่ในแถวหน้า รวมทั้งด้านการศึกษาด้วย มาเลเซียถือว่าการศึกษาสำคัญสูงสุดในการพัฒนาคนด้วยเหตุนี้ผู้นำมาเลเซียส่วนใหญ่จึงผ่านการเป็นรัฐมนตรีศึกษามาแล้วเกือบทั้งสิ้น กระทรวงศึกษาจึงถือว่าเป็นกระทรวงเกรด A มิใช่เกรด C หรือเป็นกระทรวงของรัฐมนตรีที่หาที่ลงไม่ได้แต่อย่างใด
เมื่อพิจารณาทางด้านการศึกษาแล้วประเทศที่มีประชากร 28 ล้านคนอย่างมาเลเซีย จะมีผู้สนใจไปศึกษาจากโลกมุสลิมมากกว่าประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดอย่างอินโดนีเซียที่มีประชากร 234 ล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมาเลเซียใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาเป็นส่วนมาก
มาเลเซียเท่าที่ได้รับฟังมาจากอาจารย์วัลลภา ที่สอนภาษาไทยอยู่ในมหาวิทยาลัยซายน์พบว่าจะไม่ค่อยมีฝรั่งมาสอนตามมหาวิทยาลัยของมาเลเซีย เพราะคนมาเลเซียเองก็เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ดังนั้นคนที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในมาเลเซียจะได้สำเนียงการออกเสียงภาษาอังกฤษ ที่เรียกกันว่าอังกฤษมาเลย์ อังกฤษจีนและอังกฤษอินเดียไปในเวลาเดียวกัน เพราะประเทศมาเลเซียนั้นประกอบไปด้วยชาวมาเลย์ร้อยละ 60 จีนร้อยละ 30 อินเดียและเชื้อสายอื่นๆ ร้อยละ 10 แต่เมื่อรวมประชากรมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดก็เชื่อกันว่ามีไม่น้อยกว่า 58 ล้านคน โดยมีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่ร้อยละ 40.20 คืออินโดนีเซียร้อยละ 86 บรูไนร้อยละ 67 มาเลเซียร้อยละ 60 และไทย ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันเรื่องจำนวนประชากรมุสลิม แต่คาดว่าจะมีอยู่ราวร้อยละ 9-10
นักศึกษาไทยส่วนใหญ่เมื่อทดลองนำเสนอถึงโครงการต่างๆ ของแต่ละกลุ่มที่จะทำในอนาคต พวกเขาก็ทำได้ดี และมีหลายโครงการน่าสนใจโดยเฉพาะการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับมาเลเซีย รวมทั้งการเป็นประชาคม ASEAN ซึ่งเกือบทุกกลุ่มจะนำเสนอในเรื่องนี้
อาจารย์ชปา จิตต์ประทุม จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยมลายา พูดถึงมาเลเซียในการเตรียมเข้าสู่ประชาคม ASEAN เอาไว้อย่างน่าสนใจว่ามาเลเซียเป็นประเทศผู้ก่อตั้งประชาคมอาเซียนประเทศหนึ่งที่มีการเตรียมพร้อมในการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจของ ASEAN มายาวนาน ผ่านการประชุม ASEAN ในระดับนายกรัฐมนตรี และระดับรัฐมนตรี
เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในช่วง ค.ศ. 1990 มาเลเซียก็เน้นไปที่แนวคิดเศรษฐกิจนำการเมือง พร้อมประกาศให้มาเลเซียเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ใน ค.ศ. 2020 เรียกการพัฒนานี้ว่าวิสัยทรรศน์ 2020 (Vision 2020)
การพัฒนาประเทศภายใต้การนำของมหฏิร โมฮัมหมัด (Mahathir Mohammad) ผู้นำที่อยู่ในอำนาจยาวนานถึง 23 ปี ได้รับการขานรับจากประชาคม ASEAN และประชาชนมาเลเซียตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาเลเซียยืนยันที่จะเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ด้วยการเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน มาเลเซียก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเรียนรู้ว่ามาเลเซียจะยืนแถวหน้าของ ASEAN ได้อย่างไร
มาเลเซียแสดงการพัฒนาทางกายภาพให้เห็นในหลายๆ ด้าน เช่นการสร้างหอคอยกัวลาลัมเปอร์ ตึกแฝดปริโตนาสที่แสดงให้เห็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปัจจุบันมีอัตราผู้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาจารย์ชปา เล่าให้ผมฟังต่อไปว่าแต่เดิมมาเลเซียมักจะยึดเอาตึกรัฐสภาของตนที่ดูเด่นเป็นสง่าเป็นหน้าตาของประเทศ แต่เมื่อตึกแฝดปิโตรนาสก่อสร้างเสร็จสิ้นลง การพูดถึงตึกปิโตรนาสที่เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของมาเลเซียก็กลายเป็นหน้าตาของมาเลเซียไปในที่สุด ที่สำคัญก็คือตึกปิโตรนาสได้ก่อสร้างจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีในช่วงที่หลายประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจ
การเตรียมพร้อมของมาเลเซียสู่อาเซียน ยังเห็นได้จากความสำเร็จในการสร้างศูนย์กลางของเมืองราชการขึ้นในเมืองใหม่ที่เรียกว่าปุตราจายา (Putra Jaya) ที่เน้นการออกแบบที่มาจากส่วนผสมของสถาปัตยกรรมอิสลามและสถาปัตยกรรมตะวันตกไปพร้อมๆ กัน (ชื่ออาคารนี้อุทิศให้กับตวนกู อับดุรเราะห์มาน ปุตรา อัล-ฮัจญ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเชื้อสายไทยคนแรก)
นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียนับจากมหฏิร โมฮัมมัด จนถึงนาญิบ ตุน รอซัก ล้วนเดินตามแนวคิดก้าวไปข้างหน้า (the way forward หรือ Looking forward) มาโดยตลอด รวมทั้งแนวคิดที่ว่านโยบายที่ดีต้องคงไว้
นอกจากมาเลเซียจะเน้นให้เพื่อนบ้าน ASEAN ยอมรับแล้ว มาเลเซียยังมีความปรารถนาให้สังคมโลกยอมรับ โลกมุสลิมยอมรับ โดยผ่านการเป็นประธานองค์การการประชุมอิสลาม (Organization of Islamic Conference) หรือ OIC และประธานของกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Nonalignment หรือ NAM) มาก่อน (โลกมุสลิมให้การยอมรับมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองมาเลเซียว่าเป็นประเทศที่ศาสนาและการพัฒนาอยู่เคียงข้างกัน)
มาเลเซียยืนยันว่าต้องให้ความสำคัญแก่ ASEAN เป็นอันดับแรก ตามแนวคิดที่ว่าก่อนที่จะให้โลกยอมรับมาเลเซียเพื่อนบ้านต้องยอมรับมาเลเซียเสียก่อน
การพัฒนาเกาะลังกาวีก็เป็นหนึ่งในการเตรียมการเข้าสู่การเป็นประชาคม ASEAN เช่นกัน ปัจจุบันเกาะลังกาวีได้รับการพัฒนาอย่างมากรวมทั้งการถมทะเลด้วยและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ (การสร้างตำนานเรื่องปะไหมสุหรี ซึ่งมีเลือดสีขาว และคำสาปได้รับการเล่าขานติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน)
สำหรับมาเลเซียการพัฒนาการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการเข้าสู่ประชาคม ASEAN จึงไม่น่าแปลกใจที่มาเลเซียได้ทุ่มเทในด้านการศึกษาอย่างมาก รวมทั้งการให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่เรียนดีอย่างต่อเนื่อง
อันเนื่องมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม มาเลเซียจึงเลื่อนระยะเวลาการเป็นประเทศพัฒนาแล้วจาก ค.ศ. 2020 (Vision 2020) ให้เร็วขึ้นเป็น ค.ศ. 2015
อาจารย์ชปา ปิดท้ายด้วยการกล่าวว่ามาเลเซียมองว่าการศึกษาคือทรัพย์สินทางปัญญาและเป็นอุตสาหกรรม การเปิดเสรีทางการศึกษาเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศมาเปิดในประเทศตัวเอง และสามารถโอนหน่วยกิตได้ รวมทั้งการเปิดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสารสนเทศหลายแห่งเพื่อเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร
จึงอาจกล่าวได้ว่ามาเลเซียในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง ASEAN มีความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคม ASEAN ไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่นใด มาเลเซียจึงเป็นสมาชิก ASEAN ที่มีความกระตือรือร้นที่สุดในการเข้าสู่ประชาคม ASEAN ที่หวังกันว่าว่าเป็นเวทีสำคัญในการนำเอาเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย (Unity in Diversity) มาให้ประชาชนในประเทศที่เป็นรัฐสมาชิกโดยพร้อมเพรียงกัน
เมื่อพิจารณาถึงประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามใน ASEAN ทั้งสามประเทศคือบรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีน้ำมันสำรองอยู่มาก รวมทั้งยางธรรมชาติดีบุกและวัตถุดิบอื่นๆ ในอินโดนีเซียและมาเลเซียก็นำสู่จุดสรุปเดิมว่าการศึกษาในประเทศมาเลเซียยังมีผู้นิยมมากกว่า และมีจำนวนมากขึ้นทุกปี ความจริงนักศึกษาไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษามุสลิม เมื่อไปศึกษาที่ใดก็อาจจะซึมซับความเป็นอยู่และแนวคิดมาจากประเทศนั้นๆ ได้เช่นกัน
อย่างเช่นนักศึกษาไทยที่ไปเรียนที่ซาอุดีอาระเบียและปากีสถานจะได้รับอิทธิพลวิธีคิดจากคำสอนอิสลามที่นำเสนอโดยมุฮัมมัด บินอับดุลวาฮับหรือที่เรียกกันว่าวาฮะบีย์
นอกจากนี้นักศึกษามุสลิมที่นี้จะเน้นความเป็นชาติพันธุ์มาเลย์หรือชาตินิยมมาเลย์ (Malayness) อยู่ด้วยในการแสดงออกบ่อยครั้ง
นักศึกษาไทยในอียิปต์ แม้จะมีความหลากหลายแต่นักศึกษาจากจังหวัดภาคใต้ก็ยังคงอัตลักษณ์ของความเป็นชาติพันธุ์มาเลย์ด้วยเช่นกัน ในขณะที่นักศึกษาไทยในอิหร่านจะแสดงออกถึงการตีความอิสลามตามสำนักคิดชีอะฮ์ (Shi’ism)
อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาของชาวไทยมุสลิมกับโลกมุสลิมมีความสำคัญเพราะส่งผลต่อภาคปฏิบัติและวาทกรรมที่มีอยู่ในชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม เท่าที่ได้มีโอกาสเดินทางไปพบนักศึกษาไทยในที่ต่างๆ พบว่าปัจจุบันมีนักศึกษาไทยอยู่ในซาอุดีอาระเบียน้อยลงกว่าเดิมจากมากกว่า 100 คน ปัจจุบันมีอยู่ 80 คน อียิปต์ราว 2,600 คน อิหร่าน 80-100 คน ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองกุม (Qum) ซูดาน 300 คน ส่วนใหญ่ในกรุงคาทูม จอร์แดน 100 คน ซีเรียน้อยกว่า 10 คน เลบานอนและเยเมนน้อยกว่า 10 คน รวมทั้งลิเบียซึ่งในช่วงที่ไปที่นั่นเมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมาพบว่ามีนักศึกษาไทยทั้งในกรุงเบงกอซีและตริโปลีราว 40 คน
สำหรับการศึกษาในมาเลเซียนั้นนักศึกษามุสลิมจากประเทศไทยสามารถเรียนวิชาที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่การประทานคัมภีร์อัล-กุรอานไปจนถึงวิชาว่าด้วยหุ่นยนตร์ มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เน้นการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และการสารสนเทศ รวมไปถึงการนำเข้าการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสำคัญๆ ของประเทศตะวันตก
เมื่ออยู่ภาคใต้ โดยเฉพาะรอยต่อระหว่างไทยมาเลเซียไม่ว่าจะเป็นด่านใดจาก 3 จังหวัด คือยะลา นราธิวาส และสงขลา จะพบว่ามีคนไทยมุสลิมเดินทางไปเรียนในมาเลเซียในหลายรูปแบบ ทั้งไปเช้าเย็นกลับ ไปอยู่หอพักแล้วกลับเสาร์อาทิตย์ รวมทั้งที่กลับเมื่อปิดเทอม ฯลฯ
นักศึกษาไทยที่พบในปีนังและมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ของมาเลเซีย เป็นหนึ่งในความหวังของสังคมไทย เพราะการศึกษาคือชัยชนะและการลงทุนที่คุ้มค่า
โดยหวังกันว่าพวกเขาเข้ามาเรียนที่ที่นี้เพื่อจะกลับไปสร้างความก้าวหน้าให้กับสังคมไทยโดยรวม แม้ว่าจำนวนหนึ่งอาจตัดสินใจมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าพวกเขาจะมาลงรากปักฐานที่นี่
นักศึกษาจำนวนหนึ่งคงไม่อยากเห็นภาพปกติในสังคมสามจังหวัดภาคใต้ของเขานั่นคือความขัดแย้ง (conflict) การต่อสู้ (fighting) และความทุกข์ระทม (misery) อย่างที่เกิดในอิรัก อัฟกานิสถาน โซมาเลียและลิเบียในปัจจุบัน แม้ว่าในแผ่นดินสามจังหวัดของพวกเขา จะไม่มีการรุกรานจากมหาอำนาจตะวันตกก็ตาม
กระนั้นในความเป็นครูผมก็ได้แต่หวังว่า การศึกษา น่าจะเป็นหนึ่งในการนำเอาความสงบกลับมาสู่ผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยรอยแยกนี้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
อามีน







