สบาย สบาย สไตล์เกษม : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ-บ่งชี้อะไร

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ-บ่งชี้อะไร
เรื่องนี้เขียนขึ้นในขณะที่การนับคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอยู่ระหว่างดำเนินการในวันที่๖ พฤศจิกายน เริ่มจากหลังปิดคูหาเลือกตั้งในรัฐภาคตะวันออกเมื่อ ๑๘.๐๐ น.เวลาในสหรัฐภาคตะวันออกตรงกับเมืองไทยเรา ๖.๐๐ น.เวลาในไทยครับ
การเลือกตั้งกลางเทอม หมายถึงการเลือกตั้งทั่วไป หลังประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งมาแล้วสองปี จากระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งตามเทอมรวมสี่ปี
เป็นการเลือกตั้งตำแหน่งทางการเมืองทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้พิจารณาผลการบริหารรวมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ว่าตรงไหนควรมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร
แต่ในอีกแง่หนึ่งนั้น เป็นการชี้ว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งชาติและผู้นำในการบริหารคือประธานาธิบดีนั้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามที่หาเสียงไว้หรือไม่และสมควรปรับปรุงตรงไหน อย่างไรบ้าง
การเลือกตั้งกลางเทอมคราวนี้ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมดรวม ๔๓๕ ที่ สมาชิกวุฒิสภาหรือสภาสูงส่วนหนึ่งจำนวน ๓๕ ที่(จากทั้งหมด ๑๐๐ ที่นั่ง) ผู้ว่าการรัฐ ๓๖ ที่(จาก ๕๐ ที่นั่ง)กับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก พร้อมกันในคราวเดียว
สรุปสั้นๆ ว่าเลือกตั้งกลางเทอมคราวนี้ พรรคเดโมแครตชนะในสภาผู้แทนและพรรครีพับลิกันชนะในสภาสูง
จะพบว่าในการบริหารที่ผ่านมา ประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”เขาชนะการเลือกตั้ง ด้วยการสร้างความเกลียดชังให้แก่คู่แข่งคือ”ฮิลลารี คลินตัน”โดยได้รับความร่วมมือจากรัสเซีย(ซึ่งถึงอย่างไร ก็ไม่ยอมรับว่าช่วย)ด้วยการเปิดเผยว่าเธอหาเงินเข้ากองทุนคลินตัน ด้วยวิธีขายข่าวให้แก่นักลงทุนระหว่างประเทศและการใช้ความเกลียดชังปลุกกระแสชาตินิยมและใช้วาจาวกวนเชิงมดเท็จ ล้วนแต่มีส่วนช่วย ให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ก็ได้ผล พวกอนุรักษ์นิยม รักชาติ ออกมาหนุนเขากันครึกครื้น
มาคราวนี้ก็อีกเช่นกัน เขาเอาใจคนอเมริกันที่ไม่ชอบผู้อพยพ โดยสั่งระดมกองกำลังพิทักษ์ชาติไปตั้งรับที่ชายแดนติดเม็กซิโกเพื่อแสดงท่าทีแข็งกร้าวว่า ”เอาแน่” ถ้าหากผู้อพยพจากฮอนดูรัสและกัวเตมาลา จะบุกข้ามแดนเข้ามาในสหรัฐ (ทั้งๆที่กองคาราวานของคนกลุ่มนี้ยังอยู่ห่างไกลออกไปราว ๑,๐๐๐ ไมล์)
วันดีคืนดี ก่อนหน้าเลือกตั้งกลางเทอมไม่กี่วัน เขาก็ออกมาขู่ว่า กำลังเล็งอยู่ว่า จะออกคำสั่งเลิกการให้สิทธิได้สัญชาติอเมริกันโดยการกำเนิดต่อคนต่างชาติ ดีหรือไม่
สองประการนี้คือตัวอย่างเล็ก ๆที่ใช้ในการปลุก”ความกลัว”ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่ชอบต่างชาติ ให้หันมาหนุนพรรครีพับลิ กัน ซึ่งก็อย่าคิดมากว่า คนอเมริกันทั่วไป จะชาญฉลาดรู้เท่าทันเขาเท่าไรนัก
ดังนั้น พรรครีพับลิกัน จึงยังคงควบคุมวุฒิสภาหรือสภาสูงไว้ได้ด้วยเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงว่ายืนหยัดความมั่คงไว้ได้ด้วยเสียง ๕๑ ที่เท่าเดิม หรืออาจมากกว่า (จนกว่าจะนับคะแนนเสร็จเรียบร้อย)
โดยพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรขณะที่เขียนเรื่องนี้ คะแนนเลยกึ่งหนึ่งแล้ว คืออยู่ที่ ๒๒๑ ที่ มากกว่าในสภาผู้แทนฯเดิม(ซึ่งมี๑๙๓ ที่นั่ง)ถึง ๘ ที่แล้วและน่าจะได้มากกว่านั้น) สะท้อนให้เห็น”การเลือก”ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ได้รับผลกระทบ จากทั้งนโยบายและบุคคลิกภาพ ที่ไม่น่าชื่นชมของ”ทรัมพ์” เพียงแต่ยังไม่สามารถแยกออกได้ชัดๆว่า คนกลุ่มไหนบ้างที่หันไปหนุนพรรครีพับลิกัน
อย่างไรก็ดีนักวิจารณ์กล่าวรวมๆ ว่า ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในสภาผูแทนคราวนี้ น่าจะเป็นเครื่องมือตรวจสอบ”ทรัมพ์”อย่างสำคัญ
ที่ดีมากขึ้นไปมากกว่านั้น ก็คือช่วยทำลาย”การผูกขาด”รัฐสภา(ทั้งสภาล่างและสภาสูง) ซึ่งเป็นอันตรายยิ่งต่อระบอบตรวจสอบความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายบริหาร(รัฐบาล)ซึ่งล้วนเป็นสมัครพรรคพวกสังกัดพรรคเดียวกันและตลอดจนกลุ่มนักบริหารที่อยู่ในอาณัติ
นอกจากนั้นยังจะช่วยนำและเปิดทางให้คนหนุ่มสาวโดยเฉพาะสตรีและและกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายเข้ามาร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น
“แนนซี เพโลซี”อดีตประธานสภาผู้แทนแห่งพรคเดโมแครตซึ่งจะหันกลับมารับตำแหน่งนี้อีกครั้งแถลงว่า เสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนจะคอยกำกับดูแลทำเนียบขาว(รัฐบาล)ให้ทำงานดีๆ ขณะเดียวกันก็จะผ่านร่างกฏหมายปรับปรุงกิจการดูแลสุขภาพ ลดราคายารักษาโรคภัยไข้เจ็บ และคุ้มครองดูแลชาวอเมริกันหลายล้านคน ด้วยวิธีการอันเหมาะสม
นับว่าต้องตรงตามที่สื่อมวลชนพยากรณ์ไว้ ก่อนหน้านี้ว่า ประเด็นสุขภาพจะมีความสำคัญ มากกว่าประเด็นเศรษฐกิจในการตัดสินใจเลือกใคร สำหรับการลงคะแนนเสียงครั้งนี้
ส่วนปฏิกิริยาของ”ทรัมพ์”ต่อชัยชนะของพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนนั้นไม่แปลก ที่เขาจะทำเป็นเมินเฉยไม่สนใจ เขาหันมาพูดเชียร์ฝ่ายเดียวกันคือพรรครีพับลิกันที่เอาชนะในสภาสูงได้ว่า
“เป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในค่ำคืนที่ผ่านมา”
ทั้งๆ ที่สภาผู้แทนที่เดโมแครตกุมเสียงข้างมากมีท่วงท่า คุกคามเขาอยู่ในที โดยเฉพาะในประเด็น Impeachment หรือเสนอให้สอบสวนเอาผิดปลดเขาออกจากตำแหน่ง หากสอบสวนพบว่า มีข้อมูลเพียงพอ ที่จะดำเนินการ เช่นการปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการทางการเมืองภายใน ผ่านการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและตอนนี้ การสอบสวนค้นหาข้อมูลก็ยังไม่ยุติ
ถึงแม้ว่า”ทรัมพ์”มีสภาสูงในกำมือ พร้อมที่จะลงมติไม่เห็นด้วยกับการเสนอนั้น แต่จะทำอย่างไร หากเกิดมีหลักฐานชัดเจนกล่าวโทษเอาเขาผิด จนไม่สามารถปฏิเสธได้ ในช่วงสองปีข้างหน้าที่อยู่ในตำแหน่ง
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการประเมินผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอย่างคร่าวๆ ที่ยังไม่อาจบอกได้ว่า”ทรัมพ์”พร้อมจะลงเลือกตั้งในสมัยหน้าหรือไม่
เพราะยังมีเวลาอีกตั้งสองปีที่จะต้องประเมินใหม่ แม้ตัว”ทรัมพ์”เอง พร้อมจะลงเลือกตั้งซ้ำอีกก็ตามที







