INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ตะวันออกกลางกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (ตอนจบ)

download 3

สหรัฐอเมริกาก็เช่นกันแสวงหาที่จะสร้างพันธมิตรและโดดเดี่ยวอีกฝ่ายหนึ่งก่อนที่จะเปิดตัวคู่ปรปักษ์ในอัฟกานิสถาน   สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ถูกชักชวนให้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับรัฐบาลคาบูล  ซึ่งมีความสำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจและการเงินที่เข้าถึงโลกภายนอกได้นั้น  ส่วนใหญ่จะผ่านตรงมายังช่องของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์

กองทัพอเมริกันได้ไปเตรียมการอยู่ในอุซเบกิสถาน   ซึ่งเป็นอดีตสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียตอันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ซึ่งเป็นการยื่นหมูยื่นแมวกันที่ทำให้ทางเครมลิน จัดการกับการลุกขึ้นสู้ของชาวเชเชนได้อย่างเต็มที่

ประธานาธิบดีของปากีสถาน  อันเป็นประเทศที่กองกำลังที่สนับสนุนฏอลิบานอาศัยอยู่ก็ยังให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกา  สมาชิกฏอลิบานส่วนใหญ่จะมาจากมัดเราะซะฮ์ หรือโรงเรียนสอนศาสนาที่สังกัดอยู่กับโรงเรียนเดียวบัน (Deoband School) ของอินเดีย  อันเป็นขบวนการทางทฤษฏีที่สามารถระดมกำลังนักเรียนได้นับแสน   เป็นนักเรียนที่เชื่อฟังครูอย่างไม่ตั้งคำถาม   ซึ่งจะส่งผ่านมาทางมุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัรที่เรียกร้องสู่การญิฮาด

               โลกของโทรทัศน์ได้ถ่ายทอดภาพต่างๆ ของการเดินขบวนที่ได้จัดขึ้นในปากีสถาน  ซึ่งผู้คนที่ไว้เครา   โผกศีรษะเผาธงชาติสหรัฐอเมริกาและกวัดแกว่งรูปภาพของบินลาดิน  คนเหล่านี้คือชาวเดียวบันเช่นเดียวกับกลุ่มที่เป็นหน่วยเสริมกำลังทหารที่มีความเชี่ยวชาญในการฆ่าทำลายชาวชีอะฮ์ปากีสถานและทำสงครามจรยุทธ์ต่อต้านทหารอินเดียในแคชมีรตะวันออก

อย่างไรก็ตามสมรรถนะของชาวเดียวบันในการระดมมวลชนนำไปสู่คำถามที่เปิดกว้างในประเทศที่มีประชากร 160 ล้านคนที่เหนื่อยหน่ายอยู่กับการต่อสู้ภายในอยู่แล้ว

เป็นเวลานับปีที่การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกามีส่วนสำคัญต่อการอยู่รอดของปากีสถาน  อันเป็นชาติที่มีอายุเพียงแค่ห้าสิบปีและมีประวัติความไม่สงบอยู่เรื่อยมา   นี่เป็นเหตุผลที่ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจฝากชะตากรรมไว้กับสหรัฐอเมริกา   นอกเหนือไปจากการเน้นแนวทางการเมืองของปากีสถานแล้ว  ปากีสถานยังต้องมี “ความลุ่มลึกทางยุทธศาสตร์” ของอัฟกานิสถานที่เป็นมิตรกับตนอีกด้วย  ในภูมิภาคที่อินเดีย ชีอะฮ์อีหร่าน  รัสเซียและอดีตสาธารณะต่างๆ ของเอเชียกลางต่างมองปากีสถานอย่างไม่ไว้วางใจ

ปลายเดือนตุลาคมเครื่องบินอเมริกันถล่มเป้าหมายทางทหารแบบปูพรมในกรุงคาบูลและที่มั่นของฝ่ายปรปักษ์  เหมือนการเล่นหมากรุก  ผู้ก่อการร้ายเบื้องหลังการโจมตีในวันที่ 11 กันยายน ดูเหมือนจะคาดหมายมาก่อนแล้วว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้การแก้แค้นทางทหารเพื่อต่อต้านอัฟกานิสถาน  สามวันก่อนที่เครื่องบินโดยสารแบบไอพ่นจะโจมตีนิวยอร์กและวอชิงตัน  ผู้บัญชาการการรบและผู้นำชาวอัฟกัน  อะห์มัด ชาฮ์ มัสอูด (Ahmad Shah Massoud) ที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลฏอลิบาน   ถูกสังหารในที่ดินของเขาที่หุบเขาปันชีร (Panshir Valley) โดยชาวแอฟริกาเหนือที่ถือหนังสือเดินทางเบลเยี่ยม

ผู้ชายทั้งสองคนมีความมุ่งหมายที่จะมาที่นั่นเพื่อสัมภาษณ์เขา และถือการ์ดนักหนังสือพิมพ์ที่ออกให้โดยองค์การข่าวของฝ่ายสุดโต่งทางศาสนา  ซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงลอนดอน  (จากรายงานของ The Islamic information Observatory ซึ่งกับการดูแลโดยอาซิร อัช ซิรรี ย้ำว่า การสังหารชาฮ์ มัสอูดถูกวางแผนเอาไว้ก่อนแล้ว)   ผู้สังหารทั้งสองคนเสียชีวิตไปพร้อมกับมัสอูด  เมื่อกล้องปัญญาอ่อนที่เป็นกับดักระเบิดออกมา   มัสอูดนั้นเป็นผู้นำที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุด  เป็นผู้ที่สหรัฐอเมริกาจะใช้ให้เข้าร่วมเป็นฝ่ายต่อต้านฏอลิบานด้วย

เป็นที่กระจ่างชัดว่าการสังหารมัสอูดคือการโหมโรงสู่การโจมตีในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา   การสังหารมัสอูดทำให้การรวมตัวช้าไปบ้าง  แต่ในไม่ช้ากองกำลังของพันธมิตรฝ่ายเหนือซึ่งหลายคนของพวกเขาสามารถสืบทอดสิ่งที่มัสอูดทิ้งไว้ให้ก็รวมตัวกันได้และหากคนเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนและติดอาวุธให้โดยสหรัฐอเมริกาพวกเขาก็จะเป็นหัวหอกในการปกป้องภาคพื้นดินเพื่อต่อต้านรัฐบาลฏอลิบานได้

สำหรับพันธมิตรที่ต่อต้านการก่อการร้าย  จุดมุ่งหมายจึงอยู่ที่การโดดเดี่ยวและการกวาดล้างอขบวนการอัล-กออิดะฮ์ของบินลาดินและฏอลิบานซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การปลุกเร้าโลกมุสลิมให้เป็นหนึ่งเดียวในการต่อต้านการรุกรานจากผู้ที่ต้องการจะกวาดล้างผู้นิยมแนวทางอิสลามที่จะมีอำนาจในประเทศมุสลิมทั่วโลกออกไป

สำหรับความสำเร็จทั้งหมดในทศวรรษ 1970 และ 1980 นั้นในตอนปลายของศตวรรษที่ 21 ขบวนการอิสลามนิยมส่งสัญญาณความล้มเหลวในการคงอำนาจทางการเมืองในโลกมุสลิมให้เห็นท่ามกลางความหวังของผู้สนับสนุนและบรรดาศัตรูที่กำลังขัดขวางพวกเขาอยู่

ความอ่อนล้าในความสามารถของขบวนการในการระดมพลทางการเมือง  อธิบายได้ว่าทำไมความน่าสนใจและรูปแบบใหม่ของลัทธิก่อการร้ายที่มุ่งทำลายล้างในเวลานี้จึงไปเยือนมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกาได้

ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาคือประจักษ์พยานที่ทำให้แลเห็นการเคลื่อนไหวของขบวนการนักต่อสู้อิสลาม  อันเป็นปรากฏการณ์ของการเกิดขึ้นที่น่าสนใจ  ในทศวรรษ 1970 ซึ่งปรากฎให้เห็นว่าศาสนาไม่อาจกลับคืนไปสู่แนวโน้มของสภาพเดิมได้ในชีวิตสมัยใหม่นั้น   ได้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่มการเมืองที่ประกาศรัฐอิสลามและปฏิญาณตนต่อคัมภีร์อัล-กุรอาน  เรียกร้องให้ทำญิฮาด และดึงดูดกิจการของพวกเขามาจากเมืองใหญ่ต่างๆ ของโลก  เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความน่าสงสัยถึงกลุ่มก้อนที่แน่นอน    ซึ่งมีมาก่อนปฏิกิริยาทั่วโลก  นำไปสู่ความตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของฝ่ายซ้าย  ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิมหรือตะวันตก

สำหรับบางคนกลุ่มอิสลามนิยมมิได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเกิดใหม่อีกครั้งของกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความคลั่งแค้นแห่งสมัยกลาง

แต่อย่างค่อยเป็นค่อยไป  จำนวนอิสลามนิยมเพิ่มขึ้น  นักวิจารณ์ขบวนการเริ่มให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด   ฝ่ายซ้ายพบว่าลัทธิอิสลามนิยม (Islamism) มีพื้นฐานเป็นที่นิยม  นักคิดมาร์กซิสในทุกๆ แนวได้แลเห็นการสนับสนุนของมวลชนที่มีต่อกลุ่มอิสลามนิยม   พวกเขาเริ่มที่จะให้ความเชื่อถือต่อกิจการของอิสลามนิยมกับค่านิยมของสังคมนิยมไปพร้อมๆ กัน

บางคนเริ่มสานเสวนาทางการเมือง   และถึงกับเปลี่ยนเข้าสู่แนวทางอิสลามนิยม  ในขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าหาประชาชน และเห็นว่ากลุ่มนักอิสลามนิยมกำลังเผยแผ่ระเบียบทางศีลธรรม  เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าและเป็นศัตรูต่อนักวัตถุนิยมที่ขาดความศรัทธา   ซึ่งหมายถึงฝ่ายคอมมิวนิสต์และนักสังคมนิยมนั่นเอง

นี่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้ได้มาซึ่งการยอมรับในหมู่นักอนุรักษ์นิยมและเงินทุนที่พอเพียง  ผู้คนมากขึ้นและมากขึ้นเริ่มที่จะมองอิสลามนิยมว่าเป็นดังลัทธิที่น่าเชื่อถือของชาวมุสลิมสมัยใหม่และบางทีในการดูสิ่งนี้ก็อาจจะเห็นโครงร่างของวัฒนธรรมอิสลามที่อยู่ในโลกที่มีวัฒนธรรมหลากหลายของศตวรรษที่ 21 ได้

ดังนั้นเพียงแค่คนหนึ่งรุ่นหลังจากชาติมุสลิมได้รับเอกราช  โลกมุสลิมก็เข้ามาสู่ศักราชแห่งศาสนา  ซึ่งส่วนใหญ่ยกเลิกสมัยแห่งชาตินิยมที่มีมาก่อนหน้านี้ พื้นฐานทางทฤษฏีสำหรับขบวนการมุสลิมในปลายศตวรรษ 1960 ล้วนมาจากอุดมการณ์ของซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดีย์แห่งปากีสถาน  ซัยยิด กุฏบ์แห่งอียิปต์และอายะตุลลอฮ์โคมัยนีหรือที่เรียกกันว่าอิมามโคมัยนีในอีหร่าน

แต่อุดมการณ์ดังกล่าวก็มิได้ปรากฎเป็นพลังทางการเมืองที่มีอำนาจจนกว่าสงครามอิสราเอล-อาหรับของ ค.ศ. 1973 จะผ่านไป โดยผู้ที่ได้ชัยชนะจากความขัดแย้งได้แก่ซาอุดีอาระเบียและประเทศที่ส่งออกน้ำมันอื่นๆ ผู้แลเห็นว่าราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นไปเหนือความคาดหมายทำให้รัฐในอ่าวเปอร์เซียร่ำรวยอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

ขั้นตอนแรกของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นถูกประทับตราด้วยการปฏิวัติอิสลามในอีหร่านในทางตรงกันข้ามครอบครัวของราชวงศ์ซาอุดีในฐานะที่เป็นผู้ดูแลสถานศักดิ์สิทธิ์ของนครมักกะฮ์ (Makka) และมะดีนะฮ์ (Madina) ได้หลีกเลี่ยงความน่าตื่นตะลึงของทรัพย์สินเอาไว้เบื้องหลังแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากขึ้น  ชาวซาอุดีได้ยกย่องความเข้มแข็งทางศีลธรรมไว้เหนือสิ่งอื่นใด  และพร้อมที่จะให้กองทุนแก่กลุ่มหรือพรรคใดๆ ที่แพร่ลัทธิของพวกเขาในที่ใดๆ ในโลก (Gilles Kepel, Jihad the Trail of Political Islam)

ดังนั้น  นับตั้งแต่แรกมาแล้วที่ขบวนการอิสลามมีอยู่สองแง่มุม  แง่มุมแรกขบวนการอิสลามเข้าโอบล้อมคนรุ่นใหม่ในเมืองต่างๆ อันเป็นชนชั้นที่ถูกสร้างขึ้นโดยจำนวนประชากรที่ระเบิดออกมาหลังสงครามในโลกที่สามและเป็นผลมาจากคลื่นการอพยพจากประเทศใกล้เคียง   แม้ว่าจะมีความยากจน  คนหนุ่มในเมืองเหล่านี้ก็เข้าถึงการรู้หนังสือและการศึกษาอยู่บ้าง

ประการที่สองขบวนการอิสลามรวมทั้งชนชั้นกลางที่เป็นผู้เกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้าอยู่แต่เดิม  เป็นผู้สืบทอดมาจากครอบครัวพ่อค้าวาณิชย์จากตลาด (บาซารและซูก)  ผู้ที่ถูกกีดกันให้มาอยู่ชายขอบในระหว่างกระบวนการของการตกเป็นอาณานิคม  นอกเหนือไปจากชนชั้นกลางผู้อุทิศตนแล้ว ก็มีแพทย์ วิศวกร และนักธุรกิจ  ผู้ออกไปทำงานในประเทศอนุรักษ์นิยมที่ส่งออกน้ำมันและกลายมาเป็นคนร่ำรวยในขณะที่กันตัวเองออกมาจากวงจรดั้งเดิมของอำนาจทางการเมือง

ในช่วงอายุคนพบว่าอุดมการณ์อิสลามนิยมเป็นเสียงก้องที่มาจากความอึดอัดของพวกเขา และส่งผลสะท้อนให้แก่ความหวังและความใฝ่ฝันของพวกเขา  ไม่เป็นที่แปลกใจว่าผู้แพร่ข่าวที่กระตือรือร้นที่สุดคือปัญญาชนคนหนุ่มที่เพิ่งจบจากสาขาเทคนิคและวิทยาศาสตร์   อันเป็นผู้ที่ตัวของพวกเขาเองได้รับแรงบันดาลใจจากการสานเสวนาในทศวรรษ 1980

สารที่ตีความได้หลายนัยของอิสลามนิยมแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วในตอนต้นของทศวรรษ 1980 ด้วยคำมั่นสัญญาที่จะสร้างความยุติธรรมขึ้นมาเป็นแบบอย่างรัฐแรกของอิสลามที่จัดตั้งโดยศาสดามุฮัมมัดในนครมะดีนะฮ์  พร้อมกับการแสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์ภายในต่อรัฐบาลที่วุ่นวายไปด้วยการคอร์รัปชั่นล้มละลาย   (ทั้งทางเศรษฐกิจและศีลธรรม)  และลัทธิเผด็จการ  ทั้งนี้อาจกล่าวได้อย่างกว้างๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแบบแผนของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกมุสลิมในเวลานั้น

ความขัดแย้งในแก่นแกนของอิสลามมีความแหลมคมขึ้นในระยะที่สอง   จากคำถามที่ว่าใครคือผู้ที่จะควบคุมพลังใหม่ทางศาสนาและการเมือง อันเป็นความกังวลที่กำลังเกิดขึ้นต่ออำนาจต่างๆ ในภูมิภาคที่บางคนพยายามที่จะยับยั้งเอาไว้   มีบางคนที่พยายามจะสนับสนุนทุกฝ่ายให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

การปฏิวัติของชาวอีหร่านทำให้รัฐบาลที่ถูกสถาปนาขึ้นมามีอาหารทางความคิดมากขึ้น  ทำให้ชาฮ์ต้องโดดเดี่ยวตัวเองและสูญเสียการสนับสนุนภายในสังคมอีหร่าน   ในทางกลับกันอิมามโคมัยนีได้รับชัยชนะก็เพราะอิมามโคมัยนีมีความสามารถสร้างการรวมตัวที่เป็นพลวัตรขึ้นมาอย่างเป็นหนึ่งเดียวและไม่อาจต่อต้านได้  แม้แต่ในชนชั้นกลาง  ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดพวกเขาก็จะขัดขวางผู้มีบารมีที่เป็นชายชราที่อ่อนแอนี้หรือทำอย่างอื่นตามที่พวกเขาคิดได้

ตลอดทศวรรษ 1980 ตะวันออกกลางถูกบดบังด้วยการต่อสู้ทางอำนาจระหว่างราชอาณาจักรของซาอุดีอาระเบียและอิมามโคมัยนีของอีหร่าน  เตหะรานพยายามจะส่งออกการปฏิวัติเช่นเดียวกับที่รัสเซียเคยส่งออกการปฏิวัติของพวกเขามาก่อน  ซาอุดีอาระเบียก็วางรูปแบบที่จะสกัดกั้นกลวิธีนี้อย่างเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาเคยสกัดกั้นสหภาพโซเวียตในระหว่างสงครามเย็น

ประเทศต่างๆ ที่อยู่ระหว่างสองขั้วนี้ อย่างเช่นอียิปต์ ปากีสถาน  มาเลเซีย  สนับสนุนกองกำลังอิสลามนิยมที่พวกเขาสัมผัสได้ในฐานะพันธมิตรต่อต้านการคุกคามที่คงทนของลัทธิสังคมนิยม  แต่พวกเขามิได้มีความสามารถอยู่เสมอที่จะควบคุมวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มันถูกปล่อยออกมาอย่างที่ได้พิสูจน์ให้เห็นใน ค.ศ. 1981  เมื่อกลุ่มของอัล-ญิฮาดสังหารประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต (Anwar Sadat) ของอียิปต์

ผู้นำทางกาเมืองหวาดกลัวว่าการจราจลที่ต้องเกิดขึ้นของมวลชนมุสลิมจะเติบโตขึ้นเป็นการปฏิวัติอย่างเต็มที่และจะพัดพาเอาคนสุดโต่งเข้าสู่อำนาจ   ด้วยเหตุนี้ผู้นำจึงเสนอให้มีการลดหย่อนผ่อนปรนในอาณาจักรทางศีลธรรม  และวัฒนธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า

รัฐบาลค่อยๆ สร้างบรรยากาศ “การกลับไปใช้วิถีอิสลามอีกครั้ง”  ขึ้นมาเพื่อที่จะให้ความเมตตาต่อนักการศาสนาที่ดื้อรั้น  ด้วยความมุ่งหวังในทางกลับกันนักการศาสนาจะยอมรับอำนาจของพวกเขาในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบียที่ได้กระจายความจงรักภักดีออกไปอย่างกว้างไกลและปลูกฝังความภักดีแก่ชนชั้นกลางด้วยการยื่นความช่วยเหลือที่เป็นไปตามระบบของธนาคารอิสลาม (Islamic banking system) ให้แก่พวกเขา

ใน ค.ศ. 1980 ด้วยการอำนวยการของรัฐบาลอ่าวที่ผลิตน้ำมันและตะวันตก ซัดดัม ฮุสเซ็น ของอีรักประกาศสงครามกับการปฏิวัติของอีหร่าน  โดยตัวของซัดดัมเองเป็นผู้นำรัฐบาลของพรรคบาธ (Baath) อันเป็นพรรคทางโลก

เวลานี้ซัดดัมได้ระดมกองกำลังทางศาสนาในประเทศของเขาขึ้นมาเพื่อให้นักการศาสนาเหล่านั้นออกห่างจากการควบคุมของอิมามโคมัยนี เพื่อให้ความสมดุลแห่งอำนาจอยู่กับฝ่ายตน อีหร่านโต้ตอบด้วยการจับตัวประกันตะวันตกผ่านขบวนการฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน   และขัดขวางการไปประกอบพิธีฮัจญ์ยังนครมักกะฮ์

แต่ท้ายที่สุด สนามการต่อสู้ที่ชี้ขาดได้พิสูจน์ให้เห็นในอัฟกานิสถาน  ที่ซึ่งการญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียตที่ประสบความสำเร็จได้รับการสนับสนุนทางการเงิน   โดยประเทศร่ำรวยของรัฐแถบอ่าวและหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกานั้น  สงครามศักดิ์สิทธิ์ในอัฟกานิสถานมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนอยู่ประการหนึ่งคือ การสร้างทางตันแบบเวียดนามให้กับกองกำลังของสหภาพโซเวียตที่รุกรานกรุงคาบูลในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1971 ดังนั้นจึงเร่งให้เกิดการล่มสลายแก่อาณาจักรของสหภาพโซเวียต

ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศร่ำรวยน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียนั้น  อัฟกานิสถานคือการหักเหความสนใจของนักต่อสู้สุดโต่งที่ไม่ได้อยู่ในแนวทางของซาอุดีอาระเบีย  ด้วยการมุ่งความเกลียดชังไปที่สหภาพโซเวียตผู้รุกราน

การญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียตของชาวอัฟกันกลายเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ซึ่งนักอิสลามนิยมทั่วโลกออกมาแสดงตัวไม่ว่าจะเป็นผู้ยึดสายกลางหรือสุดโต่งก็ตาม   ในความคิดของชาวอาหรับส่วนมากการญิฮาดได้เข้ามาแทนที่ภารกิจของชาวปาเลสไตน์และเป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนจากลัทธิชาตินิยมสู่อิสลามนิยม

นอกเหนือไปจากมุญาฮิดีนท้องถิ่น   หรือนักรบอันศักดิ์สิทธิ์แล้วกองพันนานาชาติในอัฟกานิสถานก็แห่เหนกันมาจากทั่วโลกมุสลิม   คืออียิปต์แอลจีเรียในคาบสมุทรอาหรับและนักอิสลามนิยมจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  พวกเขาอยู่เป็นชุมชนที่ใกล้ชิดกัน   โดยพวกเขาได้รับการฝึกฝนเทคนิคในสงครามจรยุทธ์และสร้างอุดมการณ์อิสลามที่วางอยู่บนการต่อสู้ด้วยการติดอาวุธ   และความเข้มแข็งทางศาสนา

จนถึง ค.ศ. 1989 หน่วยสืบราชการลับของซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน  และสหรัฐอเมริกามีความมั่นใจว่านักต่อสู้เพื่ออิสรภาพซึ่งเข้ามาทำสงครามกับอาณาจักรอันชั่วร้ายของสหภาพโซเวียตในภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเนินเขานั้นอยู่ภายใต้การควบคุมและกำลังเสนอทางออกของอิสลามสู่การปฏิวัติออกมาให้เห็นในอีหร่าน   ในปีนั้นอิสลามนิยมได้มาสู่จุดสูงสุดของความเข้มข้นในฐานะของกองกำลังทางการเมือง

ในระหว่างอินฏิฟาเฏาะฮ์ (intifada) หรือการลุกขึ้นสู้กับการครองความเป็นเจ้าโดยขบวนการต่อสู้ขัดขืนตามแนวทางอิสลาม (Hamas) อยู่นั้น     ในแอลจีเรียพรรคแนวหน้าอิสลาม (Front Islamique du Salut)  ชนะเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นอิสระนับตั้งแต่ได้รับเอกราช   และในซูดานการรัฐประหารของทหารส่งให้นักคิดอิสลามคือฮัซซัน อัต-ตูรอบี (Hassan al-Turabi) ขึ้นสู่อำนาจ  ในที่สุดเมื่อกองทัพของสหภาพโซเวียตถอนออกจากอัฟกานิสถานใน ค.ศ. 1989 ชัยชนะของการญิฮาดและการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียก็ยุติลง

ใน ค.ศ. 1989 อิมามโคมัยนีเซ็นสัญญาสงบศึกกับอีรัก  และประกาศฟัตวา (ข้อวินิจฉัยทางศาสนา)  ในกรณีนี้เป็นการประกาศให้นักเขียนชาวอังกฤษซัลมาน รุชดี (Salman Rushdie) ผู้เขียนนวนิยายเรื่องโองการปีศาจ (Satanic Verses) อันเป็นนวนิยายดูหมิ่นศาสนาอิสลามได้รับโทษถึงชีวิต       ด้วยท่าทีดังกล่าวอะยาตุลลอฮ์ของอีหร่านได้ขยายอุมมะฮ์ (Umma) อันเป็นโลกที่ถูกปกครองโดยกฎหมายอิสลามตรงสู่ยุโรปและตะวันตก   เขาอ้างถึงสิทธิที่จะมอบความตายให้กับพลเรือนอังกฤษและตะวันตก  ซึ่งตะวันตกก็เอาจริงเอาจังกับอิมามโคมัยนี

ในปีเดียวกัน  การสวมผ้าคลุมศีรษะของนักเรียนมุสลิมในฝรั่งเศสก็นำไปสู่การถกกันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ   ซึ่งแสดงให้เห็นการขยายตัวของขบวนการอิสลามที่มุ่งเข้าสู่ผู้ย้ายถิ่นรุ่นที่สอง  และในขณะที่สิ่งนี้กำลังดำเนินต่อไป  การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) ก็กำลังส่งสัญญาณมากขึ้น

โดยทั่วไป  การแตกออกของระบอบคอมมิวนิสต์ได้เปิดทางให้อุมมะฮ์ขยายตัวออกไปเหนือม่านเหล็กและค่อยๆ โอบล้อมรัฐมุสลิมใหม่ๆ ของเอเชียกลาง   คอเคซัสและท้ายที่สุดในบอสเนียใจกลางของยุโรป

ที่สุดแห่งตะวันออกกลาง

เมื่อมองไปที่ตะวันออกกลางโดยรวมแล้ว  เราก็จะพบว่าเรื่องการเมืองและศาสนานั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนทั้งในบริบททั่วๆ ไปและโดยเฉพาะในบริบทของตะวันออกกลาง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองที่ไปจำกัดวงอยู่แต่เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น  ซึ่งจะทำให้แลเห็นปฏิบัติการทางการเมืองของอิสลามอย่างเกินความจริงไป   และมักจะดูรุนแรงและลึกลับกว่าที่เป็นอยู่จริงๆ (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน Sami Zubida, Islam : The People and the State , London and New York : Routledge, 1988)

บริบททางประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งสำคัญ   ด้วยเหตุผลที่ว่ามันทำให้เกิดแรงกระตุ้นขึ้นมา  หากว่าจะไม่ได้ทำให้ความสำนึกในศาสนามีมากขึ้นในตะวันออกกลาง  แต่อย่างน้อยก็ทำให้กิจกรรมด้านการเมือง-ศาสนาเข้มข้นขึ้นในคนบางกลุ่ม    รวมทั้งอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกในทศวรรษ 1970 และแรงกระตุ้นที่นำไปสู่การช่วยเหลือตัวเอง   ซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่ชุมชนของตนและกลุ่มคนในท้องถิ่นที่จะต้องจัดหาความสุขสบายและการคุ้มครองคนยากจนและคนไม่มีงานทำ

ในขณะเดียวกันก็ยังมีลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือสิ่งที่ วี.เอส.ไนพอล (V.S. Naipol) เรียกว่า “การตื่นขึ้นมา”  มีความสำนึกในตนเองทางด้านประวัติศาสตร์ของกลุ่มและชุมชนทุกประเภทที่ได้รับการสนับสนุนให้แลเห็นตัวเองเหมือนกับที่คนอื่นแลเห็น  ซึ่งมักจะเห็นว่าเป็นพวกล้าหลัง ตกขอบ มืดมน และเป็นผู้ที่ขานรับต่อสิ่งนี้ด้วยการสร้างขบวนการแห่งการยืนหยัดเป็นตัวของตัวเองที่กล้าหาญขึ้นมา (V.S. Naipaul, “The Shadow of the gun” , New York Review of Book, 2 , Nov. 1990)

เรื่องที่สำคัญพอ ๆ กันก็คือศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับศาสนาสำคัญอื่นๆ นั้นคือธรรมเนียมปฏิบัติที่ยังมีชีวิตอยู่       ในนั้นผู้คนจะถูกห้อมล้อมด้วยสถาบันและตัวแทนต่างๆ (คือมัสญิด โรงเรียนและครู)  เพื่อเตือนใจพวกเขาถึงประวัติศาสตร์ของศาสนานั้นและมีการบังคับใช้ข้อปฏิบัติทางศาสนาที่ถูกต้องบางชนิด   แต่สถาบันเหล่านี้ไม่มีสถาบันใดที่สามารถหยุดนิ่งอยู่ได้  ทุกสถาบันมีส่วนอยู่ในกระบวนการของการตีความเรื่องความเชื่อและการปฏิบัติใหม่ไปตามสภาพปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา

การตีความบางอย่างก็จะก่อให้เกิดแบบแผนและมุมมองทางการเมืองขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการใช้มัน  ในกรณีของอิสลามนั้นอย่างน้อยคำที่ดีกว่าซึ่งน่าจะใช้บรรยายถึงการเมืองของศาสนาในทศวรรษ 1970  และ 1980 ก็คือคำที่พวกผู้ปฏิบัติการเหล่านั้นใช้กันเอง คือคำว่าตัจญ์ดีด (tajdid) หรือการทำให้เป็นของใหม่นั่นเอง

ขบวนการใดที่เป็นขบวนการแรกในตะวันออกกลางที่เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการสร้างรัฐอิสลามขึ้นมานั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่   บางคนอาจกล่าวว่าคือสมาคมภราดรภาพมุสลิมในทศวรรษ 1930 บางคนก็บอกว่าการพัฒนานี้ต้องรอไปอีกนานจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง

ส่วนปัญหาที่ว่าอะไรคือส่วนประกอบสำคัญของอิสลามการเมืองนั้นจะต้องมุ่งไปที่จุดสำคัญสองจุดซึ่งเกือบจะไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เลย   จุดหนึ่งคือปัญหาเรื่องผู้นำและเรื่องของการบ่งชี้ว่าผู้ใดมีคุณสมบัติอันจำเป็นที่จะปกครองรัฐดังกล่าวนั้นได้   จุดที่สองคือความเชื่อว่ารัฐเช่นนั้นจะต้องอยู่ใต้การปกครองของกฎหมายอิสลาม

การอภิปรายในเรื่องที่ว่าจะนำเอาชะรีอะฮ์ (Shari’ah) หรือกฎหมายอิสลามมาใช้ได้ทั้งหมดอย่างไรหรือจะทำให้ชะรีอะฮ์เป็นพื้นฐานของระบบกฎหมายสมัยใหม่ได้อย่างไรนั้นใช้เวลาน้อยกว่ามากเพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นคำสั่งทางศาสนาและทางสังคมมากพอๆ กับที่เป็นประมวลกฎหมายอยู่แล้ว

สำหรับนักปฏิบัติการทางการเมืองที่เป็นมุสลิมจำนวนมากย่อมมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ดูเหมือนว่าศาสนาของพวกเขาจะถูกกีดกันออกไปเสียจากแวดวงสาธารณะและถูกกีดกันจากการนำเอาศาสนาไปใช้ไม่ว่าจะโดยตรงหรือในฐานะที่เป็นพื้นฐานสำหรับระบบกฎหมายทั้งหมดก็ตาม   จึงกลายเป็นเสียงเรียกร้องให้คนในแวดวงเดียวกันกำหนดเป็นเกณฑ์สำหรับวัดว่ารัฐหนึ่งจะถูกถือว่าเป็นรัฐอิสลามได้หรือไม่ (ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน  Rojer Owen รัฐ อำนาจและการเมืองในตะวันออกกลาง  กิติมา อมรทัต แปลจาก State Power and Politics in the making of Modern Middle East , กรุงเทพ: โครงการแปลหนังสือของกองทุนสนับสนุนการวิจัยชุดโครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค, กุมภาพันธ์ 2546)

สำหรับพวกเขาเหล่านั้นช่องว่างระหว่างศาสนากับการเมืองและศาสนากับรัฐซึ่งเกิดขึ้นโดยการแทรกแซงของตะวันตกนั้นจักต้องถูกปิดกั้นเสียให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม

 

นักคิดที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านในตะวันออกกลาง

เพื่อแสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกลางและโลกมุสลิม การกล่าวถึงนักคิดที่เป็นแรงบันดาลใจของอิสลามการเมืองในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นทศวรรษที่ 20 จะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีคิดของนักคิดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านในตะวันออกกลางและโลกมุสลิมโดยสังเขปได้ชัดเจนขึ้น นักคิดเหล่านี้ได้แก่

ญะมาลุดดีน อัล-อัฟฆอนี (ค.ศ. 1839-1987)

               ญะมาลุดดีน อัล-อัฟฆอนีเป็นนักปฏิวัติ  ซึ่งปรารถนาที่จะเห็นประเทศมุสลิมทั้งหลายได้รับอิสรภาพพ้นจากอำนาจของจักรวรรดินิยมยุโรป   ตื่นตัวขึ้นมาพ้นจากความหยุดนิ่งของสมัยกลาง  และเข้าร่วมอยู่ภายใต้เคาะลีฟะฮ์ (ผู้ปกครองชุมชนอิสลาม) เดียวกัน

 

มุฮัมมัด อับดุฮ์ (ค.ศ. 1849-1905)

สำหรับมุฮัมมัดอับดุฮ์แล้ว  เขาแลเห็นว่าชุมชนมุสลิมในตอนปลายศตวรรษที่ 20 ต่างก็อยู่ในสภาพที่ลำบากจริงๆ  ทางด้านหนึ่งพวกเขาต้องผจญกับอารยธรรมตะวันตก   ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีขนบธรรมเนียมสมัยกลางในรูปของการเห็นพ้องกันอย่างไม่ผิดพลาด (อิจญ์มา)  ซึ่งกำหนดให้สังคมมีลักษณะอนุรักษ์นิยมและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง    ภายในสถานการณ์เช่นนี้เองที่นักคิดอิสลามหัวเสรีอย่างอับดุฮ์ได้ริเริ่มขบวนการปฏิรูปขึ้น  จนกระทั่งความคิดของเขาส่งอิทธิพลต่อปัญญาชนมุสลิมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตื่นตัวทางการเมือง  ศาสนาและการศึกษา

 

มุฮัมมัด รอชีด ริฎอ (ค.ศ. 1865-1935)

ริฎอ ประกาศว่า อิสลามที่แท้จริงยอมรับความก้าวหน้าสมัยใหม่ ทุกๆ อย่าง  และสำหรับผู้ที่ไม่ได้ยึดถือแต่ด้านพิธีกรรมเท่านั้นจะพบว่าทุกๆ อย่างมีอยู่ในอัล-กุรอานและซุนนะฮ์ (จริยวัตรของศาสดามุฮัมมัด) ที่แท้จริง   เขาวิพากษ์ความลึกลับที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของสำนักกฎหมายบางสำนักว่าประกาศใช้กฎหมายโดยไม่คิดถึงความต้องการในอนาคต

นักคิดมุสลิมที่มีอิทธิพลต่อนักอิสลามนิยมในปัจจุบัน

 

อิมามโคมัยนี (ค.ศ. 1901-1989)

อิมามโคมัยนีผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชนก่อนจะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นมาใน ค.ศ. 1979 ซึ่งเรียกกันว่าการปฏิวัติตามแนวทางอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolution of Iran)

การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากการทำงานทางการเมืองของอิมามโคมัยนีและบรรดานักการศาสนาทั้งหลายนั้น  มีบทบาททำให้ประชาชนผู้กำลังจะอ่อนข้อให้กับการยอมปฏิบัติตนตามแนวทางตะวันตก  ได้มีความรู้และความเข้าใจมากขึ้น

การปฏิวัติของอิมามประสบความสำเร็จเพราะว่าอิมามอยู่กับประชาชน  เคียงข้างและเป็นที่พึ่งพาของประชาชนอยู่เสมอ    ดวงวิญญาณของอิมามอุทิศให้แก่พระผู้เป็นเจ้าและประชาชน  นับตั้งแต่ประชาชนอิหร่านได้รู้จักอิมาม   พวกเขาก็รู้สึกว่าการปฏิวัตินั้นเป็นของพวกเขาเอง  ประชาชนถือว่าอิมามก็คือตัวแทนความสำนึกของพวกเขาเอง

เนื้อหาใหญ่สองประการเกี่ยวกับการฟื้นฟูอิสลามของอิมามก็คือ 1. การตำหนิลัทธิวัตถุนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่มากเกินไป 2. อิสลามในฐานะที่เป็นสติสำนึกของมุสตัดอะฟีน   (ผู้ถูกกดขี่)

ในการตำหนิลัทธิวัตถุนิยม อิมามมีความคิดว่าความหยิ่งทระนงของบุคคลและลัทธิวัตถุนิยมเป็นสาเหตุของการคอร์รัปชั่นและทำลายความเป็นมนุษย์ในอิสลามที่เรียบง่ายและสุภาพ   ผสมผสานกับจิตวิญญาณและความมั่นใจทางวัฒนธรรม  ซึ่งมีรากฐานมาจากความรู้สึกซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าวัฒนธรรมวัตถุนิยมร่วมสมัย

อิมามเชื่อว่าระบบมหาวิทยาลัยของอิหร่านสามารถเยียวยาได้  ถ้าความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เติมเต็มด้วยหลักศีลธรรมอิสลาม   ดังนั้นสำหรับอิมามแล้ว วิธีการทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งผสมกับศีลธรรมของอิสลามจะเป็นเครื่องมือสำหรับการฟื้นฟูคุณค่าของวัฒนธรรมอิสลาม

 

ซัยยิด อะบุล อะลา เมาดูดีย์ (ค.ศ. 1903-1973)

ตามความคิดของเมาดูดีย์  อิสลามก็คือการยอมรับอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้าในทุกด้านของกิจกรรมมนุษย์    ในทางปฏิบัตินี่หมายถึงความเชื่อฟังต่อศาสดามุฮัมมัดอย่างมีความหมาย  จริยธรรมในเรื่องการยอมตนของอิสลามนั้นตรงกันข้ามกับจริยธรรมแบบมนุษย์นิยมของเสรีภาพภายในซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ “ลัทธิ” ทั้งหลายที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เช่นลัทธิประชาธิปไตยลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธินิยมเหตุผล ฯลฯ

อย่างไรก็ตามมุสลิมแต่ละคนต่างก็มีขอบเขตพอเพียงในการที่จะมีเสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์    ในทำนองเดียวกันชุมชนมุสลิมก็มีขอบเขตพอเพียงที่จะใช้อำนาจร่วมกันในการอิจญ์ติฮาด (การวินิจฉัยคำสอนของศาสนา) ที่จะแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ตามคำสอนของอัล-กุรอาน และซุนนะฮ์ (จริยวัตรของศาสดา) ด้วยการปฏิรูปนี้จะต้องสอดคล้องกับเนื้อแท้ของชะรีอะฮ์

สาระทางความคิดของเมาดูดีย์จะเกี่ยวข้องอยู่กับ (1) อำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า (2) ทุกส่วนที่รวมกันอยู่ของอิสลามในฐานะที่เป็นประมวลกฎเกณฑ์ความประพฤติอันสมบูรณ์ในเรื่องการปกครองตนเองของปัจเจกบุคคลและอำนาจสูงสุดของรัฐ (3) การปฏิเสธลัทธิชาตินิยมและสากลนิยมทางโลกย์

 

ซัยยิด กุฏบ์ (ค.ศ. 1906-1966)

สำหรับซัยยิด กุฏบ์แล้วตราบเท่าที่ผู้ปกครองยังสนับสนุนส่วนประกอบของสังคมที่ยุติธรรมไว้พวกเขาก็ควรได้รับการเชื่อฟัง  แต่ถ้าหากว่าพวกเขาหยุดกระทำดังนั้น   หน้าที่ของการเชื่อฟังก็หมดไป   สมัยที่ความยุติธรรมแบบอิสลามประสบความยิ่งใหญ่คือสมัยแรก    หลังจากนั้นผู้ปกครองที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจากประชาชนก็ได้นำเอาความทุกข์ยากอย่างต่อเนื่องมาให้แก่สังคมมุสลิม      สังคมมุสลิมที่แท้จริงจะถูกฟื้นฟูขึ้นมาได้  ก็โดยอาศัยการสร้างความนึกคิดใหม่ๆ ขึ้นมาโดยวิธีการศึกษาที่เหมาะสมเท่านั้น

การญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียต (อันเนื่องมาจากการรุกรานอัฟกานิสถานของพวกเขาใน ค.ศ. 1979) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยซาอุดีอาระเบีย รัฐแถบอ่าวและสหรัฐอเมริกา  พร้อมด้วยกองทุนและอาวุธผ่านช่องทางลับทางทหารของปากีสถาน  เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ต่อสายเขากับอาสาสมัครหลายพันคน  จากอียิปต์ซาอุดีอาระเบียและแอฟริกาเหนือ เข้าสู่กองกำลังการต่อสู้ที่มีพลัง ส่วนหนึ่งก็มาจากอิทธิพลของกุฏบ์ เช่นกัน

สำหรับสานุศิษย์ของกุฏบ์แล้วการญิฮาดต่อต้านญาฮิลียะฮ์ (Jahiliyya – ยุคสมัยแห่งความเขลา) ใหม่  โดยมีตะวันตกเป็นตัวแทนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อผนึกกำลังของอิสลาม (Pan Islamic struggle) ด้วยความมุ่งหวังว่าการต่อสู้นี้จะนำไปสู่ระบบเคาะลีฟะฮ์หรือกาหลิบสากล

แม้ว่าการญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียตจะได้อาสาสมัครมาจากทุกส่วนของโลกมุสลิม   แกนกลางของขบวนการก็คือการเกณฑ์มาจากโลกอาหรับและชาวอาหรับ    (ที่เรียกกันว่าอาหรับ-อัฟกัน)  ซึ่งครอบงำตำแหน่งผู้นำแบบกุฏบ์  หลังจากโซเวียตถอนออกจากอัฟกานิสถาน ใน ค.ศ. 1989

กุฏบ์มีความเห็นว่าเมื่ออุมมะฮ์อ่อนแอลงไปโดยพวกนอกรีตและวัฒนธรรมที่ชั่วร้าย   หน้าที่ของการญิฮาด จึงตกอยู่กับผู้ทรงคุณธรรมที่ปฏิเสธวัฒนธรรมดังกล่าว  ผลที่ตามมาก็คือการต่อสู้จะถูกตราตรึงอยู่ในแก่นสารของอิสลาม ซึ่งมีภารกิจในการ “ทำลายล้างอาณาจักรเดียรถีย์ของมนุษย์และก่อตั้งอาณาจักรของอัลลอฮ์ขึ้นในโลกนี้”

ความสำคัญของแนวคิดทฤษฏีที่มาจากปัญญาชนมุสลิมข้างต้นนำไปสู่ขบวนการและกองกำลังต่างๆ ในโลกมุสลิมที่พยายามจะสร้างสังคมและรัฐไปตามแนวทางอิสลามการเมือง โดยรัฐอิสลาม  ขบวนการและกองกำลังต่างๆ เหล่านี้ได้แก่ ขบวนการภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์  กองกำลังฏอลิบานในอัฟกานิสถาน   การปฏิวัติอิสลามในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน     กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนและขบวนการฮามาสในปาเลสไตน์เป็นต้น

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *