จีนชักจะแย่ทำสงครามการค้ากับสหรัฐ

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
จีนชักจะแย่ทำสงครามการค้ากับสหรัฐ
เมื่อสงครามเกิดขึ้นได้ รบกันไปรบกันมา จนน่าเบื่อหน่าย หรือสิ้นเปลืองหนักๆเข้า คู่สงครามก็จะหันมาตกลงหย่าศึกกันด้วยการ”หยุดยิง” และบางทีก็หย่าศึกกันได้นานๆ
อย่างที่เกิดขึ้น ระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ ในสงครามเกาหลี ซึ่งหย่าศึกกันมาตั้งแต่ปี ๑๙๕๓ จนถึงทุกวันนี้ แต่สภาวะสงครามยังดำรงอยู่ จะเริ่มยิงกันอีกเมื่อไร ก็ไม่รู้ได้
สงครามการค้า ที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับจีน ตามที่เป็นข่าวก็เช่นกัน หลังจากที่สหรัฐและจีน ต่างฝ่ายเปิดฉากตั้งกำแพงภาษีสินค้าใส่กัน เพื่อกีดกันสินค้าของอีกฝ่ายหนึ่งเข้าประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงระหว่างสองฝ่าย ไม่รู้กี่หมื่นกี่พันล้านเหรียญนั้น
อยู่ๆ ทั้งสองฝ่ายก็ตกลง”หยุดยิง”ระหว่างกันชั่วคราว ๙๐ วัน ณ ที่ประชุมสุดยอด ”จี๒๐” (๓๐พย.-๑ธค.๒๐๑๘)ที่บัวโนสไอเรส ครั้งที่ผ่านมา คือสหรัฐยังจะไม่ใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษี ตั้งแต่ต้นปีหน้า ให้เลื่อนไปจนกว่าจะครบกำหนด ๙๐วัน ในขณะที่ทางจีน ก็ตกลงจะซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าสหรัฐต่อในช่วงเวลานี้
ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียระหว่างกันได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถ ถอนหายใจอย่าง
โล่งอก ได้อย่างน้อย ก็สักพักหนึ่ง
ความขัดแย้ง นำไปสู่สงครามการค้า ระหว่างทั้งสหรัฐกับจีน เริ่มต้นจากจุดใด
เรื่องนี้เห็นทีจะต้องย้อนกลับไปที่การหาเสียงของ”โดนัลด์ ทรัมพ์”ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐว่า จะจัดการกับจีนที่แสวงหาประโยชน์อันไม่สมควรจากระบบสากลที่ล้มเหลวและมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะในประเด็นจีนล่วงละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา และเมื่อ”ทรัมพ์”เข้ารับตำแหน่งประธานธิบดีแล้วเมื่อต้นปี ๒๐๑๗ แล้ว ในเดือนเมษายน ก็ออกมาประกาศคุกคามชาติคู่ค้า ที่ได้เปรียบสหรัฐว่า
”ใครก็แล้วแต่ ที่ขโมย(ความมั่งคั่ง)ของเราไป……” ซึ่งก็หมายถึงจีน ที่ทำการค้ากับสหรัฐโดยไม่ให้ความเป็นธรรม
ซึ่งก็ได้รับการตอบโต้จากประธานาธิบดีจีน”สี จิ้นผิง”ทันทีว่า
“ใครก็อย่าได้คาดหมายว่า เราจะกล้ำกลืนอะไร ที่ทำลายผลประโยชน์ของเรา….”
นั่นคือปฐมวิวาทะ ของสงครามปากระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีใส่กันในเวลาต่อมา โดยสหรัฐขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ระหว่าง ๑๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ตามชนิดของสินค้า
ส่งผลให้จีน ต้องตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน ด้วยการขึ้นอัตราภาษีอากรถึงร้อยละ ๒๕ ต่อสินค้าอเมริกัน ๑๒๘ รายการ รวมทั้งหมูแช่แข็งและไวน์
ลองมาดูในรายละเอียดว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าจีนกี่อย่างอยู่ในข่ายที่ถูกสหรัฐตั้งกำแพงภาษี
ก็จะพบว่าผลิตภัณฑ์จีนที่อยู่ในข่ายมีถึง ๕,๗๔๕ ชนิด มูลค่าราว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ(เทียบกับมูลค่าการนำเข้าโดยรวมในปี ๒๐๑๗ ที่ ๕๐๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ)ซึ่งจะเก็บภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์(เริ่มแต่ ๒๔ กันยายน) ไปจนถึงวันที่ ๑ มกราคม ปี ๑๐๑๙
หลังจากนั้นแล้วจะขึ้นภาษีนำเข้าเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี มีขอยกเว้นสำหรับสินค้าหลายอย่าง เช่น “สมาร์ท วอตช์”ของค่าย”แอพเพิล”(บริษัทอเมิกัน)ซึ่งประกอบในจีน
แม้รองนายกรัฐมนตรีจีน”หลิว เหอ”จะพยายามต่อรองเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่าจะซื้อ ผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์การเกษตรของสหรัฐเพิ่มขึ้นและจะยอมให้บริษัทอเมริกันมีหุ้นส่วนเพิ่มสำหรับการลงทุนในจีน แต่”ทรัมพ์”ก็ไม่เล่นด้วย
ทุกอย่างช้าไปเสียแล้ว
แม้จีนพยายามจะส่งรองรัฐมนตรีพาณิชย์”หวัง ชูเหวิน”ไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี ในเดือนสิงหาคม หมายเจรจาต่อรอง เพื่อเหนี่ยวรั้งความก้าวร้าวของ”ทรัมพ์”ด้วยการนำเสนอข้อเงื่อนไขที่น่าสนใจ แต่ทุกคนก็ไม่หวังอะไรอีกแล้ว
“หวัง”เอง ถึงกับเอ่ยปากถล่มสหรัฐว่า “อันธพาลการค้า”ยากที่จะเชื้อเชิญมาร่วมเจรจาด้วย
สภาพการณ์อย่างนี้ ทำให้จีนตกอยู่ในฐานะที่เป็นรองอย่างมาก
ถามว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ส่งผลอะไรต่อโลก ตอบว่านอกจากจะกระทบต่อภาวะตลาดหุ้นที่อ่อนไหวในระยะแรกๆ แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร
มีบางชาติเช่นเวียดนาม น่าจะได้รับผลดี จากความพยายามโยกย้ายฐานการผลิตของบริษัทอเมริกันในจีน ที่พอยได้รับผลกระทบ เพราะต้องขายผลิตภัณฑ์สินค้าแพงขึ้นในจีน ทำให้เกิดความยากลำบากในการแข่งขัน
สงครามการค้าที่ว่านี้ จะจบลงหรือไม่อย่างไร ดูเหมือนว่าจีนจะต้องพยายามอีกหลายครั้งที่จะเจรจาให้สหรัฐยอมผ่อนปรน หรือไม่ก็ต้องหาตลาดพิ่มเติม ทดแทนสหรัฐให้ได้
บางทีเมื่อใกล้จะหมดเวลา “หยุดยิง” จีนอาจพบทางออกที่ดีกว่าเดิมก็ได้ อยู่ที่ว่า “ทรัมพ์”จะต่อรองจนพอใจตรงไหน
ไม่เสียทีเลย ที่เป็นนักต่อรองระดับพระกาฬ







