วิพากษ์ทฤษฎีทางปรัชญาจริยะ ของอิมมานูเอล คานท์(ตอนที่๒)

วิพากษ์ทฤษฎีทางปรัชญาจริยะ ของอิมมานูเอล คานท์(ตอนที่๒)
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ความจำเป็นและความไม่จำเป็นทางปรัชญาจริยะ
คำว่า”จำเป็น” และ”ไม่จำเป็น” เป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในประเด็น คำสั่งใช้และคำสั่งห้ามทางจริยะ นักวิชาการบางคนได้อ้างว่า เป็นเพียงภาษาเท่านั้น มิได้มีสารัตถะทางปรัชญาใดๆ เหมือนกับเรากล่าวว่า “จำเป็นต้องพูด” แทนประโยคที่ว่า” จงพูด” หรือกล่าวว่า “จะต้องไม่พูด” แทนคำว่า” อย่าพูด” และบางครั้ง คำๆนี้จะแทนความหมายของคำว่า “วายิบ(จำเป็นทางหน้าที่)”มีภาระหน้าที่ต้องกระทำ และคำว่า “มัมนุอฺ”(ภาวะหน้าที่หนึ่งห้ามที่จะกระทำ หรือ ในภาษานิติศาสตร์อิสลาม เรียก ฮารอม) มีภาระหน้าที่ห้ามจะกระทำใดๆ
คำเหล่านี้ในมิติทางจริยะถือว่าเป็นคำที่บ่งบอกถึง การมีคุณค่า มีมิติการเกิดขึ้นคุณค่าทางจริยะและทางนิติศาสตร์ และในเรื่องนี้เองก็มีทัศนะมากมายได้กล่าวไว้ หนึ่งจากทัศนะเหล่านั้นคือ ได้อธิบายถึงภาวะความปรารถนาและความอยากต่อกิจกรรมหนึ่งหรือต่อปัจเจกบุคคลหนึ่ง หรือต่อสังคมด้วย ถ้าเป็นลักษณะประโยคบอกเล่า ก็จะบ่งถึงความคาดหวังผลลัพธ์ทางจริยะนั้น
ทัศนะที่ถูกต้องในเรื่องนี้ คือ ว่า คำเหล่านั้น โดยตัวของมันแล้ว มิได้บ่งบอกถึงความคาดหวัง ใดๆ แต่ทว่าจะบ่งบอกถึงคุณค่าของกิจกรรมหรือการงานนั้น และได้แฝงความคาดหวังไว้ให้กระทำหรือมิให้กระทำ โดยเข้าใจในตัวของมันเอง โดยจะโยงความสัมพันธ์ทางปรัชญา ว่าด้วยเรื่อง เหตุและผล หรือเป้าหมายกับการกระทำทางจริยะหรือทางนิติ กฏหมายที่ได้ร่างขึ้นมาแก่สังคม เช่นเมื่อนักนิติศาสตร์กล่าวว่า ผู้เป็นอาชญากร จะต้องได้รับการลงโทษ เป็นการเข้าใจระหว่างระหว่างการกระผิดกฏหมายกับผลของการทำผิดกฏหมาย แต่ทว่าจะเข้าใจและรับรู้ถึงเป้าหมายระหว่างการลงโทษกับอาชญากร ซึ่งหนึ่งจากเป้าหมายนั้น ความสงบสุขทางสังคม
วิเคราะห์ ทัศนะของคานท์(Immanuel Kant)ในเรื่องปรัชญาจริยะ
ทัศนะของคานท์เกี่ยวกับปรัชญาจริยจะมีสองขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่หนึ่ง เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ทางจิตหรือจิตวิทยา กล่าวคือ จำเป็นต้องยอมรับว่า คำสั่งที่จากมโนธรรม(สามัญสำนึก)ของมนุษย์มีสองลักษณะ คือลักษณะที่เป็นภาวะสัมบูรณ์(เป็นสากล จะอยู่ที่ไหนหรือเวลาไหนให้ความหมายเดียวกัน)และเป็นภาวะมีเงื่อนไข(ซึ่งจะบอกได้ว่าดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเวลา)
คำสั่งต่างๆ แบบมีเงื่อนไขหมายถึงการบังคับให้มนุษย์เกิดความพยายามในการดำรงชีวิต โดยได้มีพฤติกรรมเกิดขึ้นที่มาจากเงื่อนไขที่พึงต้องกระทำ ส่วนคำสั่งแบบสัมบูรณ์คือคำสั่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาจากคำสั่งหลักจริยธรรม และมโนธรรม ที่เกิดจากสามัญสำนึกของมนุษย์ และในส่วนนี้ ถูกบัญญัติคำสั่งต่างๆ ออกมาเรียกว่า มโนธรรมทางจริยศาสตร์
คานท์ยังให้ความสนใจอย่างน่าประหลาดใจต่อมโนธรรมของมนุษย์จากแง่มุมทางจิตสำนึกทางจริยธรรม โดยที่เขากล่าวว่า
“มีสองประการที่สร้างความประหลาดใจให้แก่มนุษย์อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งหนึ่งคือฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวซึ่งอยู่เหนือศีรษะของเราและอีกประการหนึ่งคือ จิตสำนึกที่แฝงอยู่ เป็นมิติภายในของเราเอง(จากสามัญสำนึก)”
ขั้นตอนที่สอง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์คือว่า มนุษย์สามรถปฏิบัติตามและเชื่อฟังคำสั่งต่างๆ ที่มีเงื่อนไขของงมโนธรรมของเขา ซึ่งในความเป็นจริงก็คือการปฏิบัติตาม ความปรารถนา และตามสัญชาติญาณของเขาเอง คือสามารถปฏิบัติตามมโนธรรมทางจริยะของตัวเองซึ่งอยู่เบื้องหลังความปรารถนาต่างๆ โดยถือว่าพฤติกรรมของเขาจะเป็นความดีทางจริยศาสตร์นั่นเอง
คำถามมีอยู่ว่า เราจะเข้าใจว่าคำสั่งที่เราได้รับจากมโนธรรมของตัวเองนั้นอันไหนเป็นคำสั่งที่สัมบูรณ์และอันไหนแบบมีเงื่อนไข ได้อย่างไร? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บรรทัดฐานที่ว่าคำสั่งที่มาถึงเราถูกดลใจมาจากจิตสำนึกทางจริยศาสตร์หรือเกิดมาจากความปรารถนาอะไรเป็นตัวแยกแยะให้เรารู้?
คานท์ อธิบายเกี่ยวกับบรรทัดฐานต่างๆไว้ดังนี้ หนึ่งคือ เหตุผลที่ว่ากิจกรรมทั้งหลายแบ่งออกเป็นสองประการ บ้างเป็นกิจกรรมเชิงจริยธรรมกับกิจกรรมเชิงแก้ปัญหาการดำเนินชีวิต คำสั่งทางจริยธรรมมีลักษณะเป็นภาวะสากลและเป็นการกระทำโดยส่วนรวม คานท์อ้างว่ามาจากคำสั่งแห่งจิตใต้สำนึก หมายถึง“จงพึงประพฤติปฏิบัติให้อยู่บนกฎเกณฑ์หนึ่งซึ่งในช่วงขณะนั้นเป็นเหตุให้ท่านสามารถต้องการให้กฎเกณฑ์นั้นเปลี่ยนเป็นภาวะสากลได้”
ดังนั้นทุกคำสั่งที่ มนุษย์รับมาจากมโนธรรมเกี่ยวกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ให้พิจารณาและให้มองดูว่า มนุษย์ต้องการให้กิจการงานนั้นและหนทางนั้นให้เป็นกฎเกณฑ์สากลหรือไม่ หากพบว่าระหว่างตัวเองและบุคคลอื่นๆไม่มีความแตกต่างกัน(ในการได้มาจากมโนธรรม) นั่นเหละคือคำสั่งทางจริยศาสตร์และเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่หากท่านเห็นว่าท่านต้องการมันสำหรับตัวท่านเองเท่านั้น โดยไม่เป็นภาวะกฎสากล ดังนั้น โดยนัยยะนี้ คำสั่งนั้นมาจากความปรารถนาส่วนบุคคล และมิใช่เกิดมาจากความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่ และไม่ถือว่า เป็นหลักจริยธรรม
คานท์เขายังมีบรรทัดฐานอื่นๆ ที่ชี้แจงไว้อีก เขากล่าวว่า..
“จงปฏิบัติในลักษณะหนึ่งโดยให้ยึดความเป็นมนุษยธรรม(ประเภทของความเป็นมนุษยธรรม) ซึ่งบางครั้งอยู่ในตัวของท่านเองและบางครั้งอยู่กับตัวของบุคคลอื่น ในทุกกรณีให้เป็นจุดมุ่งหมายมิใช่ยึดเป็นวิธีการ”
วิพากษ์
ทัศนะของคานท์ในด้านปรัชญาจริยะเป็นทัศนะที่ละเอียดอ่อนมากทีเดียวและน่าสนใจไม่น้อย แต่ทว่าได้ครอบคลุมส่วนหนึ่งของความจริงทางอภิปรัชญาเท่านั้น มิใช่ทั้งหมดของความจริงทางจริยะ กล่าวคือทัศนะของคานท์ตราบใดที่มีความสัมพันธ์กับประมวลคำสั่งและสิ่งควรทำที่ไม่มีเงื่อนไขอีกทั้งเกี่ยวพันกับต่อหลักของการได้รับการดลใจของคำสั่งต่างๆ เหล่านี้อยู่ ถือว่าถูกต้อง แต่ก็มีข้อบกพร่องหลายประการ เราจะนำมาวิจารณ์เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
หนึ่ง. คานท์ พยายามไม่เชื่อว่าพฤติกรรมทางจริยศาสตร์มิได้เกิดมาจากความปรารถนา ประเด็นนี้ อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว กล่าวคือ ยังต้องมีคำถามเข้ามาอีกว่า ผู้ที่ปฏิบัติตามหน้าที่ทางจริยศาสตร์มีความปรารถนาในการกระทำต่อมันต้องเป็นองค์ประกอบด้วยหรือไม่? หากไม่มีความปรารถนาจะกระทำต่อมันเลย การกระทำนั้นถือว่าน่ารังเกียจหรือไม่? และเป็นไปได้หรือไม่ ที่ว่า มนุษย์จะปฏิบัติตามคำสั่งหนึ่งโดยมิได้มีความปรารถนาในการเชื่อฟังปฏิบัติตามมันเลยและมิได้มีความเกลียดชังต่อการจะคัดค้านมันเลย?
สอง. คานท์ ลบความหมายของ “ความดี” และ “คุณธรรม” ออกไปจากจริยศาสตร์ จริงๆแล้วเขาไม่ได้เชื่อว่ากิจกรรมที่เป็นจริยธรรมถูกกระทำขึ้นมาโดยเหตุผลของความดีงามที่แท้จริง แต่ เขาเชื่อว่ากิจกรรมทางจริยธรรมถูกกระทำขึ้นมาด้วยเหตุผลทางความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาเชื่อว่าความดีอยู่ที่เจตนารมณ์มิใช่อยู่ที่ตัวของพฤติกรรมที่ต้องกระทำ และความดีของเจตนารมณ์เกี่ยวพันกับแรงจูงใจของมนุษย์ ซึ่งหากเกิดมาจากความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่ ให้ถือว่าดี หากไม่ ก็ถือว่าไม่ดี
ดังนั้นเท่ากับว่า คำสั่งทางจริยศาสตร์ ในทัศนะของคานท์มีอีกมากมายที่ถือว่าเป็นการกระทำที่ปิดหูปิดตา ไม่ได้มาจากหน้าที่หรือจิตสำนึก หรือเหมือนกับว่า จิตสำนึกที่คานท์รู้จักเป็นคำสั่งที่เผด็จการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะออกคำสั่งโดยไม่มีเหตุผลและต้องปฏิบัติตามคำสั่งโดยปราศจากเหตุผลเสียด้วยซ้ำ
เพราะเหตุนี้ทัศนะของบุคคลที่พวกเขาเชื่อว่า แม้ว่าทุกๆ คำสั่งด้วยเหตุผลของการแยกแยะประเภทคือ ความดี และสิ่งที่เป็นความดีทั้งหลาย บางครั้งมีภาวะเชิงสัมพัทธ์(นิสบียะฮ) บางครั้งมีภาวะเป็นสัมบูรณ์ แล้วเราจะแยกแยะมันได้อย่างไร เท่ากับว่าทั้งสองประเภทนั้นคือสิ่งเดียวกัน ซึ่งหลักคิดนั้น ได้ขัดแย้งในตัวของมันเอง
สาม. ตามทัศนะของคานท์ หากกิจกรรมที่เป็นความดีมีสภาวะเป็นสากล และมนุษย์ปฏิบัติกิจกรรมนั้นบนพื้นฐานของความรู้สึก หรือมีความมิตรภาพระหว่างมนุษย์และมีความรักที่จะรับใช้หรือช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกันซึ่งมิใช่มาจากความรู้สึกสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะว่ากิจกรรมเหล่านั้นมิได้ถือเป็นความดีทางจริยศาสตร์ นั้นก็คืออุดมคติแห่งจิตสำนึกทางจริยธรรมต่างหากซึ่งคานท์นิยมและยึดถือมันอยู่ โดยนัยนี้ เท่ากับว่า คานท์ได้นำเอาความดีทางจริยธรรมกับความดีทางจิตสำนึกทางจริยะมาเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งในหลักอภิปรัชญาถือว่าเป็นคนละอย่างกัน
สี่. เมื่อพิจารนาโดยรวม ทุกกิจกรรมที่วางอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆในสภาวะกดดันให้กระทำหน้าที่ แม้ว่าความกดดันนั้นจะมาจากมิติภายในของมนุษย์เองก็ตามจะส่งผลทำให้ความอิสระของมนุษย์ต่อกิจกรรมนั้นน้อยลง หรือบางครั้งอาจจะไม่มีอิสระใดๆเลย ซึ่งตามทัศนะของคานท์ถือว่าจะทำให้คุณค่าทางความเป็นจริยศาสตร์หายไป หากกิจกรรมหนึ่งมิใช่กระทำอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่ แต่ด้วยเหตุผลเพราะเป็นความดีที่เป็นความดีสากล ของกิจกรรมนั้นและกระทำอยู่บนเสรีภาพอย่างสมบูรณ์จะมีภาวะความเป็นจริยศาสตร์มากกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นเท่ากับความความดีสากลกับความดีสัมพัทธ์คือสิ่งเดียวกัน ซึ่งได้ขัดแย้งกับปรัชญาจริยะในตัวของมันเอง
ดังนั้นตามหลักปรัชญาจริยะ ถือว่ากิจกรรมที่เป็นกิจกรรมทางจิตหรือการปฏิบัติผ่านการขัดเกลาจิตใจถือว่าเป็นตัวตนและแก่นแท้ของตัวตนมนุษย์ที่มิสามารถแยกออกจากกันได้ ไม่ว่าจะมองผ่านมุมความเป็นหน้าที่ หรือบางครั้งมันเกินขอบเขตของความเป็นหน้าที่ แต่เป็นความสัมบูรณ์แห่งจิตที่พึงต้องมี ผ่านสามัญสำนึกและมโนธรรมแห่งจิตเทวา จนปรากฏเป็นหลักจริยะอันสูงส่งแก่จิตมนุษย์ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับพระเจ้านั่นเอง.







