INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คิดให้ดีเรื่องฮาคิม

4303

คิดให้ดีเรื่องฮาคิม

ทหารประชาธิปไตย

 

เรื่องของฮาคิมนักฟุตบอลชาวบาห์เรน ที่ลี้ภัยไปอยู่ในออสเตรเลีย เมื่อ 4-5 ปีมาแล้ว ขณะนี้กำลังรอการรับรองสถานภาพจากประเทศที่จะรับรองการลี้ภัย ซึ่งก็คงจะเป็นออสเตรเลีย

ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว เมื่อคุณฮาคิม ซึ่งเป็นนักฟุตบอลอาชีพอยู่ในออสเตรเลีย เดินทางมาฮันนีมูนที่ประเทศไทยและถูกตม.จับกุม โดยทางตม.แจ้งว่าได้รับการร้องขอจากบาห์เรนให้จับกุมฐานเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งความจริงโทษของเขาคือการประท้วงรัฐบาล ที่เผด็จการของบาห์เรนแล้ว หนีไปเป็นผู้ลี้ภัยที่ออสเตรเลีย แต่โทษการประท้วงรัฐบาลในบาห์เรนนั้นรุนแรงอาจถึงประหารได้

ส่วนออสเตรเลียก็ทำหนังสือถึงรัฐบาลไทย ให้ส่งตัวฮาคิมกลับออสเตรเลีย เพราะมีสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัยในออสเตรเลีย และในระหว่างรอรับรองสถานภาพฮาคิมก็ยังได้เล่นฟุตบอลอาชีพในออสเตรเลียอีกด้วย และเข้าใจว่าบาห์เรนไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทยด้วย

ตม.ไทยก็แจ้งว่าเรื่องนี้ต้องทำตามขั้นตอน คือส่งให้ศาลตัดสินซึ่งก็ฟังได้ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศก็ออกแถลงการณ์ให้ 2 ประเทศนั้นตกลงกันเอง

แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่นั้น เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุที่สาวใจแตกจากซาอุดิอารเบียหนีจากบ้านจะไปออสเตรเลีย และมาถูกจับในไทย ตม.ก็ดีใจหายช่วยอำนวยความสะดวกให้พักในโรงแรมอย่างดี และมีการดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วโดยทางออสเตรเลียและ UNHCR ช่วยกันทำเรื่องรับรองสถานภาพ ทั้งๆที่พ่อแม่ก็คัดค้าน แต่เนื่องจากไม่ใช่คดีอาญา ทางรัฐบาลซาอุฯก็มิได้คัดค้าน จึงรีบส่งตัวไปออสเตรเลียทันที

ประเด็นจึงมองเหมือนเลือกปฏิบัติ เพราะฮาคิมถูกคุมขังในสถานกักกันของ ตม. และมีการตีตรวญเมื่อส่งตัวให้ศาล ซึ่งก็อาจจะเป็นระเบียบวิธีการดำเนินการก็ได้ แต่มันก็น่าจะผ่อนปรนได้ เพราะเขาไม่ใช่อาชญากร แต่เมื่อภาพออกไปก็ได้รับการประท้วงจากแฟนฟุตบอลทั่วโลก FIFA และหน่วยงานสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร ถึงขนาดให้บอยคอตประเทศไทย ทั้งที่ในระยะแรกก็ให้ปล่อยฮาคิมเหมือนกับที่ให้ปล่อยสาวซาอุฯ

ชื่อเสียงไทยในทางไม่ดีก็เลยกระฉ่อนออกไปทั่วโลก การตัดสินของศาลจึงมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวบทกฎหมาย แต่มันมีนัยของการเมืองระหว่างประเทศ ได้อย่างเสียอย่างแน่นอน

เรื่องชื่อเสียงประเทศไทยนี่ ผู้เขียนมีเรื่องกังวลใจอยู่อีกเรื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องความเป็นเผด็จการที่ถูกโจมตีอยู่แล้ว หรือเรื่องการเลือกตั้งที่เลือนมา 5 หน จนถึงวันนี้ก็ยังมีชาวต่างชาติบางคนมาถามว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะเลื่อนอีกไหม แต่เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวแค่เรื่องชื่อเสียง แต่มันเกี่ยวกับเงินทองถึง 2 หมื่นกว่าล้านบาทอีกด้วย

นั่นก็คือการที่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะคสช.ได้ใช้ม.44 ปิดเหมืองทองอัครา และบริษัทดังกล่าวก็ได้ยื่นคำร้องให้อนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย โดยเชื่อว่าตนเองมิได้ผิดเงื่อนไขของสัญญาสัมปทาน ตรงนี้หากบริษัทที่บริหารเหมืองอัคราชนะความ เราก็จะต้องชดใช้เงิน 2 หมื่นกว่าล้าน และมีแนวโน้มว่าอาจชนะ เน้นนะครับว่าอาจชนะ เพราะมีการจ้างบริษัทต่างประเทศทำรายงานสำรวจก่อนมีการปิดเหมือง และรายงานดังกล่าวดูจะมีผลบวกต่อเหมืองอัครา แต่ได้ถูกระงับไว้ก่อนการใช้ม.44

อย่างไรก็ตามการใช้ ม.44 ของหัวหน้าคณะคสช.แม้จะได้ใจจากชาวบ้านใกล้เหมืองกับเอ็นจีโอบางกลุ่ม แต่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จึงไม่มีผลผูกพันกับรัฐบาล และถ้าเราเกิดแพ้ขึ้นมาต้องชดใช้เงิน รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใหม่หรือเก่า ก็ไม่อาจจ่ายเงินชดเชยได้ ก็ต้องเป็นภาระของหัวหน้าคสช.ที่ใช้อำนาจตามม.44 ซึ่งในทางส่วนตัวอาจถูกฟ้องทางแพ่งต่อได้

ประเด็นคือ ถ้าเราไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยชื่อเสียงของประเทศไทยก็คงจะเสียหายมาก

นี่อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่สนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเพื่อหาทางชดใช้หนี้จากงบประมาณอันเป็นเงินภาษีของประชาชน หากเราเกิดพลาดท่าเสียทีแพ้ความในครั้งนี้ อย่าประมาทนะครับเขาพระวิหารยังเสียมาแล้ว

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *