INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ก้าวข้ามไทยไปดูประเด็นข่าวโลก

เกษม อัชฌาสัย

 

เที่ยวนี้ไม่วิจารณ์ผลการเลือกตั้งไทยครับ เพราะวิจารณ์กันไปมากแล้ว เขียนอย่างไร ก็สู้พวกท่านไม่ได้ เพราะไม่รู้ซึ้งถึงความ”ตื้น-ลึก-หนา-บาง”ตามที่เป็นจริง เนื่องจากมีข้อจำกัดในการหาข้อมูล ไม่ได้สังกัดสำนักข่าวใดมานาน แถมไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยเท่าที่ควร

ผมทำงานเข้าลักษณะ Lone wolf “หมาป่าโดดเดี่ยว” หรือ”หมาแก่เขี้ยวหัก”ก็ว่าได้ ดังนั้น การคาดการณ์จึงมีโอกาสผิดพลาดได้มาก ทำให้บางทีเผลอตัว ”เดาส่ง” เข้าพงเข้ารกไปเลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินจากภาวะฝุ่นตลบที่เกิดจากความพยายามจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่ได้เสียงข้างมากและได้เสียงรองลงมา อย่างเอาเป็นเอาตาย ในขณะนี้แล้ว ก็ยังไม่พบว่า”การฟอร์มรัฐบาล”จะลงเอยอย่างไร

แม้พรรค”เพื่อไทย”จะเร่งรัดลงสัตยาบันกับอีกหกพรรค(๒๕๕ เสียง)จัดตั้งรัฐบาลไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคมที่ผ่านมา

อยู่ที่ว่ารัฐสภา(ส.ส.+ส.ว.)จะโหวตเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งจะมีขึ้น ก็ต่อเมื่อกกต.ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น

บางทีการเตรียมจัดตั้งรัฐบาลผสมของพรรคเพื่อไทย อาจสูญเปล่าเสียด้วยซ้ำ หากรัฐสภาไม่เลือกนายกรัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทยหรือพรรคที่ร่วมให้สัตยาบันเสนอ

นี่เป็นผลพวงที่รัฐธรรมนูญของคสช.กำหนดกระบวนการเลือกตั้งเอาไว้ในลักษณะ”เขาวงกต”ด้วยวิธี”ลับ-ลวง-พราง”มิใช่เพื่อความเป็นประชาธิปไตยสว่างใส ตามปกติ

แต่เป็นการสนองตอบ ต่อนักการเมืองโกง ต่อบรรดาพวกอยากเลือกตั้งและที่สำคัญก็คือ ลดความกดดันทางการเมือง ทั้ง จากภายในและภายนอก  ถือเป็นการแก้ไขปัญหาความมั่นคงแห่งชาติโดยรวม

ส่วนในแง่สืบทอดอำนาจ คสช.นั้นเป็นประเด็นรอง ไม่ได้สำคัญเท่า (นี่เป็นการมองในแง่ดี)

เมื่อใดที่เห็นว่าไปไม่รอด หรือไม่เข้าท่า คสช.ก็จะเข้า”กินรวบ”จนได้ ในที่สุด

เอาเป็นว่าจะเขียนเรื่องอื่นแทน เอาให้ไกลตัวหน่อย เพื่อเปิดขอบฟ้าแห่งความรอบรู้ ว่าประเด็นโลกในตอนนี้ เขาไปกันถึงไหนกันแล้ว เดี๋ยวจะล้าสมัย ไม่ทันโลก แล้วจะหาว่า ผมไม่บอกกล่าว

ประเด็นสำคัญที่จะต้องพูดถึงก็คือ ความพ่ายแพ้ของ”ไอเอส”ที่สูญเสียแผ่นดินยึดครองในซีเรีย ซึ่งใช้สถาปนารัฐ”คอลิเฟต”มานานห้าปี แต่แล้วก็ต้องล่มสลายไป แต่ก็อาจจะส่งผลกระทบมาถึงเมืองไทยด้วย

รัฐอิสลามอิรักและซีเรีย(ไอซิซ) หรือเขตการปกครองแบบมุสลิมเนื้อที่ ๓๔,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ที่เรียกว่า”คอลิเฟต”มี”คอลิฟะห์”(อาบู บากัรฺ อัล-บักดาดี)เป็นประมุข (ที่ผมชอบเรียกสั้นๆ ว่า”ไอเอส”)นั้น ได้ถูกทำลายไปแล้ว ทั้งในอิรักและซีเรีย นับแต่สถาปนามาได้ห้าปี โดยปกครองประชากรในท้องที่ราว ๗-๘ ล้านคน ด้วยกฎหมายอิสลามที่เด็ดขาด เลือดเย็น ไม่ลดหย่อนผ่อนโทษใดๆ

หลังที่กองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐ(สนับสนุนด้วยการทิ้งระเบิด)กวาดล้างที่มั่นสุดท้ายในเมือง”บากูซ”ในซีเรีย ซึ่งประกาศชัยชนะอย่างเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคมที่ผ่านมา

กองกำลังติดอาวุธแตกกระจายแยกย้ายกันหลบหนี ที่ตายไปก็มาก ที่ยอมจำนนก็มี ด้วยการอพยพออกมาพร้อมกับสตรีและเด็ก

มีรายงานว่า มีชาวต่างชาติจาก ๑๐๐ ประเทศจำนวนหลายหมื่นคนทั้งจากตะวันตก เอเชียและอาฟริกา ทยอยเดินทางเข้าไปร่วมกับคนท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่สู้รบขยายดินแดนอันเป็นความใฝ่ฝันที่จะสถาปนารัฐ”คอลิเฟต”ให้มั่นคง เช่น จากยุโรป เรียงจากมากไปหาน้อย (โดยประมาณการ)คือ ฝรั่งเศส ๑,๘๐๐ คน เยอรมนี ๙๐๐ คน สหราชอาณาจักร ๘๐๐ คนเบลเยียม ๔๕๐ คนและสวีเดน ๓๐๐ คน ทั้งนี้ จากตัวเลขของศูนย์สากลศึกษาลัทธิความรุนแรง

ส่วนนักรบ”ไอเอส”จากอาฟริกาและเอเชียมีเท่าไร ไม่ปรากฏตัวเลขแน่ชัด

ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีผู้ไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ”ไอเอส”ท้องถิ่น เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย แม้แต่สิงคโปร์

ดี ที่ไม่มีชื่อไทยปรากฏตัวอยู่ด้วย แต่ก็อย่าประมาทไป ว่าไม่มีคนไทยไปร่วมกับ”ไอเอส” เพราะขบวนการนี้ มีการติดต่อกับคนไทยอยู่บ้าง แม้ไม่ชัดเจน ที่จะไปกล่าวหาได้

แต่ที่แน่ชัดก็คือ ผู้อพยพหนีออกมาจาก”บากูซ”ในระยะสุดท้ายของสงครามนั้นมีกว่า ๓๐,๐๐๐ คนที่เป็นชาวต่างชาติและไม่ใช่ชาวต่างชาติ คนเหล่านี้ ถูกกักไว้ในค่าย และมีหลายคนที่กระเสือกกระสนจะกลับบ้าน แต่ถูกชาติต้นทางปฏิเสธ

มีจำนวนหนึ่ง ที่สามารถกลับบ้านไปได้ก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีข่าวว่ากลับไปอย่างไรและชาติต้นสังกัดปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร

การพ่ายแพ้ของ”ไอเอส”คราวนี้ นักวิเคราะห์พากันลงความเห็นว่า ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจจะ”ลบ”อุดมการณ์ที่ฝังหัวพวกเขาอย่างเด็ดขาด และน่าจะเป็นภัยกับชาติต้นสังกัดในอนาคต ถ้าไม่เฝ้าติดตามดูให้ดีๆ ไม่เช่นนั้น อาจจะเกิดปัญหาอย่างที่เมือง”มาราวี”บนเกาะในมินดาเนา ฟิลิปปินส์ โดยก่อการยึดเมือง หมายสถาปนารัฐอิสลามขึ้นที่นั่น

ดีที่สามารถปราบลงได้ ชนิดหืดขึ้นคอ ต้องใช้เวลานานถึงห้าเดือนถึงปราบได้หมด ใช้อาวุธสงครามเต็มกำลัง สิ้นงบประมาณไปเป็นอันมาก พร้อมชีวิตทหาร แต่ก็ยังไม่สิ้นเชื้อเช่นกัน  เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ยังลอบวางระเบิดอยู่

ตัวการคือ “อัล-บักดาดี”ผู้นำ”ไอเอส”อดีตพลพรรค”อัล-กออิดะห์”ในสังกัด”โอซามะ บิน ลาดิน”ยังคงหาตัวไม่พบ เข้าใจว่าจะหลบหนี อยู่ ณ พื้นที่ ระหว่างแดนซีเรีย-อิรัก พร้อมผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง แบบเดียวกันกับที่”บิน ลาดิน”เคยหลบหนีมาแล้ว ระหว่างพรมแดนอาฟกานิสถานกับปากีสถาน โดยอาศัยชุมชนชาวบ้านแฝงตัว

สำหรับงานนี้ ก็ได้แต่เตือน(ซ้ำอีกครั้ง)ว่า รัฐบาลไทยจงพึงระวังไว้ให้ดีๆ ว่าหากมี”ไอเอส”กลับบ้านมาในเมืองไทยและจะนำพาเอา”ลัทธิคลั่งศาสนา”มาเผยแพร่ ซึ่งจะยิ่งจะสร้างความปวดหัวให้หนักเพิ่มขึ้น กว่าปัญหาก่อการร้ายที่เกิดจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มีเป็นประจำอยู่แล้ว

ดังนั้น ฝ่ายข่าวกรองทุกหน่วยและฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะใครก็ตามที่มีประวัติเดินทางผ่านอิรักและซีเรีย หรือมาจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซียหรือแม้แต่สิงคโปร์ และแม้แต่ จากเพื่อนบ้านใกล้ชิด ที่มีพรมแดนติดกัน เช่น เมียนมาร์หรือกัมพูชา เพราะในอดีต ก็เฉียดเกิดเหตุร้ายมาแล้ว จากกรณีมาเลเชียไล่ล่าสมาชิก”ไอเอส”สี่คน คนหนึ่งถือสัญชาติไทย ในการกวาดล้างระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคมปีที่แล้ว พอมาถึงตอนี้ ไม่รู้หลบไปซ่อนอยู่ที่ไหน

จึงอย่ามัวแต่ใจเย็น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่า เมืองไทยไม่มีภัยเช่นนี้คุกคาม

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com