INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิสลาโมโฟเบีย กับภัยคุกคามมนุษยชาติ กรณีศึกษาการโจมตีมัสยิดในไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์

 

ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

 

เหตุการณ์กราดยิงชาวมุสลิมกำลังทำพิธีละหมาดในมัสยิด ณ เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์  ถือว่าเป็นเหตุการณ์ช๊อกโลกและสร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว  ยังเป็นเหตุการณ์ที่ชาวนิวซีแลนด์และคนทั่วโลกอยู่ในความฝันร้าย เพราะได้สร้างความเศร้าสลดหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อการร้ายนั้นได้เดินเข้ากราดยิงชาวมุสลิมที่มาประกอบพิธีละหมาดในวันศุกร์ร่วมกัน ณ มัสยิดอัลนูร์และที่มัสยิดลินวูดย่านชานเมือง อย่างโหดเหี้ยมและเลือดเย็น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ๕๐ รายและบาดเจ็บมากกว่า๔๐ราย

ถือว่าเป็นการก่อการร้ายครั้งเลวร้ายที่สุดของนิวซีแลนด์  นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ ถึงกับบอกว่า “เป็นวันที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิวซีแลนด์” ผู้ก่อเหตุคือ เบรนตัน ทาร์แรนต์ ชาวออสเตรเลีย วัย 28 ปี จากเมืองแกรฟตัน รัฐนิวเซาท์เวลส์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สกอต มอร์ริสัน พูดถึงมือปืนว่า ‘เป็นผู้ก่อการร้าย หัวรุนแรง ขวาจัด’

เหตุโจมตีชาวมุสลิมที่ประกอบศาสนกิจในมัสยิดหรือโจมตีชุมชนมุสลิมกำลังเกิดถี่ขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่เหตุกราดยิงที่ไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ โดยฝีมือคนขาวออสเตรเลียที่เชื่อในความเหนือกว่าของคนผิวขาว (White Supremacist) นั้นมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพราะผู้ก่อเหตุมีแนวคิดต่อต้านผู้อพยพและเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) อย่างรุนแรง ประกอบกับลักษณะของการก่อเหตุและแรงจูงใจที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเหยียดผิว ฟาสซิสต์ หรือแม้แต่มีความเกี่ยวข้องกับนีโอนาซีด้วย(บทความ โจมตีมัสยิดในไครสต์เชิร์ช การทำงานของความเกลียดชังและการก่อการร้ายของเหยื่อความหวาดกลัว  โดย ผศ. ดร. มาโนชญ์ อารีย์  : THE STANDARD)

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เกิดกระแสการเกลียดชังอิสลามปะทุขึ้นหลายละรอก  และต่อมาไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์ในนิวซีแลนด์ ได้เกิดการกราดยิงบนรถบัส ประเทศฟิลแลนด์และต่อมามีการเผาคัมภีร์อัลกุรอาน ประเทศเดนมาร์ก หน้ารัฐสภา เป็นกระแสการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม

เฮลซิงกิไทมส์รายงานว่า   มีคำว่า “นักข่มขืน” และ “ฟัก อิสลาม” (“f ** k Islam) ถูกพ่นบนผนังด้านนอกของหนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศฟินแลนด์ ในเขต “เมลลุนมากิ” (Mellunmäki ) กรุงเฮลซิงกิเมืองหลวง เมื่อวันพุธ (13 มี.ค.) และพฤหัส (14 มี.ค.)  ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาสอดคล้องกับการยิงชาวมุสลิมในนิวซีแลนด์ สร้างความทุกข์และหวาดกลัวในหมู่ชุมชนมุสลิมในกรุงเฮลซิงกิ

เธอกล่าวว่า“ฉันระเบิดน้ำตาในรถของฉัน ที่ทำงาน และในห้องน้ำ” มุสลิมชาวฟินแลนด์คนหนึ่งเขียนลงในโพสต์บนเฟสบุกของเธอ “อิสลาโมโฟเบีย (Islamophobia) เป็นเรื่องจริง การเหยียดเชื้อชาติเป็นเรื่องจริง ฉันถือว่าพวกคุณที่อยู่ในสื่อ นักการเมือง และผู้มีอำนาจ ที่หล่อเลี้ยงอคติต่อชาวมุสลิม คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ คำพูดแสดงความเกลียดชังและการเลือกปฏิบัติต้องถูกหยิบจับมาเป็นเรื่องจริงจัง ฉันต้องการฟินแลนด์ที่ปลอดภัยสำหรับลูกสาวของฉัน”(เดอะ พับลิคโพสต์ ออนไลน์)

คำว่า”อิสลาโมโฟเบีย” เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 แต่ขณะที่อัตราการใช้ความรุนแรงสูงขึ้นและลุกลามไปยังประเทศต่างๆทั้งในสหรัฐ  ยุโรป หรือแม้กระทั่งเอเชีย ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือก็กำลังดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการครอบงำและการหาผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่เข้าแซกแซงการเมืองภายในของตนเช่นกัน(Islamophobia เรียนรู้ ลบเลือนความหวาดระแวง  จรัญ  มะลูลีม หน้า ๘)

ปรากฏการณ์”อิสลาโมโฟเบีย” หรือภาวะความหวาดกลัวหรือโรคความเกลียดชังอิสลาม  ความมิอคติต่อมุสลิมได้ถูกนำมาใช้ทางการเมืองและเป็นเสมือนภัยคุมคามผู้บริสุทธิ์ และตอกลิ่มความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เพียงอ้างในเรื่องศาสนาและความเชื่อเป็นเครื่องมือในการบดบี้และทำลายล้างระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  หรือเพื่อแบ่งแยก “พวกเขา”  และ”พวกเรา”  ซึ่งผลพวงของมันไม่เพียงแต่จะสร้างความชิงชังในหมู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ยังมีนัยถึงการเหยียดเชื้อชาติ เสมือนเป็นการตราบาปให้แก่ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงใดๆ(Islamophobia เรียนรู้ ลบเลือนความหวาดระแวง  จรัญ  มะลูลีม หน้า ๘)

โนม ชอมสกี นักวิชาการชื่อดังชาวอเมริกันกล่าวไว้ว่า “ทุกคนเป็นกังวลว่าจะหยุดการก่อการร้ายได้อย่างไร อันที่จริงมันง่ายนิดเดียว แค่หยุดมีส่วนร่วมกับมัน” เพราะถ้าสังคมหรือกลุ่มบุคคลมีแนวคิดแบ่งแยกหรือสร้างความเกลียดชังระหว่างกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดทางศาสนาแบบสุดโต่งหรือกลุ่มชาตินิยมขวาจัดที่ต่อต้านอิสลามก็ถือว่ามีส่วนร่วมกับการก่อการร้ายแล้ว ส่วนกรณีผู้ก่อเหตุที่ไครสต์เชิร์ชก็ถือเป็นเหยื่อของความเกลียดชังและความหวาดกลัวเช่นกัน”(  THE STANDARD :บทความ โจมตีมัสยิดในไครสต์เชิร์ช การทำงานของความเกลียดชังและการก่อการร้ายของเหยื่อความหวาดกลัว  โดย ผศ. ดร. มาโนชญ์ อารีย์)

ปัจจุบันกระแส Islamophobia ลุกลามและหนักขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่อเมริกันชนบางกลุ่ม มีการเหยียดเชื้อชาติ ศาสนา เลือกปฏิบัติ และกีดกันทางสังคมมากยิ่งขึ้น มีการทำร้ายร่างกายคนมุสลิมจากอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังหลายคดี โดยเฉพาะต่อสตรีมุสลิม เพราะสังเกตได้ชัดจากการแต่งกาย คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าสังคมอเมริกันเริ่มไม่ปลอดภัยแล้วสำหรับคนมุสลิมจึงเริ่มออกมาแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกเขาโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา เห็นได้ในหลายกรณีที่มีการรวมกลุ่มกันเพื่อประกาศเจตนารมณ์ยืนเคียงข้างชาวมุสลิม รวมทั้งดูแลความปลอดภัยให้ด้วย”(  THE STANDARD :บทความ โจมตีมัสยิดในไครสต์เชิร์ช การทำงานของความเกลียดชังและการก่อการร้ายของเหยื่อความหวาดกลัว  โดย ผศ. ดร. มาโนชญ์ อารีย์)

 

ศาสนาอิสลามเป็นความน่ากลัวจริงหรือ?

การดำเนินชีวิตของมนุษย์มีสองด้าน คือด้านปัจเจกบุคคลและด้านสังคม เหมือนกับทุกๆอวัยวะของร่างกายมีผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ต่ออวัยวะส่วนอื่นๆด้วยเช่นกัน ดังนั้นมนุษย์ จึงมีความจำเป็นต่อแบบแผนการดำเนินชีวิตหนึ่ง ที่จะเป็นหลักประกันความผาสุกทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ ทั้งทางการดำเนินชีวิตที่เป็นปัจเจกบุคคลและทางสังคม กระบวนแบบแผนนี้ เรียกว่า “ศาสนา” ซึ่งเป็นความจำเป็นที่สัญชาตญาณของมนุษย์เรียกหา ดังที่องค์อัลลอฮทรงตรัสว่า…

จงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาอันเที่ยงแท้เถิด ซึ่งพระองค์ทรงสร้างให้มนุษย์มีมันอยู่คู่กับมนุษย์”(บทอัรอัรรูม โองการที่ ๓๐)

ศาสนาหมายถึงพันธะสัญญาต่างๆที่มีต่อพระเจ้า ซึ่งจะขับเคลื่อนมนุษย์ให้ประคองตนสอดคล้องกับบทบัญญัติที่ประทานแก่ท่านศาสดาเพื่อเป็นวิถีชีวิต ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความหมายเชิงกว้างของคำว่า ศาสนา ที่สามารถปรับประยุกต์และนำมานิยามบทบัญญัติจากพระเจ้าที่ได้ประทานแก่เหล่าศาสดา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศาสนาอุดมไปด้วยแนวความเชื่อ ,ศีลธรรมจรรยา และประมวลบทบัญญัติจากพระเจ้านั่นเอง

กระแสเหตุการณ์ของโลกปัจจุบันวันนี้ได้สะท้อนถึงผู้นับถือศาสนาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายบ้างหรือเป็นผู้ทำลายสันติภาพบ้าง จนทำให้กระแสของ”อิสลาโมโฟเบีย”หรือเรียกว่า”โรคกลัวอิสลาม”เป็นภาวะความเกลียดชังต่ออิสลามและมุสลิม  ทั้งๆที่ศาสนาอิสลามเรียกร้องและต้องการความสันติภาพ ต้องการความยุติธรรม และเสรีภาพ และปรารถนาความสัมพันธไมตรีและอยู่อย่างมิตรภาพมีความสมานฉันท์

ศาสนาอิสลามถือว่าการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกชนอื่นๆเป็นหลักคำสอนของพระศาสดามุฮัมมัดและถือว่าการมีความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาคือกระบวนการทางปัญญาและเป็นหลักสันติวิธีโดยยึดความเมตตาธรรมและความรักเป็นที่ตั้ง และพร้อมที่จะปฏิบัติและพยายามนำหลักการทางศาสนาของศาสนาและนิกายของตนมาบูรณาการปฎิบัติในด้านความสัมพันธ์และด้านสังคม กอรปกับแสดงออกด้วยการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังของแต่ละศาสนาและแต่ละนิกาย โดยยึดปฎิบัติตามคำสั่งสอนและสิ่งที่ถูกสอนไว้ในนิกายนั้นๆ เพื่อสำแดงให้เห็นว่าทุกศาสนาและทุกนิกายได้เคารพหลักความเชื่อ ความศรัทธาต่อกันและกัน ไม่ดูถูกหรือดูหมิ่นดูแคลนคำสอนของความเชื่อหรือความศรัทธาในศาสนาของกันและกัน และพร้อมที่จะเป็นเพื่อนร่วมโลกต่อกันและกัน

อิสลามต่อต้านการปะทะทางอารยธรรม แต่สนับสนุนการสานเสวนาทางอารยธรรม และหนึ่งจากบทบาทของการสานเสวนาทางอารยธรรม คือจะนำแนวทางการสานเสวนาทางศาสนาให้เกิดขึ้น โดยยึดหลักปรัชญาว่าด้วยทฤษฎี”ความเป็นเอกภาพในพหุภาพ และความเป็นพหุภาพในเอกภาพนั่นคือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การยึดมั่นถือมั่น นั่นก็คือที่เคยแสดงความชิงชังต่อกัน หรือเคยทำสงครามกัน แต่ทว่ากระบวนทัศน์ของศาสนสัมพันธ์ในยุคโลกาภิวัตน์นั้น คือการไม่เหยียดหยามและดูถูกดูหมิ่นความเชื่อของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในของแต่ละศาสนา หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระศาสดา ถึงเป็นที่เคารพของทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระศาสดามุฮัมมัด(ศ)ของอิสลาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพุทธศาสนา พระเยซูคริสต์ และอื่นๆต่างเป็นที่ยอมรับต่อกันและกัน

อิสลามถือว่าเป็นศาสนาหนึ่งที่ทรงอิทธิพลต่อชาวโลกจำนวนมาก และมีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความเชื่อและการอุดมการณ์ของศาสนาไปในทางลบ โดยมีสื่อจำนวนมากกล่าวว่าอิสลามเป็นศาสนาที่นิยมในความรุนแรง สนับสนุนลัทธิก่อการร้าย มองคนต่างศาสนิกอื่นเป็นศัตรู เป็นพวกชาตินิยมอะไรทำนองนี้ ซึ่งเราจะพบเห็นตามสื่อต่างๆที่ได้เสนอ ทั้งๆที่ศาสนาอิสลามจากสมัยของพระศาสดามุฮัมมัด(ศ)ท่านศาสดา(ศ)เป็นบุคคลแรกที่ได้มีแบบฉบับในการอยู่กับคนต่างศาสนิกอย่างสันติและเรียกร้องการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ให้เกียรติต่อกันและท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นบุคคลแรกที่ได้นำเสนอหลักการสานเสวนาทางศาสนาขึ้นในนครมะดีนะฮ์

ตลอดเวลาของประวัติศาสตร์อิสลามที่ผู้ดำเนินรอยตามแบบฉบับของศาสดามุฮัมมัด(ศ)และบรรดาสาวกทรงธรรม และแบบอย่างของวงศ์วานลูกหลานของศาสดา ชี้ให้เห็นว่าอิสลามในคำสอนอันพิสุทธิ์นั้นเรียกร้องให้ทุกศาสนานั่งสานเสวนาและพูดคุยในด้านศาสนาอย่างเป็นมิตรและไมตรีจิต

ศาสนาทั้งหลายในอดีตได้แสดงบทบาทที่สำคัญและเห็นด้วยกับหลักการนั้นโดยการให้ความร่วมมือจึงเป็นที่คาดหวังว่าในยุคหนึ่งนั้นบรรดาศาสนาทั้งหลายจะอยู่กันอย่างสันติเคารพในศาสนากันและกันและสร้างความพึงพอใจและความต้องการด้านต่างๆของมนุษย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นทุกศาสนาได้เชื่อและมีความศรัทธาว่า โลกแห่งสันติภาพยังมิอาจบรรลุถึงได้ นอกเสียจากบรรดาศาสนาและผู้นำของศาสนาต่างๆ ซึ่งมีพื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมอันดีงามและมีอารยธรรมอันน่ายกย่องนั้น มาร่วมสานเสวนาและพูดคุยสนทนาทางด้านศาสนากัน เพราะว่าในความเป็นจริงแล้วไม่มีศาสนาใดในโลกใบนี้ที่มีความเชื่อหรือมีหลักคิดที่เป็นลบต่อกันหรือส่งเสริมมุ่งร้ายและแข่งขันในทางที่มิชอบ แต่ตรงกันข้ามศาสนาทั้งหลายต่างชิ่นชมและยินดีในความเป็นมิตรและมีจิตเอื้ออาทรต่อกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือว่าศาสนาไม่ใช่ภัยคุกคามต่อกัน

ศาสนาอิสลามโดยการเป็นประจักษ์พยานตามบริบทของของยุคสมัยจากสมัยเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยืนยันโดยประวัติศาสตร์ของอิสลามว่า ศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้กำชับและบอกแก่สาวกของท่านให้อยู่ร่วมกับบรรดาศาสนิกอื่นๆในนครมะดีนะฮ์อย่างสันติ และประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าหลังจากที่ศาสดามุฮัมมัดได้อพยพสู่นครมะดีนะฮ์ และได้จัดตั้งรัฐอิสลามขึ้น บรรดามุสลิมในสมัยนั้นได้เริ่มรู้จักบรรดาศาสนิกของศาสนาอื่นๆโดยใช้ชีวิตตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ร่วมกัน และมีความสัมพันธ์ต่อกันทางด้านวัฒนธรรม มีการแปลตำราทางด้านศาสนาจากภาษาอื่นๆและมีการปฎิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมตลอดทั้งทางด้านวิชาการด้านอื่นๆ

คัมภีร์อัลกุรอานได้อ้างไว้อย่างชัดเจนในความสัมพันธ์ที่ทำให้นึกถึงบรรดาผู้ศรัทธาในศาสดาก่อนศาสดามุฮัมมัด อย่างเช่นชาวยิวที่มีศรัทธาต่อศาสดาฮิบรอฮีม และศาสดามูซา ชาวคริสต์ที่ได้ศรัทธาต่อพระเยซู ศาสดาอีซา ชาวโซโรอัสเตอร์

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าที่สุดที่หน้าประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้บันทึกการดำเนินชีวิตของเหล่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่การดำเนินชีวิตของพวกเขาได้สร้างคลื่นชีวิตแบบพิเศษมหัศจรรย์และถูกจารึกเป็นเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ

อิสลามถือว่า มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพทางความเชื่อ และความหมายของคำว่าเสรีภาพทางความคิดและการศรัทธา หมายถึง ทุกคนต้องทำการค้นคว้าและคิดเกี่ยวกับการศรัทธาในการได้สิ่งนั้นมาบนพื้นฐานของเหตุและผลของตนเองปราศจากการบีบบังคับหรือการลอกเลียนแบบผู้ใด  ดังนั้นจะเห็นว่าท่านศาสดาอิสลามมิได้กล่าวกับชาวอาหรับว่า “พวกท่านทั้งหลายต้องยอมรับอิสลาม” ดังนั้น หลักพื้นฐานมนุษยธรรม , ความเป็นมิตรไมตรี ความนุ่มนวล ความรักและหลีกเลี่ยงจากความหยาบกระด้างรุนแรงและการบีบบีงคับและการหยัดเหยียดในเรื่องการศรัทธาอย่างไม่เป็นธรรม เป็นหลักของการเชิญชวนสู่อิสลาม

 

โรคความหวาดกลัวอิสลาม(Islamophobia)กับภัยคุกคามมนุษยชาติ

ความหวาดกลัวอิสลาม(Islamophobia) เป็นศัพท์ใหม่ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และได้รับการนิยามในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์อันหนึ่ง เกี่ยวกับความมีอคติที่มีต่อชาวมุสลิมในฐานะปีศาจร้าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แสดงถึงท่าทีในเชิงลบ, ความรุนแรง, ความรู้สึกกลัดกลุ้ม, การแบ่งแยก, และทัศนคติตายตัว

สำหรับศัพท์คำนี้ย้อนวันเวลากลับไปได้ถึงปลายทศวรรษที่ 1980 หรือช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 แม้ว่ามันจะถูกนำมาใช้มากขึ้นนับจากเหตุการณ์การโจมตีในวันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นต้นมาก็ตาม

นายโคฟี อานันน์ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวกับที่ประชุมยูเอ็นในปี 2004 ว่า “เมื่อโลกได้ถูกบีบบังคับให้ประดิษฐ์ศัพท์คำใหม่คำหนึ่งขึ้นมา เพื่ออธิบายเกี่ยวกับการแสดงความรู้สึกหรือความเชื่ออย่างไม่มีเหตุผลที่แพร่กระจายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นความน่าเศร้า และกำลังสร้างปัญหาต่อการพัฒนาขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างเช่นกรณีเกี่ยวกับคำว่า”อิสลาโมโฟเบีย”(Islamophobia – ความหวาดกลัวอิสลาม) เป็นต้น

แนวความคิดนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ ในด้านหนึ่งนั้น นักวิจารณ์บางคนมองอิสลาโมโฟเบียในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งได้เข้ามาแทนที่รูปแบบเก่าๆ ของเชื้อชาติ/เผ่าพันธุ์นิยม(racism) ยกตัวอย่างเช่น Anja Rudiger หัวหน้าผู้ประสานงานของศูนย์ European Monitoring Centre on Racism and Xenophobia, (ศูนย์ดูแลตรวจสอบยุโรปเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์นิยมและความรังเกียจคนต่างชาติ) ได้ให้เหตุผลว่า มันไม่มีการยอมรับอีกต่อไปแล้วที่จะใช้เรื่องของสีผิวในฐานะที่เป็นเหตุผลหรือคุณลักษณะการแบ่งแยกผู้คน ปัจจุบัน ศาสนา-วัฒนธรรม ดูเหมือนว่าได้กลายมาเป็นเครื่องหมายต่างๆ ของการจำแนกแตกต่างโดยธรรมชาติ” เธอได้บันทึกว่า อิสลามได้กลายเป็นคนอื่นใหม่(the new other)ขึ้นมา…”

หลายคนได้เรียกมันว่าเป็นมายาคติ โดยให้เหตุผลอ้างอิงถึงความสับสนในอิสลาโมโฟเบีย การวิพากษ์วิจารณ์อย่างชอบธรรมเกี่ยวกับอิสลามด้วยความคิดแบ่งแยก(discrimination) ต่อชนชาวมุสลิมทั้งหลาย และบางครั้งบางคราว โลกได้ถูกชักนำไปในหนทางที่ผิดๆ เพื่อโจมตีความเป็นปรปักษ์ทั้งหมดของลัทธิอิสลามหัวรุนแรง (Islamic radicalism)

( www. Publicpostonline.net และกองบรรณาธิการ ม.เที่ยงคืน : เรียบเรียง ต้นฉบับ Islamophobia บางส่วนจากสารานุกรม นำมาจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Islamophobia)

กรณีเหตุการณ์การโจมตีกราดยิงมุสลิมในมัสยิด ประเทศนิวซีแลนด์ ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และน่ากลัว สร้างความหวาดกลัวแก่ชาวโลกไม่น้อยทีเดียว แต่ทว่าหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ได้เกิดปรากฏการณ์แบบโต้กลับของประชาชนชาวนิวซีแลนด์ที่ได้แสดงออกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และแสดงออกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว โดยออกมาแสดงออกการไว้อาลัยต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้ง๕๐คนและผู้ได้รับบาดเจ็บ และยังได้มาเยี่ยมครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย มาเยี่ยมมัสยิดอันนูร ในกรุงไครสต์เชิร์ช  ได้มีผู้คนเรือนหมื่นมาดูพิธีละหมาดวันศุกร์ และยังมีการเฝ้าเวรยามหน้ามัสยิด ขณะที่พี่น้องมุสลิมได้สวดละหมาดประจำวันอีกด้วย

แม้แต่ตำรวจหญิงสวมฮิญาบถือปืนไรเฟิล กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หลังเหตุโจมตีไครสต์เชิร์ช  กล่าวคือเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมชุดฮิญาบติดอาวุธด้วยปืนไรเฟิลจู่โจม ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง หลังการโจมตีก่อการร้ายในไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เดอะซัน สื่ออังกฤษรายงาน

ภาพถ่ายที่ทรงพลังนี้ เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง “มิเชลล์ อีแวนส์” สวมฮิญาบ กำปืนไรเฟิลจู่โจม ยืนรักษาการโดยมีกุหลาบสีแดงติดอยู่กับเสื้อของเธอ

เธอถูกส่งตัวไปยืนเฝ้าสุสานระหว่างการฝังศพชาวมุสลิมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายมุสลิม 50 คนเสียชีวิตในการยิงที่สุเหร่าสองแห่งในไครสต์เชิร์ช หลังจากที่ผู้บุกรุกเดี่ยวเปิดฉากยิงระหว่างการละหมาดวันศุกร์

เจ้าหน้าที่อีแวนส์ เป็นตำรวจใหม่ที่เข้าปฏิบัติหน้ากับตำรวจนิวซีแลนด์ในปี 2016 ในเมืองวังกานุย (Whanganui) ซึ่งเป็นเมืองบนชายฝั่งตะวันตกของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ เธอบอกว่า เธอต้องการช่วยเหลือผู้คน

“ฉันต้องการทำงานร่วมกับชุมชนที่ฉันถูกเลี้ยงดูมาจริงๆ และเพียงแค่ได้ช่วยเหลือผู้คน มันเป็นงานที่น่าพึงพอใจเมื่อรู้ว่าคุณกำลังออกไปข้างนอกและสิ่งที่คุณถูกจ่ายค่าจ้างให้ทำคือช่วยเหลือผู้คน” เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงวัย 24 กล่าว

“ฉันต้องการอาชีพของฉันที่นี่ ฉันรักวังกานุย มันเป็นเมืองเล็กๆ ที่สวยงาม และนี่คือที่ที่ฉันต้องการอยู่” อีแวนส์ กล่าว(เดอะพับลิกโพสต์ โดย กองบรรณาธิการ –  24 มีนาคม 2019 237)

อาคารที่สูงที่สุดในโลกถูกประดับประดาด้วยภาพขนาดยักษ์ของนายกรัฐมนตรี “จาซินดา อาร์เดิร์น“ ที่กอดผู้หญิงมุสลิมเพื่อปลอบประโลมที่มัสยิดคิลเบอร์นี่ ในเวลลิงตัน

ต่อมานายกฯนิวซีแลนด์สั่งทีวี-วิทยุออกอากาศเสียง “อาซาน” ทั่วประเทศ ละหมาดวันศุกร์แรกหลังเหตุก่อการร้าย “จาซินดา อาร์เดิร์น” นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์

นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ประกาศให้ให้ชาวนิวซีแลนด์สงบนิ่ง 2 นาที และให้ออกอากาศเสียง “อาซาน” หรือเสียง “เชิญชวนสู่การละหมาด” ในวันศุกร์นี้ (22 มี.ค.) ผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นศุกร์แรก หลังเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีมัสยิด

“จาซินดา อาร์เดิร์น” นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์  ได้รับการยกย่องเรื่องท่าที การตัดสินใจ และจุดยืนที่แข็งแกร่งของเธอในการรับมือเหตุก่อการร้ายซึ่งเกิดกับพลเมืองชาวมุสลิมในประเทศนิวซีแลนด์  โดยเฉพาะต่อแนวทางของเธอในการโอบกอดและปลอบประโลมชุมชุมมุสลิมในประเทศแห่งนี้หลังเหตุโจมตี

ล่าสุด ในวันศุกร์ ที่ 22 มี.ค. นี้ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ได้ประกาศให้ชาวนิวซีแลนด์สงบนิ่ง 2 นาที รวมทั้งให้สถานีโทรทัศน์ออกอากาศเสียง “อาซาน” หรือเสียง “เชิญชวนสู่การละหมาด” ทั่วประเทศ   ซึ่งถือเป็นศุกร์แรก หลังเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีมัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช คร่าชีวิตประชาชน 50 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

“ฉันรู้จากหลายๆ คน ว่ามีความปรารถนาที่จะแสดงการสนับสนุนต่อชุมชนชาวมุสลิมในการกลับไปยังมัสยิดทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันศุกร์ นอกจากนี้ยังมีความปรารถนาในหมู่ชาวนิวซีแลนด์ที่จะรำลึกครบรอบสัปดาห์นับตั้งแต่การโจมตีของผู้ก่อการร้าย เพื่อตอบรับสิ่งนี้ จะมีการสงบนิ่ง 2 นาทีในวันศุกร์นี้”

“ทั้งเราจะออกอากาศ เสียงเชิญชวนสู่การละหมาด (อาซาน) ทั่วประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์นิวซีแลนด์ (TVNZ) และวิทยุแห่งนิวซีแลนด์ (RadioNZ)” นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ กล่าวตามรายงานของอินดีเพนเดนท์

และต่อมาในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กรุงดูไบ ได้แสดงความชื่นชมต่อนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ โดยฉายภาพของนายกฯนิวซีแลนด์ขึ้น ณ ตึกเบิร์จคาลิฟา (Burj Khalifa) ตึกระฟ้าสูง 829 เมตร ในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สว่างไสวด้วยการฉายภาพขนาดยักษ์ของนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ “จาซินดา อาร์เดิร์น“ ในฮิญาบสีดำ พร้อมด้วยคำภาษาอาหรับ “ซาลาม” (Salam) ที่มีความหมายว่า “สันติภาพ”

นายกรัฐมนตรีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และผู้ปกครองแห่งดูไบ “เชค โมฮัมเหม็ด” ได้แบ่งปันภาพดังกล่าวในทวิตเตอร์ และขอบคุณคุณอาร์เดิร์นสำหรับการสนับสนุนของเธอต่อชุมชนมุสลิม

“นิวซีแลนด์วันนี้อยู่ในการสงบนิ่ง เพื่อให้เกียรติต่อผู้เสียชีวิตจากการโจมตีมัสยิด” เขาทวีต

“ขอบคุณนายกรัฐมนตรีอาร์เดิร์นและนิวซีแลนด์ สำหรับความเอาใจใส่และการสนับสนุนที่จริงใจของคุณ อันเป็นการให้เคารพต่อชาวมุสลิม 1.5 พันล้านคน หลังจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่สั่นคลอนชุมชนมุสลิมทั่วโลก” เชค โมฮัมเหม็ด โพสต์

ภาพต้นฉบับถ่ายโดยช่างภาพชาวเวลลิงตัน “เฮเกน ฮอบกินส์” (Hagen Hopkins) ของ Getty Images

ภาพดังกล่าวถูกฉายที่ตึกเบิร์จคาลิฟาในวันเดียวกันกับที่นิวซีแลนด์ออกอากาศ “การอะซาน” (เสียงเชิญชวนสู่การละหมาด) ทางโทรทัศน์และวิทยุแห่งชาติไปทั่วประเทศ เนื่องในวาระครบรอบ 1 สัปดาห์โศกนาฏกรรมในไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน่าสลด 50 คน หลังมือปืนบุกโจมตีสองมัสยิดด้วยอาวุธปืน

“จาซินดา อาร์เดิร์น“ ได้รับคำชื่นชมจากผู้คนทั่วโลกต่อการรับมือและจัดการโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยเฉพาะต่อแนวทางการปลอบประโลมและโอบกอดชุมชุมมุสลิมในประเทศแห่งนี้หลังเหตุโจมตี

เธกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Stuff สื่อนิวซีแลนด์ว่า “ ฉันไม่คิดว่าฉันแสดงความเป็นผู้นำ ฉันแค่คิดว่าฉันแสดงความเป็นมนุษย์”

“ในการเมืองเราสามารถเลือกที่จะทำตัวเป็นแบบอย่างได้ … ฉันเชื่ออย่างแท้จริงว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำเป็นค่านิยมของชาวนิวซีแลนด์ ทุกครั้งที่ฉันมีโอกาสได้แบ่งปันคำพูด สิ่งที่ฉันสะท้อนในใจคือ : ‘ชาวนิวซีแลนด์มีความรู้สึกอย่างไรในตอนนี้ คำพูดที่ฉันได้ยินอยู่รอบตัวฉันคืออะไร เราทุกคนรู้สึกอย่างไร” เธอกล่าว(โดย กองบรรณาธิการเดอะพับลิกโพสต์ –  21 มีนาคม 2019 1164 )

แม้ว่าเราจะเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า  ไม่ว่าผู้ก่อเหตุหรือผู้ก่อการร้ายจะใช้นามว่าอะไร หรือมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม จะส่งผลเสียหายทั้งจิตใจและตัวบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งจะนำไปสู่การตอกลิ่มของกระแสอิสลาโมโฟเบียเพิ่มมากยิ่งขึ้น จนทำให้เกิดความรุนแรง  ความสูญเสียและการก่อการร้ายไปทุกที่และมีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้น   แต่ทว่ามองอีกมุนหนึ่ง มีคติหนึ่งสอนให้เห็นเป็นปรัชญาอยู่ว่า”ในร้าย มีดีอยู่เสมอ”นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ได้ปรากฏให้เห็นในวันนี้จากเหตุการณ์อันเลวร้ายในนิวซีแลนด์ ได้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนนิวซีแลนด์ และการแสดงออกการเห็นอกเห็นใจของประชาคมโลกที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้   และทุกคนพร้อมที่จะต่อต้านผู้มีแนวคิดแบบสุดโต่งและพร้อมที่จะทำลายภัยคุกคามระหว่างศาสนาหรือภัยคุกคามระหว่างชาติพันธ์ และร่วมกันต่อต้านลัทธิคลั่งไคล้ชาติพันธุ์ไปพร้อมๆกัน และวันนี้ทำให้เราได้ตระหนักและหันกลับมามองเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นด้วยสายตาที่เป็นธรรมและด้วยความเป็นมิตรอย่างแท้จริง  โดยไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว เคลือบแคลงหรือระแวงระหว่างกันโดยไร้เหตุผล  ถึงแม้ว่าจะมีเชื้อชาติและศาสนาและผิวพรรณที่แตกต่างกันก็ตาม

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com