แด่จูเลียน อัสซาน ผู้ชูธงโต้กระแสทวน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ในปัจจุบันนี้ มีนักคิด นักเขียนในสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่มีทั้งความรู้และภูมิปัญญา ได้พยายามบอกกับชาวอเมริกัน และชาวโลกว่าประชาธิปไตยในสหรัฐฯนั้นตายแล้ว เริ่มตั้งแต่การลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคเนดี้ เพราะไปขัดผลประโยชน์ของ “รัฐลึก” “DEEPSTATE” แต่ประชาธิปไตยของสหรัฐฯมาตายสนิทภายหลังจากเหตุถล่มตึกเวิร์ลเทรด ที่ป้ายผิดให้แก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ และบุกถล่มอิรักด้วยคำโกหกว่ามีอาวุธทำลายล้างมหาศาลอยู่ในครอบครอง เพราะจากเหตุการณ์ครั้งนี้ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช ได้ถือโอกาสผ่านกฎหมายความมั่นคง และตั้งกระทรวงความมั่นคง (Homeland Security) ขึ้น ซึ่งเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ด้วยให้อำนาจฝ่ายบริหารเหนืออำนาจนิติบัญญัติและตุลาการ ในนามความมั่นคงแห่งชาติ
ในบรรดาวีรบุรุษผู้มาเปิดโปงการละเมิดหลักเกณฑ์ประชาธิปไตย ที่จะกล่าวถึงก็เห็นจะต้องเริ่มจากเอดเวิร์ด สโนเดน ที่เปิดเผยว่า CIA ได้ทำการสอดส่องล้วงข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในสหรัฐฯ และระหว่างประเทศเป็นวงกว้าง อันเป็นการขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล จนที่สุดสโนเดนก็ต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่รัสเซีย
ส่วนในกระบวนการที่พยายามเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฉ้อฉลของรัฐบาลสหรัฐฯ ให้มะกันได้รับทราบก็คงหนีไปพ้นบุคคลอย่าง คริส เฮจ,โนม ชอมสกี้,โรเบิร์ต สตีล และ เชลซี แมนนิ่ง
แต่บุคคลสำคัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งคือ จูเลี่ยน อัสซาน ที่เคยมาเปิดเผยอาชญากรรมสงครามที่รัฐบาลสหรัฐฯและอังกฤษ พยายามปกปิดในการไปก่อการร้ายที่อัฟกานิสถานและอิรัก ผลในการเปิดเผยในครั้งนั้นทำให้ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศใช้ประกอบหลักฐานกับประจักษ์พยานและข้อมูลอื่นๆ เพื่อฟ้องทหารสหรัฐฯบางคนเป็นอาชญากรสงคราม แต่ในที่สุดเมื่อไม่นานมานี้ต้องยกเลิกไป เพราะโดนกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ว่าสหรัฐฯใช้อำนาจบาตรใหญ่ในวิถีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
อัสซานมาเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกอีกครั้งเมื่อถูกตำรวจอังกฤษบุกเข้าไปจับในสถานทูตเอควาดอร์ในลอนดอน เมื่อวันที่ 12 เมษายน ซึ่งเขาอาศัยลี้ภัยมา 7 ปี ออกไปไหนไม่ได้ เพราะอังกฤษจ้องตะครุบตัว ทั้งๆที่เขามีอาการเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ประเด็นสำคัญที่เป็นที่น่าห่วงใยต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ คือ ประธานาธิบดีเลนิน โมเรโนแห่งเอกวาดอร์ ใช้ดุลพินิจอะไรในการอนุญาตให้ประเทศอื่นมาละเมิดอธิปไตยของประเทศตนเอง ด้วยการให้ตำรวจอังกฤษบุกเข้าไปจับอัสซานในสถานทูตเอกวาดอร์ ซึ่งถือเป็นดินแดนของเอกวาดอร์ และอัสซานเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลแล้ว ประการต่อมารัฐบาลอังกฤษโดยนางเทราซา เมย์ ใช้ดุลพินิจอะไรตามกฎหมายที่สั่งให้ตำรวจบุกไปจับอัสซานในสถานทูต โดยที่เขามิได้ประกอบอาชญากรรมใดๆในอังกฤษ นอกจากคำกล่าวหาลอยๆจากหญิงผู้หนึ่งในสวีเดน เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งสวีเดนก็ยังอยู่ในขั้นไต่สวน และเพียงต้องการให้อัสซานไปให้ปากคำ แต่ทางทนายของอัสซานมองว่ามันเป็นเพียงการตั้งประเด็นหลอกเพื่อจะได้ส่งตัวอัสซานไปสหรัฐฯตามคำขอ
ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ และหรืออัยการสหรัฐฯอาศัยอำนาจอะไร ที่จะเรียกร้องให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนในเมื่ออัสซานมิใช่พลเมืองสหรัฐฯและองค์กรข่าว wiki Leaks ก็มิได้อยู่ในสหรัฐฯ ที่สำคัญข้อหาที่พาดพึงถึงอัสซานก็คืออ้างว่าอัสซานได้ให้ความช่วยเหลือ เซลซีแมนนิ่ง ในการปกปิด ช่องทางที่จะสืบค้นมาถึงแมนนิ่งในกรณีที่มีการเปิดเผย เอกสารเกี่ยวกับการทำอาชญากรรมสงครามของสหรัฐฯในอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งในกรณีนี้แมนนิ่งถูกกฎหมายความมั่นคงคุมขังอยู่ 7 ปี และมีความพยายามที่จะให้เธอให้การปรักปรำอัสซาน แต่เธอปฏิเสธ นับว่าเธอใจเด็ดและยึดมั่นในหลักการอย่างแท้จริง ซึ่งหากให้การเธอจะได้ลดโทษและปล่อยตัวโดยเร็ว
ในขณะที่อัสซานและวิกกี้ลีกถูกเล่นงาน แต่นิวร์ยอร์คไทม์ของสหรัฐฯ และดิการ์เดียนของอังกฤษก็เล่นข่าวนี้ติดต่อกันหลายวุน กลับไม่ถูกเล่นงานอะไรเลย ทั้งๆก็อ้างแหล่งข่าวมาจากวิกกี้ลีคเหมือนกัน
แต่ข้อมูลที่เปิดเผยมันคือการกระทำของทหารสหรัฐฯที่เจตนาเข่นฆ่าพลเรือนทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องบินโจมตี ใช้โดรน หรือใช้รถหุ้มเกราะระดมยิง เช่น ในกรณีที่เกิดขึ้นในแบกแดดทำให้พลเรือนตายทันทีหลายสิบคน รวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ 2 คน
ผู้กล้าหาญที่กล่าวถึง หรืออีกหลายท่านที่มิได้กล่าวถึง ได้แสดงถึงความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ต่อหลักการที่จะเปิดเผยความจริงให้โลกรับรู้ แม้ว่าอาจจะถูกทรมาน ถูกข่มขู่ ถูกจองจำ แม้กระทั่งถูกบิดเบือนป้ายสีโดยสื่อกระแสหลักที่เป็นเครื่องมือของ “รัฐลึก” หรือที่บางท่านเรียกว่า รัฐบรรษัท (Corporated State)คือรัฐที่อยู่ในอำนาจการครอบงำของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลในการควบคุมรัฐบาลด้วยการล๊อบบี้ การสนับสนุนตัวแทนเข้าไปในรัฐสภา หรือแม้แต่ติดสินบนทั้งรัฐบาล ส.ส.และส.ว.ในการออกกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของบริษัทตน เช่น อุตสาหกรรมปืน อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมพลังงาน
ดังนั้นการอ้างถึงความมั่นคงแบบเหวี่ยงแห จึงกลับจะเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤตกาลทั้งภายในและระหว่างประเทศ เพราะไม่มีการแบ่งแยกชัดเจนระหว่างผลประโยชน์ของชาติ หรือผลประโยชน์ของบริษัท เช่น กรณีที่มีการเปิดเผยว่าสหรัฐฯร่วมกับซาอุดิอารเบีย และการ์ต้าในการสนับสนุนทั้งการเงินและอาวุธตลอดจนการฝึกหรือการส่งกำลังบำรุงให้แก่ อักกอดิดะฮ์และไอเอส ตักฟีรีย์ ที่ก่อการด้วยความทารุญโหดร้ายต่อประชาชน เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมน้ำมัน และอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐฯ จนในที่สุดนำมาซึ่งความปั่นป่วนไปทั่วโลกจากผู้อพยพหนีภัยสงคราม และเดือดร้อนถึงประชาชนชาวมะกันที่ต้องส่งคนไปตายในต่างแดนอีกด้วย
ความซับซ้อนของสิทธิเสรีภาพของสื่อในการนำเสนอความจริง กับการอ้างความมั่นคงที่อาศัยกฎหมายโฮมแลนด์อันเป็นกฎหมายที่ละเมิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ แม้แต่ศาลสูงเองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายบริหารและรัฐลึก จนไม่กล้าขัดแย้งอย่างตรงไปตรงมา
การอ้างความมั่นคงกับสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งสหรัฐฯถือเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นหลักการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญอันเป็นหนึ่งในเสาหลักระบอบประชาธิปไตยก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ ดังนั้นการมาเปิดเผยว่าซีไอเอทำการสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนสหรัฐฯเป็นวงกว้าง จึงขัดแย้งกับหลักการนี้
ในทางตรงข้ามเมื่ออุตสาหกรรมอาวุธต้องการขายปืนนานาชนิดให้คนอเมริกันก็อ้างหลักการข้อนี้ ทั้งๆที่การมีอาวุธครอบครองจำนวนมากของประชาชนอาจนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของคนทั่วไปได้ ดังปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ และเมื่อมีความพยายามที่จะจำกัดสิทธิในเรื่องนี้ก็มักจะพ่ายแพ้ต่อการล๊อบบี้ของอุตสาหกรรมปืน
อย่างไรก็ตามอีกไม่นานข่าวการจับกุมอัสซานก็จะถูกบดบังด้วย ข่าวอื่นๆที่ไร้สาระอย่างข่าวบันเทิง และประชาชนชาวโลกก็จะถูกครอบงำด้วยการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อกระแสหลัก ที่รับใช้กลุ่มชนชั้นสูงที่คุมผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของโลก







