แก้แค้น”ไครสเชิร์ช”-ทำไมต้องศรีลังกา

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า ใครลงมือ”ระเบิดมหาวินาศในศรีลังกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการวางระเบิดต่อเนื่องภายในวันเดียวเก้าครั้งรวด เป้าหมาย คือโบสถ์ชาวคริสต์และโรงแรมหรู ทั้งในและรอบๆเมืองหลวง”โคลอมโบ”ตอนช่วงเช้าขณะทำพิธี”อีสเตอร์วันอาทิตย์”ที่ ๒๑ เมษายน ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๓๕๙ คน บาดเจ็บราว ๕๐๐ คน ผู้ตกเป็นเป้า มีทั้งชาวศรีลังกาและต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันตก เช่นสหรัฐ อังกฤษและอื่นๆ
เป็นการก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบถึงชีวิตหลายร้อยคนพร้อมๆ กัน เท่าที่เคยปรากฎในประวัติการก่อการร้ายโลก
แต่คำตอบที่ว่า ก็ไม่ชัดเจน ว่าใครลงมือแน่ เพราะทางการให้ข่าวคลุมเครือ สะท้อนถึงความไร้”เอกภาพ”ในทางการเมืองของศรีลังกา
โดยรองรัฐมนตรีกลาโหมศรีลังกา”รูวาน วิชัยวัฒน์”แถลงต่อสภาว่า เชื่อว่ากลุ่มมุสลิมสุดโต่งลงมือกระทำ เพื่อแก้แค้น กรณีคนร้าย”ชาตินิยมขวาจัด”รายหนึ่งโจมตีสุเหร่าในเมือง”ไครสเชิร์ช”สองแห่ง ทำให้ชาวมุสลิมเสียชีวิต ในการสังหารหมู่ ๕๐ คน เหตุเกิด ขณะละหมาดวันศุกร์(วันที่ ๑๕ มีนาคมที่ผ่านมา)
รองรัฐมนตรีกลาโหมศรีลังกา อธิบายว่ากลุ่มที่ว่านี้ มีโยงใยกับ”ขบวนการ”เนชันนัล เตาฮีด ยะมาอะต์”(เอ็นทีเจ)แต่กลับไม่ยอมแจกแจงว่า ได้หลักฐานมาจากไหน ทำให้เกิดความสงสัยว่า เป็นการแถลงเพียงเพื่อเอาตัวรอดไปก่อน
ขณะประธานาธิบดีศรีลังกา คือ”ไมตรีพล ศิริเสนา”แถลงอีกทางหนึ่งว่า การก่อการร้ายน่าจะมีโยงใยกับต่างชาติ”จึงใคร่ขอความร่วมมือจากให้ต่างประเทศช่วย และที่สุดก็ยอมรับว่า ตามที่วงการข่าวกรองเคยเตือนว่า จะเกิดการก่อการร้ายก่อนหน้านี้ หลายสัปดาห์ก่อนนั้น เขาไม่เคยรู้เรื่องเลยและจะจัดการกับผู้ที่รับผิดชอบที่ปกปิดเอาไว้
แต่ขณะเดียวกัน สื่ออังกฤษ”เดลิเมล์”(มีนโยบายเสนอข่าวแบบ”เร้าอารมณ์”)ก็อ้างว่า”สำนักงานโฆษณาชวนเชื่อ “อามัก”(Amaq)”ของ”ไอเอส” ได้ออกข่าวแสดงความยินดี ที่การโจมตีในศรีลังกาประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ระบุว่าชัดๆ ว่า”ไอเอส”ลงมือเอง แต่อ้างว่าเป็นการกระทำ เพื่อแก้แค้นเหตุการณ์ที่”ไครสเชิร์ช”
หลังจากนั้น สื่อเดียวกันนี้ ก็ได้แพร่ภาพ”กลุ่มมือมือระเบิดศรีลังกา”ปกปิดหน้าและศีรษะแปดนาย ถ่ายภาพร่วมกัน บรรยายใต้ภาพว่า ถ่ายก่อนลงมือปฏิบัติการ ก็ไม่รู้ว่าภาพข่าวนี้จริงเท็จแค่ไหน เป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นมาที่หลังหรือไม่
แต่ก็ถือได้ว่า “เดลิเมล์”ช่วยงานด้านโฆษณาชวนเชื่อของ”ไอเอส”ได้อีกต่อหนึ่ง โดยมีหนังสือพิมพ์”ฮาอาเรตซ์”ของอิสราเอล ช่วยประโคมพาดหัวข่าว ในวันที่ ๒๔ เมษายนว่า
“ไอเอส อ้างความรับผิดชอบการระเบิด”อีสเตอร์วันอาทิตย์”ในศรีลังกา”และว่า”เป็นการแก้แค้นที่กระทำเพื่ออุทิศให้แก่“อัล บักดาดี”ผู้นำ”ไอเอส”
นับว่า”เป็นปี่เป็นขลุ่ย”เข้ากันดีแท้ๆ
ข้อสงสัยของผม ณ ที่นี้ ก็คือ เป็นไปได้ไหมว่า งานนี้ “ต่างชาติ”ให้การสนับสนุน หรือร่วมลงมือ โดยใช้คนท้องถิ่นที่สามารถ”ปั่นหัว”ได้ เป็นเครื่องมือ
ทั้งนี้ เพื่ออะไร
เพื่อสร้างภาพ”อิสลาม”ให้เป็นที่ประจักษ์ ในหมู่คนต่างศาสนิกในโลก ว่าน่าเกลียดน่ากลัวเพียงไร
ผลก็คือ ไม่ว่ามุสลิมธรรมดาผู้บริสุทธิ์ จะไปทางไหน ที่ไหน ก็มักจะถูกชาวบ้านต่างศาสนิก จับตาและตั้งท่ารังเกียจเสียแล้ว รวมทั้งมุสลิม ในประเทศไทย
แต่ใครเล่าคือ”ต่างชาติ”ที่มีเงินมีทอง สนับสนุนการก่อการร้าย ได้มากมายถึงเพียงนี้ โปรดลองคิดดู เพราะทุกวันนี้”ไอเอส”เอง จะเอาเงินที่ไหนมาทำงาน หากไม่มีการว่าจ้าง เพราะไม่น่าจะมีแหล่งเงินทุนเหลืออีกแล้ว ตั้งแต่”ไอเอส”สูญเสียดินแดน ที่รุ่มรวยน้ำมันในอิรักและซีเรีย
และก็ต้องไม่ลืมว่าสหรัฐใช่ไหม ที่สนับสนุนให้มีการตั้งสถาปนา”ไอเอส”ขึ้นมาแต่แรก เพื่อบ่อนทำลาย ให้เกิดความแตกแยกในตะวันออกลาง โดยใช้ “ อาบู บากัรฺ อัล-บักดาดี”เป็น”ตัวตั้งต้น”แบบ”สเต็ม เซลล์”
ดังนั้น ที่ผ่านๆ มา”ไอเอส”เอง ก็งี่เง่าพอ ที่จะกระทำความชั่วร้าย เพราะถูกปลุกให้”คลั่งศาสนา”จนเลยธง ไม่ตระหนักว่าโลกนี้พระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์ ไว้หลากหลายความเชื่อ
จึงขอประณาม”เอเอส”มา ณ ที่นี้ซ้ำๆ ให้ช่ำใจ อีกสักทีครับ
“ขอให้พระผู้เป็นเจ้า”อัลลอฮ์(ซบ.) โปรดอย่าได้รับดุอาห์(ขอพร) ของพวกเขา ที่ไม่เคยเห็นมวลมนุษย์ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าสร้างมาด้วยกัน ว่าเป็นมนุษย์ แต่กลับกระทำต่อพวกเขา เหมือนสัตว์เดรัจฉาน แบบวัว ควาย แลแพะแกะ…อามีน”
มีเหตุผลอะไรบ้าง ที่เลือกเอาศรีลังกาเป็นเป้า ในการก่อการร้ายครั้งนี้ ?
ในความเห็นของผมเบื้องต้น เป็นเพราะศรีลังกา แม้เป็นชาติแรกๆ ที่สภาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาในทวีปเอเชีย แต่ก็ยังไร้ความมั่นคงทางการเมือง ไม่มีความเป็นเอกภาพ แย่งชิงกันเป็นใหญ่ระหว่างนักการเมืองด้วยกัน
มองแค่ใกล้ๆ เฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดี”ศิริเสนา” ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ ไล่ออกนายกรัฐมนตรี(รานิล วิกรมสิงห์)ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เพราะเข้ากันไม่ได้ แล้วตั้งคนใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยไม่ซาวเสียงผ่านสภา แถมยุบสภาและเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะสภาเดิม ไม่ทำงานตามที่ผู้นำต้องการ ซึ่งนับได้ว่า ประธานาธิบดี ได้กระทำทำรัฐประหาร โดยไม่คำนึงถึงรัฐธรรมนูญ
แถมล่าสุด ก็ขู่จะหาคนมาดำรงตำแหน่ง รองรัฐมนตรีกลาโหมที่บกพร่องในเรื่องข่าวกรอง ไม่รายงานให้รู้เรื่องว่า วงการข่าวกรองต่างชาติเตือนว่า จะเกิดก่อการร้าย แต่ตัวท่านเอง กลับไม่เคยรู้เรื่อง เพาะไม่มีใครรายงาน
นี้คือการสะท้อนถึงความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการเมือง ในศรีลังกา ว่าทำให้เกิดผลเสียอย่างไร
สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมนั้นเล่า ศรีลังกาย่ำแย่ มาตั้งแต่ครั้งที่อดีตประธานาธิบดี”มหินทร์ ราชปักษา”ทำสงครามกับกลุ่ม”พยัคฆทมิฬ อีลัม”ที่มุ่งหมายจะแบ่งแยกดินแดน ระหว่างปี ๒๕๔๘ – ๒๕๕๘ (มีคนตายราว ๑๐๐,๐๐๐ ราย)
“ราชปักษา”ไม่มีเวลาสนใจเศรษฐกิจและสังคมเท่าที่ควร เขาจึงสูญเสียตำแหน่งไปให้แก่”ศิริเสนา”ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อมา ถึงแม้จะประสบความสำเร็จ ในการปราบปรามกลุ่มผู้นำของ”พยัคฆทมิฬ อีลัม”ได้ทั้งหมดก็ตามที
ว่ากันว่าปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการเล่นพวก ก็คือสาเหตุอีกอย่าง ที่ทำให้”ราชปักษา”เสียตำแหน่งและ เขาไม่เคยสนใจ ในประเด็นสิทธิมนุษย์และเสรีภาพของสื่อมวลชน
โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจนั้น ด้วยความไม่ชอบอินเดีย(ที่เขาคิดว่าหนุน”พยัคฆทมิฬ อีลัม”)”ราชปักษา”หันไปคบหาจีนและได้เผลอไผล (โดดเดี่ยวตนเองจากอินเดียและสหรัฐ)ไปตกลงทำสัญญาเงินกู้กับจีน ในการทำโครงการต่างๆมูลค่ารวม ๑๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งเงินกู้ เพื่อก่อสร้างท่าเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ที่”ฮัมบันโตตา”มูลค่า ๑.๓ พันล้านเหรียญสหรัฐด้วย หมายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยธุรกิจการเดินเรือ หลังสงครามกลางเมือง ถึงกับเข้าขั้น ตกอยู่ใน”กับดักหนี้สิน”ของจีนเลยที่เดียว เพราะไม่สามารถชำระดอกเบี้ย หรือเงินต้นคืนได้ ในที่สุด
ผลก็คือ ไม่สามารถเปิดใช้ท่าเรือ ต้องยอมให้จีนเข้ามาบริหารจัดการเอง เพราะสัญญาเปิดช่องไว้ แต่ที่แย่มากก็คือ ต้องยอมให้จีนเช่าที่ดิน รอบๆท่าเรือ ๑๕,๐๐๐ เอเคอร์ นานถึง ๙๙ ปี ก่อให้เกิดความหวาดกลัวแก่คนทั่วไป ว่าจีนจะกลืนอธิปไตย เพราะมีท่าทีว่าจีน ค่อยๆ รุกเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้สภาวะภูมิศาสตร์การเมืองตกอยู่ในความเสี่ยงสูง
เป็นการทิ้งปัญหาให้”ศิริเสนา”ต้องเข้ามาแก้ไข โดยหันไปฟื้นฟูการคบหากับอินเดียและสหรัฐใหม่ เพื่อสร้างดุลถ่วง
ทุกวันนี้เศรษฐกิจศรีลังกา จึงต้องขึ้นอยู่กับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาก็คือส่งออกชา เครื่องนุ่งห่ม เส้นใยและผลิตภัณฑ์ข้าว แถมมีรายได้ค่อนข้างมาก จาการส่งเงินกลับ ของแรงงานที่ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล
ครั้งแรกที่พบข่าวการวางระเบิด ผมนึกทันทีเลยว่า หรือ”ทมิฬ อีลัม”ฟื้นตัวขึ้นมาก่อเรื่องอีกแล้ว เพราะเคยส่งคน(หญิงสาว)ไประเบิดตัวเอง เพื่อสังหาร”ราจิฟ คานธี”อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดียจนสำเร็จ กลายเป็น”ตัวอย่างแรกเริ่ม” ของการใช้ระเบิดฆ่าตัวตายพร้อมเป้าหมาย
เห็นหรือยังว่า”ศรีลังกา”เป็นชาติที่พยายามรักษาความสงบ เนื่องจากมีสังคมชาวพุทธ เป็นชนส่วนใหญ่นั้น ผู้ก่อการร้ายก็ยังมองออกและสามารถใช้ประโยชน์จากความ”เปราะบางภายใน”ที่กินลึก อย่างแนบเนียน ด้วยการบรรดาลให้กลายเป็น”ทุ่งสังหาร”ในพริบตา สามารถส่งข่าวให้โลกได้รับรู้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่า”พวกมัน”จะมีเจตนาส่งข่าวเพื่ออะไร ก็ตามที
แต่พวกมัน สามารถทำให้คนทั่วไปงงงัน มองเห็นเหตุการณ์ว่า “จริงเป็นเท็จก็ได้ เท็จเป็นจริงก็ได้” ในคราวเดียวกัน
จึงถามมาสั้นๆ ว่า ไทยเรา เตรียมตัวรับมือกันไว้แล้วอย่างไรและแค่ไหน สำหรับสภาพสังคมและการเมืองเช่นนี้ หากสักวันหนึ่ง “พวกมัน”เกิดเลือกไทยเป็น ”ทุ่งสังหาร”รายต่อไป







