แก้ปัญหา “โรฮีนจา” ไม่คืบหน้า

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
แก้ปัญหา “โรฮีนจา” ไม่คืบหน้า
มีข่าวไม่สู้ดีในระยะนี้ กรณีที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน เรื่อยมาจนถึงฤดูเข้าพรรษา(ราวกลางเดือนกรกฎาคม) ฝนโหมกระหน่ำเข้าภาคใต้ของอินเดียแล้วก็เลยมายังบังกลาเทศ ชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตา
ทำให้พื้นที่หลายแห่งในบังกลาเทศ รวมทั้งเมือง“คอกซ์ บาซาร์”ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพรมแดนเมียนมาร์ สถานที่ตั้งค่ายผู้อยพชาว”โรฮีนจา”เจิ่งไปด้วยน้ำที่เกิดจากห่าฝน ซึ่งทำให้น้ำเอ่อท่วมท้น เกิดกระแสน้ำหลากและดินถล่ม ส่งให้ที่พักอาศัยของชาว”โรฮีนจา” ต้องพลอยถล่มทลายลงมาด้วย เพราะพื้นดินที่นั่นเป็นปนทราย ถูกกระแสน้ำพาพัดหายไปได้โดยง่าย บ้านเรือนชั่วคราวก็พังตาม สร้างความเดือดร้อนกันไปทั่ว ต้องซ่อมแซมกันใหม่ หรือไม่ก็ต้องอพยพผู้คนนับพันๆ คน ไปหาที่อยู่อาศัยชั่วคราวใหม่ ซึ่งตามรายงานของ ยูนิเซฟ ระบุว่ามีคอบครัวชาว”โรฮีนจา”ต้องโยกย้ายราว ๓๐๐๐ ครอบครัวด้วยกัน ไม่เฉพาะที่พักอาศัยเท่านั้นที่พังลง แต่ยังรวมถึงที่ตั้งโรงเรียน ศูนย์การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
มีรายงานแจ้งว่า การเดินทางสัญจรก็ยากลำบาก เพราะสะพานลำลองสร้างด้วยไม้ไผ่ เชื่อมต่อหมู่บ้านในค่าย ก็ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ จะไปไหนที ก็แสนจะทุลักทุเล หลังสุดมีรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้เสียชีวิตไปแล้วเพราะกระแสน้ำหลากและแผ่นดินถล่ม อย่างน้อยคนหนึ่ง ขณะที่ทางการบังกลาเทศพยากรณ์ว่า ฝนยังจะกระหน่ำต่อไปจนกว่าจะสิ้นหน้าฝน
ชาวโรฮีนจาอพยพเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของจำนวนทั้งหมดคนราว ๗๐๐,๐๐๐ คน ที่ทยอยอพยพหนีความตายและการกดขึ่ จากการกวาดล้างของทหารเมียนมาร์อันหฤโหด มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ตามนโยบายกำจัดชาวโรฮีนจาและไม่ยอมรับว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นราษฎรเมียนมาร์มาแต่แรก
แต่ชาวโรฮีนจาอพยพ ก็ยังไม่ยอมกลับไปยังพื้นที่ซึ่งเมียนมาร์ เตรียมสำรองไว้ หลังจากที่ได้เจรจากับบังกลาเทศจะเอาไปดูแลเองและรับปากว่าจะรับรองในเรื่องความปลอดภัย
เมียนมาร์บอกว่า ถ้าชาว”โรฮีนจา”กลับ ก็จะเอาไปอยู่หมู่บ้านแรกรับ ๑,๐๐๐ หลัง ที่จีนบริจาคเงินสร้างไว้ให้ จะให้ความช่วยเหลือด้านหยูกยา จะคอยดูแล”แม่มือใหม่” ให้อาหารและน้ำทุกวัน และให้เงินติดกระเป๋าวันละ ๑,๐๐๐ จ๊าด(ราว ๑๖ บาท)ด้วย
นั่นเป็นโครงการระยะสั้น ส่วนในระยะยาวนั้น จะหางานให้ทำ ให้ได้สิทธิก่อสร้างบ้าน ในพื้นที่ซึ่งจัดไว้ให้ ๔๒ แห่ง แต่จะต้องแจ้งชื่อเสียงให้ชัดเจนว่า เป็นใครมาจากไหน
แต่จนทุกวันนี้ ไม่มีชาว”โรฮีนจา”คนไหนเชื่อในคำมั่นสัญญานั้น
เหตุผลที่ชาว”โรฮีนจา”ไม่ยอมกลับไปรัฐยะไข่ ของเมียนมาร์ที่พวกเขาจากมา ก็เพราะมีข่าวอย่างต่อเนื่องว่า ชาว”โรฮีนจา”ที่ยังคงอยู่ติดอยู่ที่นั่นราว ๔๐๐,๐๐๐ คน มีสภาพไม่ผิดอะไรกับนักโทษที่ถูกขังอยู่ในค่ายกักกัน ซึ่งความกลัวที่มีต่อทหารเมียนมาร์ ในอดีตยังไม่จางหาย โดยเฉพาะการ”ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”รวมทั้งการข่มขืนสตรี”โรฮีนจา” ซึ่งถึงแม้เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติจะยังคงสอบสวนหาข้อเท็จจริงอยู่ เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู่ที่เกี่ยวข้อง แต่ทหารเมียนมาร์ปฏิเสธข้อกล่าวหา เพียงแต่ยอมรับว่า ขับไล่ชาว”โรฮีนจา”จริง แต่ต้องปราบปรามเพราะถูกกลุ่มนิยมความรุนแรงชาว”โรฮีนจา”โจมตีและสังหารตำรวจ
ความกลัวนั้น ยังรวมไปถึงความเข็ดขยาด กรณีที่ทหารเมียนมาร์ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้กลุ่มชาวพุทธหัวรุนแรงในรัฐยะไข่ เผาบ้านเรือนของชาว”โรฮีนจา”หลังแล้วหลังเล่า โดยไม่สนใจใยดีที่จะห้าม ในเหตุการณ์หลังการปราบปรามของทหาร
ส่วนนาง”ออง ซาน ซูจี”ซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นสัญญลักษณ์แห่งสิทธิมนุษยชน แทนที่จะพึ่งพาได้ กลับปิดปากเงียบเลิกพูดถึงสิทธิเสรีภาพของชาว”โรฮีนจา”อีกต่อไป หลังจากที่ได้ขึ้นเป็น”ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมาร์” พร้อมทั้งรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีในคราวเดียวกันด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ก็ยังคงมีชาว”โรฮีนจา”จำนวนหนึ่งที่สามารถแอบหลบหนี ออกมาจากรัฐยะไข่ได้สำเร็จ เป็นระยะๆ เพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในต่างประเทศ ในฐานะผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะในประเทศที่พลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งให้ความเห็นใจชาว”โรฮีนจา”มาตลอดในฐานะมุสลิมด้วยกัน
ก่อนหน้านี้ทั้งก่อนหน้าและในสมัยต้นๆของรัฐบาล”ประยุทธ์ ๑”มีชาว”โรฮีนจา”อพยพผ่านประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากมาย จนเหลือคนานับ บางส่วนก็แอบเข้ามาทำงานในเรือประมงไทย ทำให้เกิดธุรกิจผิดกฎหมาย”ค้ามนุษย์”ข้ามชาติและมีข้าราชการไทยระดับสูง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพราะได้ประโยชน์มหาศาล จนถูกลงโทษไปแล้ว ที่น่าสังเกตก็คือ เมียนมาร์ไม่เคยห้ามปรามการอพยพ เนื่องจากเพราะไม่อยากได้ชาว”โรฮีนจา”อยู่แล้ว
“รัฐบาลประยุทธ์ ๑”จึงสมควรได้รับการยกย่องที่สามารถใช้ความเด็ดขาด ปราบปรามกระบวนการ”ค้ามนุษย์”ได้สำเร็จเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้จะกระทำลงไปเพราะถูกแรงกดดันจากระดับสากลก็ตามที ทำให้ทุกวันนี้ การไหลทะลักเข้ามาไทยของชาว”โรฮีนจา”ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังคงมีอยู่บ้าง
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการสกัดจับเรือลักลอบขนส่งชาว”โรฮีนจา”๖๕ คนได้ที่หน้าเกาะราวี ในเขตพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งจากการสอบปากคำก็ได้คำตอบว่า จะไปยังประเทศที่ ๓ ซึ่งทางการไทย ไม่ระบุชัดว่าประเทศใด
จากการสอบสวนได้ความว่า ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกลุ่มชาวเมียนมาร์ แต่ไต้ก๋งเรือเป็นคนไทย ซึ่งเรือน้ำมันหมดเสียก่อน ที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง
ที่น่าสังเกตก็คือ ช่วงที่มีการประชุมสุดยอดอาเซียนในไทยครั้งที่ ๓๔ ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมไม่ได้พูดถึงปัญหา”โรฮีนจา”เลย แม้จะเป็นเรื่องสำคัญมาก
แต่ก็ไม่น่าจะแปลก เพราะมีข้อห้ามแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่า ที่ประชุมจะไม่หยิบยกเรื่องการเมืองนอกอาเซียนมาพูดและจะไม่พูดถึงประเด็นอะไรก็ตาม ที่ทำให้เกิดความร้าวฉานในอาเซียนด้วยกัน
กระนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียมหาธีร์ โมฮัมมัด ก็ได้เอ่ยเรื่องนี้นอกที่ประชุมว่า หนทางเดียวที่จะนำชาว”โรฮีนจา”กลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่อย่างปลอดภัยได้ โดยไม่ถูกลงโทษนั้น จะต้องให้นานาชาติกำกับจึงจะสำเร็จ
สรุปแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนักที่จะประกันว่า การส่งตัวชาว”โรฮีนจา”กลับคืนถิ่นฐานเดิม จะเป็นความจริง หากนานาชาติไม่ช่วยกันกำกับอย่างจริงจัง
แม้ว่าสหประชาชาติ โดยองค์กรพันธมิตรเผยแพร่ความร่วมมือ Joint Response Plan (JRP) จะระดมสามารถทุนได้ ๙๒๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจา ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็จะต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปช่วยชาวบังกลาเทศที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพลี้ภัยของชาว”โรฮีนจา”ด้วย
แต่มหาอำนาจใดเล่า จะยินดีเสนอตัวเป็น”หัวเรือ”ที่จะกรุยทางไปสู่ความสำเร็จตามวิธีที่”มหาธีร์”กล่าว ในขณะที่การทำสงครามการค้าและสงครามช่วงชิงกันความเป็นผู้นำเหนือ ยังคงกระทำกันไม่ลืมหูลืมตา อย่างที่เป็นอยู่
ช่างน่าสมเพชเสียจริงๆ นะ ชาว”โรฮีนจา”







