บทเรียนที่คนไทยต้องสำนึกจากกรณี “ลันลาเบล”

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
บทเรียนที่คนไทยต้องสำนึกจากกรณี “ลันลาเบล”
ข่าวดังที่ชาวบ้านสนใจติดตามอย่างใกล้ชิด ก็คือกรณี”พริตตี้”สาววัย ๒๕”ลันลาเบล”หรือ”ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์”สิ้นชีวิตเชิงปฤษณา ว่าใครทำให้เธอตาย หลังไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง แต่เพื่อนเธอไปพบว่าเธอกลายเป็นศพในล็อบบี้คอนโดมีเนียมอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักของหนุ่มคนที่พาเธอไป
ก่อนจะเขียนต่อ ขออธิบายว่า “พริตตี้” คืออาชีพอะไร เพราะอาจมีบางท่านที่อ่านเรื่องนี้แล้ว ไม่เข้าใจ
“พริตตี้”มาจากภาษาอังกฤษว่า pretty แปลว่า”สาวสวย” ซึ่งก็ต้องสวยจริงๆ จะตามธรรมชาติ หรือด้วยการผ่าตัดเสริมแต่งก็แล้วแต่ มีรูปทรงองค์เอวที่ผู้ชายเห็นแล้วต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก ยังอยู่ในวัยเอ๊าะๆ รับจ้างเป็นครั้งคราวในงานแสดงการโฆษณาสินค้า โดยเฉพาะโฆษณาขายรถยนต์ ด้วยการแต่งตัวและโพสท่าวับๆ แวมๆ
อาชีพนี้ถูกแปรสภาพมาเป็นการรับจ้างเป็น”เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว” โดยหลักการไม่รับจ้างบริการทางเพศ จึงถือว่าเป็นอาชีพที่สุจริต มีเกียรติแบบเดียวกับ”เกอิชา”ของญี่ปุ่น
ส่วนจะมีอะไรนอกเหนือกับ”ผู้ว่าจ้าง”แค่ไหน ก็ว่ากันเป็นกรณีๆ ไป….ว่ากันมาอย่างนั้นนะครับ ผมไม่มีประสบการณ์ตรง
วงการธุรกิจ”พริตตี้”เป็นอย่างไรในรายละเอียด เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะลี้ลับ จะรู้กันเฉพาะในหมู่นักเที่ยวและ”ผู้ชำนัญ”ในวงการ ว่าจะติดต่อได้ในราคาเท่าไร ที่ไหนและอย่างไรเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ พอ”พริตตี้”เป็นข่าวขึ้นมา ชาวบ้านก็เลยตื่นตาตื่นใจ อยากจะรู้ อยากจะเห็นมากขึ้นเป็นธรรมดา สื่อไม่ว่าจะสื่อโทรทัศน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ก็พยายามติดตาม”แคะข่าว”กันอย่างถี่ยิบ เพื่อสนองตอบความอยากรู้อยากเห็นที่ว่า ซึ่งช่วยทำให้“เรตติ้ง”ของสื่อดีขึ้น หากยิ่งค้นพบแง่มุมพิศดารในข่าวนำเสนอที่แตกต่างลึกซึ้งจากรายอื่นๆ
ในกรณีสื่อนั้น เข้าข่ายการ”ขายข่าว”อาชญากรรม หรือข่าวประเภท Crime and sex ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมาก ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอข่าวอาชญากรรมในรายละเอียด ประเภทโหดพิศดาร(เช่น ข่มขืนฆ่าหั่นศพ) หรือข่าวดาราเปลี่ยนคู่นอน อะไรเทือกนั้น
ถ้าจำไม่ผิด เดิมทีในประวัติการนำเสนอข่าวของสื่อตะวันตกซึ่งเป็น”ต้นแบบ”ของวิชาชีพสื่อนั้น จะไม่นำเสนอเรื่องอาชญากรรมหรือข่าวเกี่ยวกับเพศ เพราะยึดมั่นถือมั่นในหลักศีลธรรมจรรยา แต่ต่อมากลับเปลี่ยนไป หลังทดลองแล้วพบว่า ผู้คนชอบอ่านข่าวประเภทนี้กันมาก เลยกลายเป็นที่นิยมนำเสนอกันทั่วโลก มีหลายหนที่ไปล่วงละเมิดจริยธรรมและสิทธิส่วนบุคคลเข้า ก็จะถูกตำหนิติเตียน จนบางครั้งถึงกับโดนฟ้องร้อง บางฉบับถึงกับ”เต้าข่าว”คือสร้างข่าวด้วยการดักฟัง(ซึ่งผิดจริยธรรม)เช่น News of the World ในที่สุดต้องปิดตัวเองไป แม้มีจำนวนจำหน่ายถึงล้านฉบับ
แต่ในอีกแง่หนึ่งในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมโดยเฉพาะการทำข่าวในเชิงสอบสวนสืบสวน มีส่วนช่วยตำรวจในการมองแง่มุมทางลึกมากขึ้น ในการแกะรอยทำคดี
แล้วในกณี”ลันลาเบล”เล่า ข่าวที่นำเสนอกันในสื่อต่างๆ มีส่วนช่วยตำรวจหรือไม่
ผมยังไม่เห็นครับ มีแต่สื่อตามเกาะติดตำรวจแจ ว่าคดีคืบหน้าไปถึงไหนและพาดพิงถึงใคร โดยเฉพาะพบร่องรอยว่า ผู้ต้องสงสัย อาจจะไม่ทำกับเฉพาะกับ”ลันลาเบล”แค่เพียงคนเดียวซะแล้ว
เหตุที่ผมเขียนเรื่อง”ลันลัลลา” เพราะอยากจะสะท้อนว่า “สำนึกความเป็นคน”ในสังคมไทยนั้น ถดถอยกันไปมากแล้ว จนน่าเป็นห่วงว่า ในอนาคตไม่ไกลไปจากนี้ หากไม่ช่วยกันเหนี่ยวรั้งไว้ เยาวชนที่กำลังเติบใหญ่ขึ้นมา จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากมากขนาดไหน โดยเฉพาะจากความโหดร้ายใจหิน ที่เกิดขึ้นจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ถูกบ่มเพาะด้วยค่านิยม ที่อันตราย
ในการนี้ผมพบว่า ค่านิยมในครอบครัวคนไทยขณะนี้ มีความผิดปกติ อย่างน้อยก็ในสองลักษณะด้วยกัน
อย่างแรก ความมักง่ายในการใช้ชีวิต อันเกิดจากการเลียนแบบการบริโภค เช่นเห็นเขามี ก็อยากมี เห็นเขาฟุ่มเฟือย ก็อยากจะฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการหารายได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นกรณีเด็กอยากจะมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ใช้กัน แทบจะทุกคน ก็รบเร้าให้พ่อแม่ซื้อ แม้ชนิดที่แพงแสนแพง อันนำไปสู่ความมักง่ายในการใช้ชีวิตเมื่อเติบใหญ่ ไม่ต่อสู้ ไม่ประหยัด หรือขยันหมั่นเพียร ไม่สนใจในการประกอบอาชีพที่สุจริตและมีเกียรติ แต่มักง่าย ในการเลือกประกอบอาชีพ ชอบทางลัด รวยเร็ว หรือไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก
อย่างที่ ๒ ความไร้จิตสำนึกของผู้ปกครอง ที่ไม่กวดขันอบรมบ่มนิสัยลูกหลาน ตั้งแต่ยังเล็ก ให้หนักเอาเบาสู้ ไม่มอบหมายความรับผิดชอบภายในบ้านให้ทำ เรียนรู้จักหน้าที่ ไม่รู้จักความเรียบร้อย เลี้ยงลูกให้สบาย เพราะคิดว่าตนเองเคยลำบากมามากแล้วทั้งชีวิต ไม่อยากให้ลูกลำบาก ก็เลยเอาอกเอาใจ จนลูกเคยตัว ไม่ยอมปล่อยให้ลูกผิดหวัง ลูกประเภทนี้มักประชด หากเกิดผิดหวังอะไรขึ้นมาในชีวิต บางที่ประชดด้วยการฆ่าตัวตายไปเลย
ทั้งสองอย่างนี้ ถือว่าผิดอย่างมหันต์เลยครับ
สภาพการใช้ชีวิตที่มักง่ายในสังคมไทยปัจจุบัน เป็นปัญหาที่ไม่ใช่ใครคนเดียวเท่านั้น ที่จะแก้ไขได้ แต่ภาครัฐต้องกำหนดวิธีแก้ไขรวมๆเอาไว้ ในระยะยาว เพราะเกิดจากปัญหาสังคม ที่เกิดขึ้นอย่างสะสม ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน โดยเกิดจากภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจอีกต่อหนึ่ง ตลอดจนจากความเสื่อมถอยทางคุณธรรมและจริยธรรม ที่นับวันมีแต่จะตกต่ำแย่ลง
หลายคนเลยเอาตัวรอด ด้วยวิธีลัด
“ลันลาเบล”จึงเป็นคนหนึ่ง ที่ตกเป็น”เหยื่อสังคม”ให้เห็นอย่างชัดๆ







