ไฉนอิหร่านปราบประท้วงรุนแรง

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ไฉนอิหร่านปราบประท้วงรุนแรง
ในที่สุดอิหร่านก็เกิดเรื่องวุ่นขึ้นมาจนได้ เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ราคาเชื้อเพลิงขึ้นไปทันที ๕๐ เปอร์เซ็นต์และให้ใช้มาตรการปันส่วน เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน เป็นต้นไป
พอวันรุ่งขึ้น ก็มีปฏิกิริยาประท้วงต่อต้านอย่างกว้างขวางตามเมืองต่างๆ ๒๑ แห่ง (บ้างรายงานว่ากว่า ๑๐๐ เมืองทั่วประเทศ)รวมทั้งนอกกรุงเทหะราน ในรูปของการชุมนุมตามท้องถนน ปิดทางหลวง จุดไฟเผาสถานที่ต่างๆ เช่น ที่ทำการรัฐบาล ธนาคาร สถานีตำรวจ ตลอดจนสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งเกิดปะทะกับตำรวจ ซึ่งไม่ได้ปราณีปราศรัยเหมือนตำรวจฮ่องกง แต่ใช้ความรุนแรงเด็ดขาดชนิดถึงเลือดถึงเนื้อ ใช้กระสุนจริง ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า ๑๐๐ และตำรวจเองก็เสียชีวิตด้วยอย่างน้อยสามนาย ขณะที่เขียนเรื่องนี้
รายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล Amnesty International ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน อ้างว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว ๑๐๖ รายและอาจมากกว่านั้น(จำนวนผู้บาดเจ็บและโดนจับกุม-ยังไม่นับ) แถมยังเรียกร้องให้อิหร่านยุติการใช้ความรุนแรงปราบปรามในทันที แต่อิหร่านไม่ยอมฟังเสียง เพราะถือว่าผู้ออกมาประท้วง คือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและต่อต้านระบบอิสลาม
ในขณะที่ตัวแทนฝ่ายสิทธิมนุษยชนในอิหร่านอ้างว่า การกวาดล้างคราวนี้ แตกต่างกว่าครั้งก่อนๆ เพราะครั้งนี้รัฐบาลเกิดความรู้สึกหวาดกลัวมวลชน
ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานว่า การที่ทางการอิหร่านใช้ความรุนแรงอย่างนี้เพราะเห็นว่า เป็นเหตุการณ์ที่สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐค่อนข้างจะมาก ถ้าเอาไม่อยู่ ก็จะเลยเถิด ขณะเดียวกัน บีบีซีก็อ้างแหล่งข่าว”ใต้ดิน”สะท้อนความรู้สึกชาวบ้านว่า ไม่พอใจรัฐบาลที่ใช้เงินนับล้านๆเหรียญสหรัฐ ในการทำสงครามตัวแทนในปาเลสไตน์ ในเยเมน เลบานอน ซีเรียและอิรัก แทนที่จะเอาเงินนี้ มาแก้ไขปัญหาภายใน ที่มีคนตกงานมากมายและเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น
ทางการอ้างว่า การยกเลิกการอุดหนุนน้ำมัน ก็เพื่อเอาเงินไปช่วยคนที่ยากจน ในขณะที่ ภาวะเงินเฟ้อขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ ๔๐ จากกรณีที่อิหร่านถูกสหรัฐหันกลับมาลงโทษทางเศรษฐกิจ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์แห่งสหรัฐ ยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ที่กระทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ธุรกิจในอิหร่านฝืดเคือง ล้มเหลวและผู้คนพากันตกงาน ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง
สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ก็คือ การ”รัดเข็มขัด”ด้วยการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ โดยลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ราคาขึ้นไปเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ด้วยวิธีจำกัดให้รถยนตร์นั่งส่วนตัวเติมน้ำมันได้แค่ ๖๐ ลิตรต่อเดือน โดยราคาน้ำมัน(ขึ้น ๕๐ %)อยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ รียัล(อิหร่าน)ต่อลิตร หากต้องการใช้น้ำมันเกินปริมาณที่กำหนด(๖๐ ลิตรต่อเดือน)ก็ให้คิดราคาส่วนเกิน ที่ ๓๐,๐๐๐ รียัลต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม สื่อสังคมในอิหร่านวิจารณ์ว่า การขึ้นราคาน้ำมันอย่างนี้ สูงเกินกว่าที่รายได้ของคนปกติจะรับหรือทนทานได้
ตามข้อเท็จจริงแล้ว ราคาน้ำมันอิหร่าน แม้จะขึ้นไป ๕๐ % แต่ก็ยังต่ำกว่าราคาน้ำมันในที่ไหนๆ ของโลกอยู่แล้ว เพราะว่าอิหร่านมีน้ำมันสำรองมากเป็นที่๔ ของโลก ตามที่รู้ๆ กัน
ถามว่า ผู้นำสูงสุดอิหร่านคือ อะยาตุลเลาหะห์ อาลี คอเมเนอี มีความเห็นอย่างไร ต่อมาตรการที่รัฐบาลลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน
ท่านก็ว่า ก็ต้องทำตามความตามคำแนะนำของผู้เชี่ยาญและต้องให้การสนับสนุน
ท่านตราหน้าผู้ประท้วงว่า ใช้วิธีการเยี่ยงโจร ถือเป็นการต่อต้านการปฏิวัติ ขณะเดียวกันก็กล่าวหาต่างชาติว่าหนุนหลังผู้ประท้วงโดยไม่ออกนาม ในขณะที่ผู้บัญชาการทหารอิหร่านเอ่ยปากว่า เป็นฝีมือของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ท่าน”คอมาเนอี”ก็บอกว่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๙ พฤศจิกายนเป็นต้นไป ครอบครัวคนยากคนจนก็สามารถไปใช้สิทธิ์รับความช่วยเหลือจากรัฐได้ ตามนโยบายที่ได้อ้างว่าจะนำเงินไปช่วยเหลือ จากการเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน (ซึ่งแน่นอนว่าราคาของอุปโภคบริโภคจะขึ้นราคาตามไปด้วย โดยอัตโนมัติ)
ฟังดูแล้ว คลับคล้ายกับเมืองไทยของเรา หรือไม่อย่างไร ลองมาพิจารณากัน ในกรณีแจกเงิน(ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)และโครงการ”ชิม ช้อป ใช้”
เพียงแต่ไทยเรา เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าที่ปัญหาจะอุบัติ หรือก่อนที่จะทนทานไม่ได้กับค่าครองชีพอันจะเกิดจากภาวะเงินฝืด-เงินเฟ้อ ที่วิกฤตรุนแรงไปมากกว่านี้
งานนี้ นับว่ารัฐบาล”ประยุทธ์”ฉลาดเอาตัวรอด
แต่ผมก็ไม่เชียร์หรอกครับ เพราะไม่ชอบหน้า”คุณสมคิด”
อีกอย่าง ถึงอย่างไรผมก็หวั่นใจเหลือเกินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยช่วงปีหน้า อาจเป็น ”ปีเผาจริง”







