E-Myth – Entrepreneurial Myth ความเชื่อที่ผิดของผู้ประกอบการ

E-Myth – Entrepreneurial Myth ความเชื่อที่ผิดของผู้ประกอบการ
ธุรกิจขนาดย่อมจะให้เชื้อเพลิงแก่เครื่องยนต์ของธุรกิจสมัยใหม่ ปัจจุบันนี้บริษัทใหญ่ที่สุดบางบริษัทของโลกได้เริ่มต้นจากธุรกิจขนาดย่อม ตัวอย่างเช่น แมคโดนัลด์ ได้เริ่มต้นจากแผงแฮมเบอร์เกอร์ แห่งเดียวภายในซาน เบอร์นาร์ดิโน วอลมาร์ทต้นกำเนิดจะเป็นร้านค้าแห่งหนึ่งเรียกว่าวอลตัน 5 &10 ภายในเบนตันวิลล์ อาร์คันซอร์ ปัจจุบันนี้ประมาณ 50% จีดีพีของอเมริกาจะถูกสร้างโดยธุรกิจขนาดย่อมทั่วประเทศ
ชาวอเมริกันจะมีความเชื่ออยูเสมอว่าพวกเขามีชีวิตอยู่ภายในดินแดนแห่งโอกาส ใครก็ตามที่มีความคิดดี ความตั้งใจ และความเต็มใจทำงานหนัก สามารถเริ่มต้นธุรกิจและเจริญรุ่งเรืองได้ มันจะแสดงออกถึงความเชื่อภายในความสามารถของบุคคลที่จะดึงขึ้นตัวพวกเขาเองโดยการสร้างสตาร์ทอัพของพวกเขา และความสามารถจะเข้าถึงความฝันอเมริกันได้
ถ้อยคำ “ความฝันอเมริกัน” ได้ถูกสร้างเมื่อ ค.ศ 1931 โดยนักเขียนนักประวัติศาสตร์ เจมส์ ทรัสโลว์ อดัมส์ ภายในหนังสือขายดีที่สุดของเขา Epic of America
เขาได้อ้างถึงความฝันของดินแดนที่ชีวิตควรจะดีขึ้น และร่ำรวยขึ้น และสมบูรณ์ขึ้นต่อบุคคลทุกคน ด้วยโอกาสของแต่ละคนตามความสามารถหรือความสำเร็จของเขา
ความฝันอเมริกันจะเป็นความเชื่อว่าใครก็ตามไม่ว่าพวกเขาจะเกิดที่ไหน หรือพวกเขาเกิดภายในชนชั้นอะไร สามารถบรรลุความสำเร็จของพวกเขาเองภายในสังคมที่การเลื่อนฐานะขึ้นจะเป็นไปได้ต่อบุคคลทุกคน ความฝันอเมริกันจะบรรลุได้ด้วยการเสียสละ ความเสี่ยงภัย และการทำงานหนัก ไม่ใช่จากโอกาส ความฝันอเมริกันจะเป็นลักษณะพื้นฐานทางสังคมของอเมริกา อุดมคติ ของประชาธิบไตย สิทธิ เสรีภาพ โอกาส และความเสมอภาค ความฝันอเมริกันจะมีรากฐานจากการประกาศอิสรภาพที่ยืนยันว่าบุคคลทุกคนเท่าเที่ยมกัน
เพื่อที่จะบรรลุความสำเร็จ เราไม่ได้ต้องการแต่เพียงแต่ความคิด แต่เป็นความตั้งใจที่จะทำงานหนัก และเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่จะบรรลุเป้าหมายของเรา ความสำเร็จมักจะถูกเชื่อมโยงกับการเป็นผู้ประกอบการที่ไดู้ถูกมองว่าเป็นความฝันอเมริกัน ตัวอย่างของบุคคลที่บรรลุความฝันอเมริกันจะเป็นมหาเศรษฐีเหมือนเช่น บิลล์ เกตส์ อีลอน มัสค์ และหนุ่มที่สุด มาร์ค ซัคเกอร์เบิรก
ภายใต้ชีวิตที่ไม่น่าเชื่อของพวกเขา พวกเขาได้สร้างอาณาจักรจากไม่มีอะไรเลยกำลังบันดาลใจผู้ประกอบการจำนวนมากแต่ละปีที่จะสร้างความคิด จัดหาเงินทุน และพยายามกับโอกาสของพวกเขาภายในโลกของนักธุรกิจ
อเมริกาจะเป็นดินแดนแห่งโอกาส คำขวัญว่า “ดึงตัวเราเองขึ้นด้วยสายรองเท้าของเรา” จะถูกใช้และเชื่อมั่นอย่างกว้างขวาง การเริ่มต้นธุรกิจของเราเองจะเป็นทางเลือกอยู่เสมอ และได้ถูกกระตุ้นตลอดชีวิต
เมื่อเราย้อนหลังไปยัง 500 ปี เราได้รับรู้ว่าบุคคลทุกคนที่แท้จริงจะดำเนินธุรกิจขนาดย่อมด้วยการขายเมล็ดพืชไปยังพ่อค้าภายในเมือง พ่อค้าจะดำเนินธุรกิจขนาดย่อมด้วยการซื้อเมล็ดพืชจากเกษตรกร และขายทำกำไรภายในตลาด เจ้าของตลาดจะดำเนินธุรกิจขนาดย่อมด้วยการให้เช่าแผงลอยแก่พ่อค้า บุคคลส่วนใหญ่จำนวนมากภายในยุคโรมัน และยุคกลาง จะทำธุกิจเพื่อตัวพวกเขาเอง
อเมริกาจะเป็นดินแดนแห่งโอกาสอยู่เสมอ ตลอดศตวรรษบุคคลเข้ามาภายในอเมริกาด้วยความหวังของการเริ่มต้นชีวิตใหม่และยึดโอกาสทุกอย่างที่ประเทศได้เสนอแก่พวกเขา ธุรกจทุกย่างที่เรารู้จักกันว้นนี้ได้เริ่มต้นจากความฝันที่เปลี่ยนแปลงเป็นธุรกิจขนาดย่อม ดังที่ครั้งหนึ่งคาลวิน คูลริดจ์ ได้กล่าวว่า “ธุรกิจที่สำคัญของชาวอเมริกันคือธุรกิจ” ธุรกิจขนาดย่อมเหล่านี้จะเป็นกระ
ดูกสันหลังของประเทศ และยังคงเป็นความจริงอยู่ปัจจุบันนี้
บุคคลที่ต่อสู้เข้ามาภายในอเมริกาไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ ผู้หลบหนี หรือผู้สำรวจ มักจะมีจิตวิญญานของการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการภายในอเมริกาได้ถูกมองเห็นตลอดการพัฒนาของประเทศ ผู้ประกอบการอเมริกันที่ยิ่งใหญ่เหมือนเช่น เบนจามิน แฟรงคลิน พีิ ที บาร์นัม และเฮนรี่ ฟอร์ด จะมีความคิดที่หลักแหลมที่พวกเขาได้ใช้เริ่มต้นธุรกิจขนาดย่อมของพวกเขาเอง ชาวอเมริกันเหล่านี้ใช้ความลุ่มหลวง การขับเคลื่อน และเงินทุน และเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขาเป็นบริษัทที่มีกำไร ผู้บุกเบิกเหล่านี้ภายในธุรกิจขนาดย่อมได้สร้างตัวอย่างต่อการเป็นเจ้าธุรกิจขนาดย่อมภายในอเมริกาที่ได้พิสูจน์แก่บุคคลที่ไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ที่จะดำเนินตามความฝันของบุคคลได้ จนกระทั่งสิ้นศตวรรษที่สิบเก้า อเมริกาจะมีธุกิจใหญ่ไม่กี่อย่าง ดังนั้นถ้อยคำว่า “ธุรกิจขนาดย่อม” จะน้อยกว่า 150 ปี
บุคคลมักจะใช้การเป็นผู้ประกอบการและธุรกิจขนาดย่อมแทนกันที่จะอธิบายด้วยทรัพยากรที่จำกัดพยายามจะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ความเหมือนกันจะจบลงที่นี่ ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมมักจะมีมุมมองตรงกันข้ามต่อเป้าหมายและวิถีทางของพวกเขา ธุรกิจขนาดย่อมจะเป็นองค์การ การเป็นหุ้นส่วน หรือเจ้าของคนเดียวที่มีทรัพยากรและรายได้น้อยกว่าธุรกิจขนาดกลางหรือใหญ่ ธุรกิจผู้ประกอบการจะเป็นแนวคิดของการเริ่มต้นธุรกิจขนาดย่อมเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยความมุ่งหมายที่จะลบล้างอุตสาหกรรมหรือ
ทำกำไรสูงสุด
เราจะมีถ้อยคำหนึ่งคือวิสาหกิจรายย่อย โดยทั่วไปวิสาหกิจรายย่อยจะถูกระบุเป็นธุรกิจขนาดย่อมอย่างหนึ่งที่ว่าจ้างบุคคลเก้าคนหรือน้อยกว่า วิสาหกิจรายย่อยและธุรกิจรายย่อยจะมีความหมายอย่างเดียวกัน เมื่อเราอ้างถึงธุรกิจขนาดย่อมสนับสนุนเงินทุนโดยไมโครเครดิต ถ้อยคำวิสาหกิจรายย่อยมักจะถูกใช้ วิสาหกิจรายย่อยจะเริ่มต้นด้วยเงินทุนจำนวนน้อยกู้ยืมจากธนาคาร วิสาหกิจรายย่อยส่วนใหญ่จะเชี่ยวชาญภายในการจัดหาสินค้าหรือบริการ
แก่พื้นที่ท้องที่ของพวกเขาเหมือนเช่นการผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าและการเกษตร ธุรกิจเหล่านี้จะตอบสนองความมุ่งหมายที่สำคัญภายในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของบุคคลภายในประเทศที่กำลังพ้ฒนา วิสาหกิจรายย่อยไม่เพียงแต่ปรับปรุงคุณภาพแก่ชีวิตแก่เจ้าของธุรกิจเท่านั้น มันได้เพิ่มคุณค่าแก่เศรษฐกิจท้องที่ด้วย วิสาหกิจรายย่อยได้เพิ่มอำนาจซื้อ ปรับปรุงรายได้ และสร้างงานด้วย
แนวคิดของวิสาหากิจรายย่อยและการเงินจุลภาค ได้ถูกบุกเบิกเมื่อ ค.ศ 1976
้โดยผู้รับรางวัลสันติภาพโนเบล ไพรซ ์ มูฮัมหมัด ยูนูส นักเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการทางสังคม นายธนาคาร และผู้นำประชาสังคม
ชาวบังคลาเทศ คณะกรรมการโนเบิล ไพรซ์ ของนอร์เวย์ ได้กล่าวว่า
“สันติภาพที่ยั่งยืนไม่สามารถบรรลุได้ถ้ากลุมประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ค้นพบวิถีทางที่จะรอดพ้นจากความยากจนได้” และดังนั้นทั่วทั้งวัฒนธรรมและอารยธรรม
มูฮัมหมัด ยูนูสและกรามีน แบงค์ ได้แสดงว่าแม้แต่คนจนที่สุดสามารถทำงานทำให้เกิดการพัฒนาตัวพวกเขาเองได้ มูฮัมมัด ยูนุส
ผู้ก่อตั้งการ์มีน แบงค์ ธนาคารชนบท ภายในบังคลาเทศ ธนาคารได้ถูกก่อตั้งเพื่อความมุ่งหมายของการให้เงินกู้ขนาดเล็กแก่คนจนที่จะช่วยเหลือพวกเขาสามารถเลี้ยงตัวเองทางเศรษฐกิจได้ ผู้ประกอบการเหล่านี้จะยากจนเกินไป
ที่จะกู้เงินจากธนาคารสมัยเดิมได้
หลักการพื้นฐานเบื้องหลังธนาคารการ์มีนคือการยกย่องสิทธิมนุษยชน กลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อธนาคารได้เจริญเติบโตอย่างทวีคูณจกผู้กู้ยืมไม่ถึง 15,000 คน เมื่อ ค.ศ 1980 ธนาคารการ์มีนจะมีสมาชิก 9.4 ล้านคนปัจจุบันนี้ และ 97% จะเป็นผู้หญิง
การเงินจุลภาคพยายามจะช่วยวิสาหกิจรายย่อยด้วยการให้เงินกู้จำนวนน้อยเป็นเงินทุนแก่ธุรกิจเหล่านี้ การทำให้บุคคลหรือครอบครัวรายได้ปานกลาง ต่ำ หรือไม่มีเลย เริ่มต้นธุรกิจของพวกเขาเองได้ สร้างรายได้ และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของพวกเขา เขาได้ขยายแนวคิดไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วผ่านทางธุรกิจทางสังคมยูนุส มูฮัมหมัด ยูนูส ได้กล่าวว่าทั่วโลกปัญหาจะเหมือนกัน ในแง่ของความยากจนของผู้รับสวัสดิการ ปัญหาของที่พักอาศัย ปัญหาของน้ำ ในแง่ของปัญหาการดูแลสุขภาพ สิ่งเหล่านี้คือปัญหาโดยทั่วไป ประเทศยากจนหรือประเทศร่ำรวย ออสเตรเลียมีคนยากจน อเมริกามีคนยากจน ยุโรปมีคนยากจน เขาได้กล่าวว่าบุคคลวัยหนุ่มสาวจะต้องรู้เกี่ยวกับมัน
พวกเขาควรจะเรียนรู้ว่าเราจะมีปัญหาสองประเภทภายในโลก ปัญหาแรกคือธุรกิจที่ทำเงิน ปัญหาที่สองคือ การแก้ปัญหาของโลก มันจะเป็นแบบฝึกหัดทางวิชาการอย่างหนึ่ง และพวกเขาจะทำอะไรภายในชีวิตจริงขึ้นอยู่กับพวกเขา พวกเขาชอบที่จะเลือกชีวิตประเภทไหน ความคิดเบื้องหลังของสินเชื่อจุลภาคคือ บุคคลทุกคนจะเป็นผู้ประกอบการตามธรรมชาติ เรามักจะคิดถึง
ผู้ประกอบการที่บรรลุความสำเร็จภายในระบบการเงินโลก
มูฮัมหมัด ยูนูส ได้อ้างสถิติว่าร้อยละหนึ่งของประชาชนของประเทศที่ร่ำรวยเป็นเจ้าของ 99% ของความมั่งคั่ง และทุกวันจะยิ่งเลวร้ายขึ้น ความคิดที่รุนแรงของเขาภายในบังคลาเทศที่ยากจนเมื่อ ค.ศ 1970 คือถ้าคนยากจนได้การเริ่มต้นที่เหมาะสมและการกระตุ้น การเป็นผู้ประกอบการตามธรรมชาติของพวกเขาจะรุ่งเรือง
มนุษย์ไม่ได้กำเนิดที่จะทำงานแก่ใครก็ตาม ตลอดล้านปีที่เราอยู่บนโลกนี้ เราไม่เคยทำงานแก่บุคคลใดเลย เราจะเป็นคนทะเยอทะยาน เราเป็นเกษตรกร เราเป็นนักล่า เราอยู่ภายในถ้ำและเราหาอาหารของเราเอง เราไม่ได้ส่งใบสมัครงาน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือประเพณีของเรา เราจะมีบุคคลประมาณ 160 ล้านคนทั่วโลกภายในไมโครเครดิต ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง และพวกเขาได้พิสูจน์สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก เราทุกคนจะเป็นผู้ประกอบการ ผู้หญิงชนบทไม่รู้หนังสือภายในหมู่บ้านและภูเขา จะได้เงินกู้เล็กน้อย 30-40 เหรียญ และเปลี่ยนแปลงพวกเขาเองให้เป็นผู้ประกอบการที่บรรลุความสำเร็จ มูฮัมหมัด
ยูนูส ได้กล่าวว่า การส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการจะเป็นข้อแก้ปัญหา และแนวคิดธุรกิจสังคมของเขา – ถูกสร้างเพื่อเป้าหมายสังคมไม่ใช่กำไร จะเป็นข้อแก้ปัญหาทางสังคมและสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันของทุนนิยมที่รุนแรงได้

เราอาจจะตกตะลึงที่ได้เรียนรู้ว่าบุคคลส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นธุรกิจไม่ได้เป็นผู้ประกอบการอย่างแท้จริง แต่พวกเขาจะเป็นผู้ชำนาญเฉพาะด้าน บุคคลที่มีทักษะโดยเฉพาะ แต่ภายในความเป็นจริงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ นี่คือทำไมธุรกิจส่วนใหญ่ได้ล้มเหลว นั่นคือหลักฐานของ “ความเชื่อที่ผิดของผู้ประกอบการ” หรือ “E-Myth” : Entrepreneurial Myth
ถ้อยคำที่สร้างโดยผู้เขียนและกูรูทางธุรกิจ ไมเคิล เกอร์เบอร์ เขาได้สำรวจอี-มิธ และเราสามารถเอาชนะมันได้อย่างไร ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้ช่วยปฏิรูปธุรกิจมากกว่า 100,000 รายทั่วโลกตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา หนังสือขายดีที่สุดของนิว ยอร์ค ไทม์ ของเขา The E-Myth Revisited ขายได้มากกว่าห้าล้านเล่ม และเป็นหนึ่งของหนังสือธุรกิจขายดีห้าลำดับสูงสุดตลอดเวลา
เมื่อยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้เขียนหนังสือธุรกิจขายดีที่สุด
ชื่อ The E-Myth : Why Most Small Businesses Don’t Work and What to Do About It
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้เขียนหนังสือไว้จำนวนหนึ่ง และมีเป้าหมายของการเขียน 300 เล่ม และเขามีอายุ 83 ปี เขาไ้ด้เขียน The E-Myth และ The E-Mith Revisited และหนังสืออื่นจำนวนหนึ่ง เราจะมองเห็นได้ว่า ณ อายุ 83 ปี พลังของบุคคลนี้ได้ถูกเอาอย่างโดยบุคคลอื่น และมันจะเป็นเพียงแต่ว่าอายุไม่ได้เป็นข้อจำกัดต่อความลุ่มหลงและการขับเคลื่อนความมุ่งหมาย
ภายในหนังสือของเขา ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้พูดเกี่ยวกับความสำคัญของการมีความเชื่อทางการเป็นผู้ประกอบการ บุคคลส่วนใหญ่ที่ได้เริ่มต้นธุรกิจภายในอเมริกาไม่ได้เป็นผู้ประกอบการที่แท้จริง พวกเขาคือผู้ชำนาญเฉพาะด้านที่เจ็บปวดจากการยึดโอกาสทางการเป็นผู้ประกอบการ พวกเขาคิดว่าเพราะว่าพวกเขาสามารถทำธุรกิจบางอย่างที่พวกเขาสามารถบริการธุรกิจที่ทำนั้นได้ และนั่นคือการไกลจากความเป็นจริง ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวว่า เพราะว่าเราเป็นช่างรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถบริหารสถานีบริการได้ เพราะว่าเราเป็นช่างเชื่อมภายในโรงงานเครื่องจักรไม่ได้หมายความว่าเราสามารถบริหารโรงงานเครื่องจักรได้
ปัญหาคือว่ามันต้องการทักษะที่แตกต่างกันและการมุ่งความคิดที่แตกต่างกัน
ผู้ชำนาญเฉพาะด้านส่วนใหญ่จะมุ่งการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดภายในโลก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่สร้างธุรกิจที่สำคัญจะมองดูตลาดและกล่าวว่า ผมจะต้องทำอะไรที่จะตอบสนองตลาด เรย์ ครอค จะเป็นผู้ก่อตั้งแมคโดนัลด์ เขาจะเป็นตัวอย่างที่ดีมากของความเชื่อทางการเป็นผู้ประกอบการ เรย์ ครอคได้ทำอะไรแตกต่างเมื่อเขาได้เริ่มต้นแมคโดนัลด์ เขาไม่ไดมองตัวเขาเองเป็นการพลิกแฮมเบอร์เกอร์หรือการทำเฟรนซ์ฟรายที่ดีที่สุด เขาคิดถึงตัวเขาเองเป็นการขายธุรกิจทั้งหมดของเขาแก่ผู้รับแฟรนไชส์ บุคคลที่ต้องการระบบของการทำธุรกิจ ดังนั้นเขาได้สร้างระบบที่จะทำธุรกิจนี้ เพราะว่าถ้าเขาต้องการจะมีร้านอาหารจำนวนมาก เขาไม่สามารถเป็นบุคคลทุกคนภายในร้านอาหารเหลานี้เวลาเดียวกันได้ เขาจะต้องมีบุคคลใครก็ตามบริหารมัน ดังนั้นเขาได้สร้างระบบ และธุรกิจที่ไม่ต้องการเขาต่อไปอีกแล้ว
นี่คือมุมมองของผู้ประกอบการ การค้นหาใครคือลูกค้าของเรา และพวกเขาต้องการอะไร และสร้างธุรกิจตอบสนองความต้องการเหล่านี้ ธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงแต่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นองค์การที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา
“อี-มิธ” จะเป็นความเชื่อที่ผิดที่ธุรกิจส่วนใหญ่ได้เริ่มต้นโดยบุคคลที่มีทักษะทางธุรกิจที่มีตัวตน แต่ที่แท้จริงธุรกิจส่วนใหญ่ได้เริ่มต้นโดย “ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน” ที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจส่วนใหญ่ได้ล้มเหลว หนังสือคลาสสิคเล่มนี้ได้ถูกเขียนเพื่อธุรกิจขนาดย่อม หนังสือเล่มนี้ “ต้องอ่าน” ต่อเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมใครก็ตาม อี-มิธ ค่อนข้างจะเป็นลัทธิคลาสสิคภายในโลกธุรกิจ เพราะว่าไมเคิล เกอร์เบอร์ได้สร้างคำสัญญาที่กล้าหาญว่า เขาได้เสนอกรอบข่ายที่จะหลีกเลี่ยงการเป็นส่วนหนึ่งของ 80% ของธุรกิจขนาดย่อมที่ล้มเหลว
อี-มิธ หรือความเชื่อที่ผิดของผู้ประกอบการ จะเป็นความเชื่อที่ผิดที่บุคคลส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นธุรกิจขนาดย่อมคือผู้ประกอบการ มันจะเป็นสมมุติฐานที่อันตรายที่บุคคลเข้าใจงานเทคนิคของธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่งานเทคนิคได้บรรลุความสำเร็จ ถ้าธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับเรา จากนั้นเราไม่ได้มีธุรกิจ – เราจะมีงาน
ธุรกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่ล้มเหลว เพราะว่าพวกเขาสร้างสมมุติฐานที่อันตราย
ถ้าเราเข้าใจงานเทคนิคของธุรกิจ เราเข้าใจธุรกิจที่ทำงานเทคนิค แต่งานเทคนิคของธุรกิจ และธุรกิจที่ทำงานเทคนิคจะเป็นสิ่งที่แตกต่างกันสองอย่าง
ปัญหาคือบุคคลทุกคนที่เข้ามาสู่ธุรกิจคือบุคคลสามคนภายในหนึ่งคน : ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ในขณะที่แต่ละของบุคลิกภาพเหล่านี้ต้องการเป็นนาย ไม่มีพวกเขาใครเลยต้องการมีนาย มันจะเป็นการต่อสู้สามทางที่ไม่ใครสามารถชนะได้
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ยืนยันว่าธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จต้องการบุคลิกภาพสามอย่าง : ผู้ประกอบการ – นักฝันที่ได้เริ่มต้นทำบางสิ่งบางอย่างที่ใหม่ ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ผู้เชี่ยวชาญภายในทักษะของเขา และผู้บริหาร ผู้มุ่งรายละเอียดและสามารถจัดระบบ ตามมุมมองของไมเคิล เกอร์เบอร์ เราทุกคนจะมีบุคลิกภาพสามอย่างเหล่านี้ข้างในเรา มันจะเป็นเพียงแต่รวมมันเข้าด้วยกันและปฏิบัติด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง
เขาได้เริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงอย่างถ่อมตัวว่าการเป็นผู้ชำนาญเฉพาะด้านที่ดีจะไม่เป็นอย่างเดียวกับการเป็นผู้ประกอบการที่ดี ตลอดหนังสือทั้งเล่ม ไมเคิลเกอร์เบอร์ ได้เล่าเรื่องเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมพยายามจะเจริญเติบโตธุรกิจขนมปังของเธอ เขาได้ฝึกสอนเธอไม่ให้คิดถึงตัวเธอเองเป็นผู้ทำขนมปัง หรือผู้ชำนาญเฉพาะด้าน แต่จะเป็นผู้บริหารและผู้ประกอบการ หนังสือได้อธิบายต่อไปจะจัดโครงสร้างบริษัทของเธอเพื่อการเจริญเติบโตระยะยาวอย่างไร ไมเคิล เกอร์เบอร์ได้เรียกสิ่งนี้ว่า “ต้นแบบแฟรนไชส์” : อย่าเป็นเพียงแต่นายของตัวเราเอง สร้างมรดกของเรา
กรอบข่ายที่จะช่วยผู้ก่อตั้งคิดเกี่ยวกับธุรกิจของพวกเขาเป็นแฟรนไชส์ ไม่ใช่การปฏิบัติต่อธุรกิจของเราเป็นงานอย่างหนึ่ง
“ธุรกิจที่แท้จริงจะอยู่ตรงที่ผู้ก่อตั้งได้สร้างระบบ ดังนั้นธุรกิจสามารถดำเนินงานด้วยตัวมันเองโดยไม่มีการปรากฎอยู่ตลอดเวลาของพวกเขา”
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ยืนยันว่าธุรกิจของเราต้องสามารถดำเนินงานได้โดยไม่มีเรา และเพื่อสิ่งนี้เราต้องการระบบ ไมเคิล เกอร์เบอร์จะเรียกสิ่งนี้ว่า ต้นแบบ
แฟรนไชส์ เขาจะได้แรงบันดาลใจจากร้านอาหารเหมือนเช่นแมคโดนัลด์และซับเวย์ พวกเขาจะมีคู่มือที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจอย่างไร ดังนั้นมันสามารถดำเนินงานได้ทั่วโลกด้วยความต่อเนื่อง ไมเคิล เกอร์เบอร์ยืนยันว่าคู่มือการปฏิบัติงานจะสำคัญ และเราควรจะรู้อย่างแน่นอนว่าเราต้องการให้ธุรกิจดำเนินงานอย่างไร
เราไม่เพียงแต่เริ่มต้นธุรกิจเพื่อที่จะมีงาน แต่ต้องสร้างธุรกิจของเราราวกับเรามุ่งหวังที่จะให้แฟรนไชส์ธุรกิจ ดังนั้นเราทำงานอยู่ “บน” ธุรกิจของเราไม่ใช่อยู่ “ใน” ธุรกิจของเรา วิถีทางบนระบบและกระบวนการจะช่วยให้เราทำงานฉลาดขึ้น เมื่อเราได้สร้างมรดกทางธุรกิจที่สามารถขายเมื่อเราต้องการออกไป
ธุรกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของใครก็ตามบนบัญชีเงินเดือน ณ เวลานั้น ผลตามมาคือ งานจะถูกปฏิบัติเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อบุคคลเข้ามาและออกไป อันตรายคือลูกค้าจะมีประสบการณ์ที่คาดคะเนไม่ได้กับธุรกิจของเรา และลูกค้าจะไม่กลับมา ต้นแบบแฟรนไชส์ของเราควรจะเป็นเอกสารชัดเจน “วิถีทางที่เราทำมันที่นี่” ระบบการดำเนินงานที่เป็นลิขสิทธิ์
จะรับรองว่างานจะถูกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าใครจะทำมัน การแสดงการปฏิบัติที่ดีสุดของเรานี้จะสร้างประสบการการณ์อย่างคาดคะเนได้ที่ลูกค้าจะไว้วางใจได้ การช่วยให้เราเจริญเติบโตและพัฒนาธุรกิจแบบพร้อมใช้อย่างแท้จริงที่จะดึงดูดนักลงทุน เมื่อเรามีโมเดลธุรกิจและคู่มือแล้ว เราจะต้องสร้างแรงกระตุ้นด้วยนวัตกรรม การใช้ความคิดสร้างสรรค์ปรับปรุงธุรกิจของเรา
แมคโดนัลด์จะเป็นตัวอย่างที่ดีมากของอี-มิธ ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้เสนอคำแนะนำที่เรียบง่ายแต่กระทำได้ต่อเราจะแก้ไขอี-มิธ ด้วยการพัฒนาของต้นแบบแฟรนไชส์อย่างไร นี่จะเป็นโมเดลธุรกิจที่ได้รับเอาคุณลักษณะของธุรกิจแบบแฟรนไชส์ เขาได้ยกย่องเรย์ ครอค แรงบันดาลใจเบื้องหลังความสำเร็จทั่วโลกของแฟรนไชส์ของแมคโดนัลด์ ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวถึงการไปเยี่ยมแผงแฮมเบอร์เกอร์ของพี่น้องแมโดนัลด์ของเรย์ ครอค และการคิดถึงธุรกิจใหญ่ควรจะเป็นอะไร เรย์ ครอค ไม่ได้มุ่งที่การทำแฮมเบอร์เกอร์ เขาจะมุ่งที่ระบบของการทำแฮมเบอร์เกอร์ที่ยิ่งใหญ่เป็นล้านชิ้น
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม และถ้าธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับเราที่จะอยู่รอด มันจะเป็นสิ่งผมเรียกว่า บริษัทของบุคคลนั้น หมายความว่าส่วนใหญของธุรกิจขนาดย่อมที่มากมายจะเป็นบริษัทของบุคคลนั้น เวทมนต์ของอี-มีธ ต้นกำเนิดคือ ทำงานบนธุรกิจของเรา ไม่ใช่เพียงแต่ในธุรกิจของเรา งานของเราในฐานะของผู้ก่อตั้ง ผู้เจริญเติบโต และผู้คิดค้น และนักนวัตกรรมที่จะออกแบบ สร้าง วางตลาด และเจริญเติบโตบริษัทเล็กของเรา ดังนั้นมันจะครอบครองความสามารถทำสิ่งที่แมคโดนัลด์ได้ออกแบบที่จะทำ : การส่งมอบผลิตภัณฑ์แมคโดนัลด์ที่เหมือนกันครั้งแล้วครั้งเล่าภายในมือของเด็ก ร้านแมคโดนัลด์แต่ละแห่งทุกแห่งจะทำสิ่งเดียวกันเหมือนกันครั้งแล้วครั้งเล่าภายในวิถีทางอย่างเดียวกัน
ธุรกิจขนาดย่อมจะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างไร ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวว่า การวิจัยของเขาได้เสริมแรงทฤษฎีที่บริษัทที่ไม่มีระบบจะเป็นบริษัทที่ไม่สามารถขยายขนาด และจะเป็นบริษัทเล็กอยู่เสมอด้วยเจ้าของที่ทำงานมากเกินไป สิ่งหนึ่งที่ ไมเคิล เกอร์เบอร์ได้พูดถึงอย่างมากภายในอี-มิธ คือ
การสร้างแฟรนไชส์ เราจะต้องหลีกเลี่ยงการสร้างธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับเรา ดังที่เขาได้พูดว่า ” ถ้าธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ – เราจะมีงานทำ
สองพี่น้องแมคโดนัลด์ได้ถูกเข้าหาโดยเรย์ ครอคที่ได้ทำให้ระบบทั้งหมดเรียบง่าย จนทำให้เด็กวัยรุ่นอายุ 15 ปี สามารถดำเนินระบบด้วยค่าจ้างต่ำที่สุด ในขณะที่ยังคงจัดหาฟาสต์ฟูดแก่ลูกค้าด้วยคุณภาพอย่างเดียวกันทำโดยสองพี่น้องแมคโดนัลดฺ์ พวกเขากำลังทำงานอยู่บนธุรกิจที่จะพัฒนาระบบ ไม่ได้อยู่ในธุรกิจ ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวว่า นานทศวรรษเขาจะพูดถึงแมคโดนัลด์เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่จะสร้างบริษัท ขยายขนาด และในที่สุดขายมันอย่างไร

เราจะมีบุคคลต่อจากนั้นเราจะมีตำนาน ไมเคิล เกอร์เบอร์จะเป็นระยะหลัง
ตามไอเอ็นซี แมกกาซีน เขาจะเป็น ” กูรูธุรกิจขนาดย่อมหมายเลขหนึ่งของโลก” เขาจะเป็นผู้เขียนหนังสือธุรกิจขนาดย่อมขายดีที่สุดตลอดกาล และยังคงถูกมองว่าเป็นไบเบิ้ลของธุรกิจขนาดย่อมต่อบุคคลจำนวนมาก เมื่อเราถามว่า หนังสือธุรกิจเล่มแรกที่ควรจะอ่านคืออะไร คำตอบคือ The E-Myth Revisitsd ภายในหนังสือเล่มนี้ เราจะค้นพบว่า ทำไม 80% ของธุรกิจขนาดย่อมล้มเหลวภายในห้าปีแรก ทำไมกลยุทธ์ของเรย์ ครอค ผู้ก่อตั้ง เพื่อแมค
โดนัลด์ที่เราควรจะดำเนินตาม และทำไมธุรกิจของเราจะดีขึ้นโดยไม่มีเรา
เรารู้หรือไม่ธุกิจขนาดย่อมหนึ่งล้านรายได้ถูกก่อตั้งภายในอเมริกาแต่ละปี
แต่ 40% ของพวกเขาจะล้มเหลวภายในปีแรก และ 80% ภายในห้าปีแรก นั่นคือธุรกิจขนาดย่อมที่ล้มเหลว 800,000 ราย และส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวเนื่องจากอี-มิธ
อี-มิธ หรือความเชื่อที่ผิดทางการเป็นผู้ประกอบการจะเป็นความเข้าใจผิดรากฐานภายในธุรกิจอเมริกัน มันจะเป็นความเชื่อว่างานเทคนิคที่ชำนาญและความคิดที่ดีสร้างรากฐานที่เพียงพอต่อความสำเร็จทางธุรกิจ บุคคลมักจะเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขาเพียงแต่เพราะว่าพวกเขาเก่งงานภายในสาขาบางอย่าง
เช่น ช่างเครื่อง ช่างตัดผม หรือช่างไฟฟ้า จากนั้นวันหนึ่งการยึดการเป็นผู้ประกอบการได้กระตุ้น พวกเขาได้รับรู้ว่าพวกเขาไม่ต้องการทำงานเทคนิคแก่ใครก็ตาม พวกเขาต้องการทำงานเพื่อตัวพวกเขาเองตามความคิดเพื่อธุรกิจของพวกเขาเอง
สมมุติว่าเราทำงานเป็นบาริสต้า เราเชี่ยวชาญการคั่วกาแฟ การต้มและศิลปของลาเต้ และเรามีความคิดของบริหารร้านกาแฟอย่างไร ทันทีเราได้รับรู้ว่า เราควรจะเปิดร้านกาแฟของเราเอง การตระหนักนี้จะเป็นเหตุผลเบื้องหลังของธุรกิจใหม่แต่ละปี แต่ถ้าเราได้เริ่มต้นธุรกิจจากพื้นฐานว่าเรามีความเขี่ยวชาญทางเทคนิคและความคิดใหม่ เราได้เริ่มต้นบนเท้าที่ผิดแล้ว ธุรกิจของเราน่าจะล้มเหลว เราได้มีสมมุติฐานที่อันตราย ความเชื่อที่เข้าใจผิดว่าการรู้ที่จะทำงานเทคนิคอย่างไร หมายความว่าเรารู้ที่จะบริหารธุรกิจอย่างไร โดยข้อเท็จจริง
งานเทคนิคและงานบริหารธุรกิจจะเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บาริสต้าได้เปิดร้านกาแฟของเขาเอง และในไม่ช้าได้รับรู้ว่าทักษะทางกาแฟของเขาไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจของเขาบรรลุความสำเร็จ เขาต้องรู้ที่จะว่าจ้างบุคคลมากขึ้น จัดระบบงาน และเจรืญเติบโตธุรกิจของเขาอย่างไร
โดยปรกติธุรกิจของผู้ประกอบการจะไม่อยู่รอดผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว
เราได้เคยคึดถึงเกี่ยวกับขั้นตอนของธุรกิจเหมือนกับขั้นตอนของบุคคลหรือไม่ ธุรกิจจะดำเนินไปตามขั้นตอนของวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่เหมือนกับเรา ความแตกต่างคือธุรกิจส่วนใหญ่จะอยู่ไม่รอดตอนวัยเด็ก ภายในขั้นตอนแรกเจ้าของและธุรกิจจะเหมือนกันมาก เริ่มแรกธุรกิจจะเพ้อฝัน เจ้าของธุรกิจในที่สุดจะทำงานทุกอย่างด้วยตัวเขาเอง เช่น บาริสต้าเปิดร้านกาแฟของเขาเอง และในขณะนี้กำลังคั่วและต้มกาแฟของเขาเอง แต่ความสำเร็จ ณ ขั้นตอนนี้ หมายถึงลูกค้ามากขั้นและการผลิตมากขึ้น ในที่สุดงานได้กลายเป็นมากเกินไปที่จะจัดการ
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้อ้างว่าเขาได้พูดคุยกับเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมหลายพันทั่วโลก เขาจะได้ยินถึงข้อแก้ตัวและความคับข้องใจของพวกเขา : เศรษฐกิจ การแข่งขัน การเงิน ภูมิอากาศ เป็นต้น ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้ร้องตะโกนว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดภายในธุรกิจขนาดย่อมไม่ใช่สิ่งเหล่านี้เลย มันจะเป็นคุณ เจ้าของธุรกิจ คุณเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด คุณจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดอยู่เสมอ เขาได้กล่าวต่อไปว่าเขาได้พบเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมหลายคนเหลือเกินที่เป็นทุกข์ ความเป็นทุกข์เพราะว่าพวกเขาทำงานยาวนานเหลือเกิน ทำงานหนักเหลือเกิน และได้เงินเล็กน้อยเหลือเกิน ภายใน The E-Myth ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้อธิบายว่าธุรกิจที่จริงแล้วคือระบบ ลำดับของกระบวนการที่เราจะทำตาม ระบบของเราจะทำงานหนัก ดังนั้นเรา เจ้าของธุรกิจ ไม่ต้องทำ เขาได้อ้างตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดของธุรกิจระบบคือ แมคโดนัลด์ พวกเขาได้สร้างประสบการณ์ที่เหมือนกันและบริหารตามวิถีทางที่เหมือนกันทั่วโลก ภายในการทำงานของผมกับสตาร์บัคส์ ผมได้เสนอแนะเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของธุรกิจที่บริหารด้วยระบบ
เมื่อไมเคิล เกอร์เบอร์ได้มองเห็นแมคโดนัลด์และความประทับใจ ผมได้รับรู้ทันทีว่าสภาวะที่น่าสลดใจของธุรกิจขนาดย่อมสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
สิ่งที่ผมต้องทำคือการกลายเป็นแมคโดนัลด์กับทุกธุรกิจขนาดย่อม ด้วยการสอนเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมคิดเหมือนกับเรย์ คอรด ผู้ก่อตั้งแมคโดนัลด์ อย่างไร นั้นได้นำไปสู่การคิดค้นขอวอี-มิธ ทั่วโลก
ระบบจะเป็นการพูดคุยของโลกธุรกิจวันนี้ และระบบจะมีมาตั้งแต่บุคคลที่หลักแหลมมาก ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงมาก The E-Myth เขาไม่ได้เป็นบุคคลแรกคิดค้นความคิดของระบบ ระบบจะมีอยู่เป็นพันปีแล้ว แต่เขาจะเป็นบุคคลแรกที่สามารถอธิบายระบบสำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของธุรกิจ แนวคิดของระบบจะเป็นเพียงแต่เพิ่มโครงสร้างกับกระบวนการประจำวันที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจ
ตัวอย่างที่มักจะอ้างอิงมากที่สุดของการวางระบบธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จ
คือการดำเนินแฟรนไชส์ของแมคโดนัลด์ระหว่างประเทศ ด้วยร้านแมคโดนัลด์มากกว่า 34,000 แห่งภายใน 119 ประเทศ ผู้รับแฟรนไชส์ทุกรายสามารถ
ทำซ้ำมาตรฐานอย่างเดียวกันภายในผลิตภัณฑ์และการบริการที่นำเสนอ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนภายในโลกหรือใครจะเป็นผู้บริหาร แมคโดนัลด์ได้ให้โมเดลธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จบริหารตามระบบที่กำจัดความเป็นไปได้ของความ
ผันแปร เมื่อเราได้ซื้อแฟรนไชสของแมคโดนัลด์ เราจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมของบริษัท และเราจะถูกสอนการบริหารร้านอาหารแมคโดนัลด์อย่างไร
โดยใช้คู่มือการปฏิบัติงาน
แมคโดนัลด์ จะเป็นธุรกิจง่ายที่สุดที่จะใช้เป็นตัวอย่าง ทั้งองค์การได้ถูกสร้างบนระบบจากระดับล่างไปสู่สระดับสูง ระบบหมายความว่าเราจะมีระเบียบวิธีการปฏิบัติงานที่ชัดเจนที่จะดำเนินตามทำอะไรก็ตามภายในธุรกิจ ณ แมคโด
นัลด์เราจะมีระบบหรือรายการตรวจสอบต่อก่อนเปิดร้านอาหารภายในตอนเช้า ต่อการเริ่มต้นครัว ต่อการทักทายลูกค้า ต่อการทำแฮมเบอร์เกอร์ ต่อการใส่อาหารบนถาด ต่อการขอบคุณลูกค้า และต่อการทำความสะอาดภายหลังลูกค้า ใครก็ตามสามารถเรียนรู้ระบบภายในไม่กี่นาที สิ่งนี้ทำให้การฝึกอบรมง่ายขึ้น ระดับความสม่ำเสมอจะสูงภายในธุรกิจ และลูกค้าจะชอบความสม่ำเสมอ อะไรก็ตามที่เราคิคถึงอาหารภายในแมคโดนัลด์ เราจะไม่มีการไม่ยอมรับความสม่ำเสมอ บิคแมคภายในมอสโคว์ รสชาติจะเหมือนกับภายในลอนดอนหรือนิวยอร์ค หรือร้านแมคโดนัลด์ท้องที่บ้านของเรา ความสม่ำเสมอจะอยู่ ณ หัวใจความคาดหวังของลูกค้า
ไมเคิล เกอร์เบอร์ยืนยันว่าผู้ประกอบการต้องทำงาน “บน” บริษัทของพวกเขา ไม่ใช่ “ใน” บริษัทของพวกเขา ความแตกต่างคือ การทำงานในธุรกิจของเราหมายความว่าเราเป็นเจ้าของงานของเรา เรามาทำงานเมื่อเราต้องการ ออกไปเมื่อเราต้องการ และไม่ทำเงินเมื่อเราไม่ทำงาน การทำงานบนธุรกิจของเราหมายถึงการบริหารและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของเรา การทำให้ธุรกิจของเราบรรลุความสำเร็จโดยไม่มีเราได้
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้ระบุระบบสามอย่างที่สำคัญต่อธุรกิจ การทำให้กระบวนการธุรกิจคาดคะเนได้และสม่ำเสมอมากขึ้น
ระบบเเข็งจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบ
แข็งจะเป็นระบบที่เราสามารถสัมผัสได้ – เหมือนเช่นคอมพิวเตอร์ ฮารดแวร์
ระบบเหล่านี้จะเป็นวัตถุไม่มีชีวิตที่เราและบุคคลของเราใช้แต่ละวัน ระบบแข็ง
ถูกต้องการเพื่อการปฏิบัติงานธุรกิจอะไรก็ตาม
ระบบอ่อนจะเป็นบุคคลที่ทำงานแก่เรา ทัศนคติที่ดีของบุคคลของเราได้ถูกคาดหวังที่จะแสดงในขณะที่ทำงานกับลูกค้า และนโยบายการทำงานและภารกิจของบริษัทของเรา
ภารกิจของเราควรจะนำทางเป้าหมายธุรกิจและถูกร่วมกับบุคคลทุกคนของเรา
ระบบข้อมูลจะเป็นกระบวนเทคโนโลยีข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและการดำเนินงาน ระบบข้อมูลจะมีทั้งซอฟท์แวร์การบัญชี ระบบการจ่ายเงิน และเว็บไซต์บริษัท และองค์ประกอบอื่นทุกอย่างของธุรกิจของเราที่ขึ้นอยู่กับการรักษา การประมวล หรือการถ่ายทอดข้อมูล

อี-มิธ หรือความเชื่อที่ผิดทางการเป็นผู้ประกอบการ จะเป็นสมมุติฐานที่บกพร่อง ที่บุคคลที่เชี่ยวชาญทักษะทางเทคนิคบางอย่างจะบรรลุความสำเร็จภายในการดำเนินธุรกิจที่ทำงานทางเทคนิคนั้น ถ้อยคำอี-มิธ ได้ถูกสร้างโดยไมเคิล เกอร์เบอร์ ในฐานะของผู้ประกอบการคนหนึ่ง ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้รับรู้ว่าเราจะมีแบบแผนต่อธุรกิจที่ล้มเหลวและที่สำคัญมากขึ้น – ต่อความสำเร็จของธุรกิจ
วิสัยทัศน์ของเขาได้กลายเป็นที่จะสร้างการปฏิรูปแบบพร้อมใช้ภายในธุรกิจขนาดย่อม
อี-มิธ คือความเชื่อที่บุคคลส่วนใหญ่เข้ามาสู่ธุรกิจ เพราะว่าพวกเขาคือผู้ประกอบการ แต่โดยข้อเท็จจริง เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่คือผู้ชำนาญเฉพาะด้าน พวกเขาเป็นช่างไฟฟ้า ผู้ขนมปัง นักซอฟท์แวร์ เป็นต้น พวกเขาจะมีสิ่งที่ไมเคิล เกอร์เบอร์
อธิบายเหมือนเป็นการยึดโอกาสทางการเป็นผู้ประกอบการ พวกเขาจะมีสมมุติฐานที่อันตรายว่าเพราะว่าพวกเขาเชี่ยวชาญภายในสาขาของพวกเขา พวกเขารู้มันจะต้องมีอะไรบ้างที่จะดำเนินธุรกิจภายในสาขาของพวกเขา
ดังนั้นพวกเขาได้เริ่มต้นทำงานภายในธุรกิจของพวกเขาเอง บ่อยครั้งภายในบทบาทอย่างเดียวกันที่พวกเขามีมาก่อน : ช่างไฟฟ้า ผู้ทำขนมปัง ผู้ทำกาแฟ ไมเคิล
เกอร์เบอร์ ได้อธิบายว่าภายในเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมทุกคน เราจะมีบุคลิกภาพ : บทบาท ที่ขัดแย้งกันสามอย่าง : ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และผู้ชำนาญเฉพาะด้าน และถ้าเราไม่รักษามันให้สมดุลและอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว เราจะเผชิญกับความยุ่งยาก
ธุรกิจจำนวนมากจะถูกขับเคลื่อนโดยบุคลิกภาพผู้ชำนาญเฉพาะด้าน บนพื้นฐานของความเข้าใจการทำงานเทคนิคอย่างไรจะเพียงพอต่อการบริหารธุรกิจที่ทำงานเทคนิค
ในขณะที่ธุรกิจต้องการบุคคลิกภาพทุกอย่าง เจ้าของธุรกิจยากที่จะสมดุลบุคลิกภาพสามอย่าง โดยทั่วไปบุคลิกภาพอะไรเข้มแข็งที่สุดตามธรรมชาติจะครอบงำ ในขณะที่บุคลิกภาพสองอย่างจะไม่ค่อยแสดงภายในธุรกิจ เมื่อเจ้าของธุรกิจยอมให้บุคลิกภาพอย่างหนึ่งครอบงำแล้ว ธุรกิจะต่อสู้ดิ้นรนถ้าไม่ล้มเหลวทั้งหมด ผู้ชำนาญเฉพาะด้านจะยุ่งเกินไปและท่วมท้นทำให้คุณภาพลดลง ผู้ชำนาญเฉพาะด้านจะเป็นผู้กระทำ และบุคลิกภาพนี้มักจะครอบงำ เพราะว่าผู้กระทำจะทำงานให้สำเร็จและนำเงินเข้ามา ไมเคิล เกอร์เบอร์เชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ตรงกันข้ามผู้ประกอบการจะเป็นนักฝันและมองอนาคตเป็นโอกาสที่ไมจบสิ้น ผู้ชำนาญเฉพาะด้านทำงานก้มหัวลงไม่มองอนาคต ในขณะที่ผู้ประกอบการจะชูวิสัยทัศน์ ผู้บริหารจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองบุคลิกภาพ การสร้างและการรักษาธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จต้องการการมีส่วนช่วยของบทบาทสามอย่าง
ตามแนวคิดของไมเคิล เกอร์เบอร์ ต้นแบบแฟรนไชส์ จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญภายในความสมดุลของบุคลิกภาพสามอย่าง มันจะให้พาหนะเริ่มแรกแก่ผู้ประกอบการนำวิสัยทัศน์ของโลกไปสู่โลกกายภาพ ต้นแบบแฟรนไชส์จะทำให้ผู้บริหารสร้างระเบียบด้วยการสร้างระบบเริ่มแรกที่นำทางธุรกิจ และม้นจะให้แนวทางและแพลตฟอร์มแก่ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อการดำเนินงานเทคนิคที่จำเป็นต่อการดำเนินการระบบ ในที่สุดต้นแบบแฟรนไชส์จะทำให้เจ้าของธุรกิจตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลิกภาพสามอย่างได้
ผู้บริหารจะสร้างแผนที่ดีที่สุด แต่ไม่ได้ดำเนินการมัน และพวกเขาไม่ได้มุ่งการเจริญเติบโต ผู้ประกอบการจะมีความคิดที่ยิ่งใหญ่ และไม่ได้ทำอะไรเลย ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้เสนอแนะว่าเราจะต้องสมดุลบุคลิกภาพสามอย่างของเรา
1 ผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการจะสร้างวิสัยทัศน์และมีชิวิตอยู่ภายในอนาคต ไม่เคยอยู่ภายในอดีต ไม่ค่อยจะอยู่ภายในปัจจุบัน พวกเขาจะเป็นนักฝันที่คิดถึงโอกาส และเป็นตัวเร่งของการเปลี่ยนแปลง
พวกเขาจะให้วิสัยทัศน์แก่เรา นี่จะเป็นบุคคลิกภาพความคิดสร้างสรรค์ของเรา ผู้ประกอบการจะเป็นนักฝัน นักสร้าง และนักนวัตกรรม เขาชอบการเปลี่ยนแปลง และไม่เคยพอใจกับฐานะเดิม เขาเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างสามารถทำได้ดีขึ้น เขาชอบสร้างภาพของ “ถ้าเกิดว่า” “ถ้าเมื่อไร” ภายในใจของเขา ผู้ประกอบการจะมองโอกาสภายในปัญหา และชอบผลักดันบุคคลจนถึงขีดจำกัดของพวกเขา เพื่อที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุดจากทุกสิ่งทุกอย่าง : บุคคลและกระบวนการ ผู้ประกอบการจะเป็นนักนวัตกรรม นักกลยุทธ์ นักสร้างวิธีการใหม่ เพื่อการเจาะหรือการสร้าวตลาดใหม่ เราต้องการผู้ประกอบการ แต่ถ้ามันครอบงำเรา เราจะมุ่งอนาคตอยู่เสมอ และเราจะละเลยวันนี้ ไม่มีอะไรได้เกิดขึ้นเลย
2 ผู้บริหาร
ผู้บริหารจะสร้างฐานะเดิมที่มั่นคง และรักษาฐานะเดิมไว้ พวกเขาจะวางระเบียบทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อย ตั้งแต่บุคคลและกระบวนการ ไปถึงเครื่องมือและซอฟท์แวร์ ถ้าผู้บริหารเข้มแข็งเกินไป ไม่มีอะไรเลยจะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นไม่มีอะไรเลยจะดีขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ภายในอดีต การยึดมั่นต่อฐานะเดิมและไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เขาจะมุ่งที่ระเบียบและการทำหน้าที่ของบุคคลและกระบวนการ ถ้าอะไรไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น ผู้บริหารจะมองปัญหาและสร้างกระบวนการที่จะแก้ไขมัน ผู้บริหารจะไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ตราบเท่าที่กระบวนการทำงานได้ดี เขามองไม่่จำเป็นจะต้องหยุดชะงัก
3 ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน
ผู้ชำนาญเฉพาะด้านจะเป็นผู้กระทำ พวกเขาจะห่วงใยการทำงานให้สำเร็จและยุ่งอยู่เสมอ พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ภายในปัจจุบัน และมองงานเท่านั้นที่ต้องทำในขณะนี้ เขาชอบจะให้มือของเขาสกปรกและทำงาน การควบคุมบุคคลและกระบวนการ
หรือการค้นหาความคิดจะไม่ใช่ความถนัดของผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เขาไม่สนใจการเปลี่ยนแปลง ผู้ชำนาญเฉพาะด้านชอบที่จะอบแป้ง ชอบเขียนรหัสคอมพิวเตอร์ และชอบทำบัญชี ตราบเท่าที่พวกเขากำลังทำงาน พวกเขาจะมีความสุข แต่จะต้องเป็นสิ่งเดียว ณ เวลาหนึ่ง พวกเขารู้ว่าสองสิ่งไม่สามารถทำให้สำเร็จพร้อมกันได้ คนโง่เท่านั้นที่ได้พยายาม ผู้ชำนาญเฉพาะด้านจะไม่สนใจความคิด เขาจะสนใจทำมันอย่างไร ผู้ชำนาญเฉพาะด้านจะมองว่าความคิดทุกอย่างต้องถูกลดให้เป็นวิธีการ ถ้ามันจะมีคุณค่าอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่มีผู้ประกอบการ ธุรกิจของเราจะไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่มีผู้บริหาร เราจะไม่มีความคิดอะไรที่จะทำต่อไป ไม่มีผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เราอาจจะมีแผนธุรกิจที่สมบูรณ์ แต่เราไม่เคยเริ่มต้นอย่างแท้จริง
Cr : รศ สมยศ นาวีการ


