หลากหลายประเด็นกับ “โควิด 19”

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
หลากหลายประเด็นกับ “โควิด 19”
หลากหลายประเด็นกับ”โควิด 19” ที่จะเขียนถึงครั้งนี้ ขอพูดถึงเรื่องใกล้ตัวที่สุดก่อน ว่าด้วย”การหากินฝืดเคือง”ในสภาวะการแพร่ระบาด กำลังคุกคามคนไทยอย่างไร
ณ ที่นี้ ผมขออนุญาตมองจากความจริงในครอบครัวผมเองว่า มีสภาพย่ำแย่จริงๆ แทบทำมาหาใช้ ในลักษณะ”วันต่อวัน” เลยทีเดียว
หัวหน้าครอบครัว(sole breadwinner) คือลูกสาว(ลูกติดสอง)เป็นเจ้าของและผู้จัดการบริษัทตัวแทนการขายสินค้าและบริการแบบ Telemarketing ที่มีรายได้จากส่วนต่างในการขายจากคู่สัญญา ขาดรายได้ประจำ มาเดือนกว่าๆ ใกล้จะครบสองเดือนแล้ว
ปัจจุบัน แม้จะพยายามกลับมาเปิดธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มผ่อนคลายการ”ล็อกดาวน์” แต่จนกระทั่งถึงวันนี้ ยังไม่ได้ลูกค้าเลยแม้แต่รายเดียว
ถามว่า แล้วพวกเราในครอบครัว อยู่ได้อย่างไร ตอบว่าอยู่ได้จากการเก็บออมเล็กๆ น้อยๆ ในรูปของทรัพย์สินที่เอาไปจำนำได้ ซึ่งก็ร่อยหรอลงไปทุกวัน คงจะหมดสิ้น อีกไม่ช้าไม่นาน จากนี้แล้ว จึงต้องจับจ่ายอย่างประหยัดยิ่งยวด
จนในที่สุด อาจถึงขั้นขาดแคลนและคงจะต้องอดหยากเข้าสักวันหนึ่ง หากถึงเวลานั้นเมื่อไร ก็ต้องออกไปขอรับบริจาคอาหาร ในที่สุด
ผมไม่เขียนหรือพูดเล่นๆ นะครับ แต่พูดจากสภาพความเป็นจริง เพื่อเปิดเผย โดยไม่ต้องอายใคร เพื่อย้ำว่า น่าจะมีครอบครัวอีกมากมาย ในเขตกทม.หรือในประเทศนี้ ที่ย่ำแย่กว่าครอบครัวผมอีกหลายเท่าและก็คงเริ่มตื่นตระหนกกันลึกๆ อยู่แล้ว
เพียงแต่ยังไม่มีใครแสดงออก
กล่าวได้เลยว่า ในกรณีที่การแพร่ระบาดลากยาวไปอีกเดือนสองเดือน หลายเดือน หรือเป็นปี คงจะเกิดแรงบีบคั้นอย่างมหาศาล ทำให้เกิดการลุกลาม ถึงขั้นจลาจลได้ สำหรับสังคมในกทม. ซึ่งผู้อยู่อาศัยส่วนมากประกอบอาชีพอิสระ
ไม่นับกลุ่มข้าราชการ ลูกจ้างรัฐวิสากิจและบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาวไกล หรือกลุ่มเกษตรกรในชนบท ซึ่งมีที่ทำกินของตัวเอง ยังจะสามารถดำรงชีพอยู่ได้อีกนาน
งานนี้ ครอบครัวทั่วๆไป ก็ได้แต่มองหาความหวัง จากโชคชาตาอย่างเดียว เพราะไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน
แต่สำหรับครอบครัวผมเอง คงจะต้องมองหาความหวังจากพระเจ้าเท่านั้น คือสวดอ้อนวอนให้ช่วยอำนวยพร
ก่อนที่วัน”จนตรอก”จะมาถึง
% % %
เรื่องต่อไป ก็คือ “การต่อสู้กับภาวะแพร่ระบาดของประเทศไทย”
ในประเด็นนี้ ไทยเรานับว่าอยู่ในขั้นที่ดีมาก ด้วยประสิทธิภาพทางการแพทย์ ทางสาธารณสุขและด้วยการบริหารจัดการที่เยี่ยมยอด ในสายตาของผม
จากตัวเลขติดเชื้อรายวันที่ลดลงอย่างต่อเนื่องต่ำลงเป็นเลขตัวเดียว รวมทั้งอัตราการเสียชีวิต (และก็รักษาหายได้เป็นจำนวนมาก) ซึ่งบางวันไม่มีใครเสียชีวิตเลย แม้ตัวเลขจะกระเด้งสูงกลับขึ้นไปบ้างในบางวัน แต่เฉลี่ยแล้วแสดงว่ามาตรการ”ล็อกดาวน์”ของเราได้ผล ประกอบกับการใช้”รักษาความห่างทางสังคม”และความร่วมมือในการใช่”หน้ากาก”
การใช้มาตรการทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า คนไทยเรายังมีระเบียบพอใช้ได้ เข้าข่ายว่านอนสอนง่าย แม้จะผ่อนคลายมาตการลงมาให้เปิดร้านค้าและขายเหล้าได้ เพื่อทดสอบ ก็ไม่ค่อยจะน่ากลัวเท่าไร ถึงจะมีคนแห่กันไปซื้อสุรากันในช่วงแรก จนทำให้เสีย”ระยะห่างทางสังคม”ไปบ้าง แต่ก็คงจะชั่วคราวเท่านั้น เพราะทุกคน”ต้องระวัง”ที่จะไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
แต่ที่น่ากลัวมาก ก็คือการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามาแบบไม่จำกัด ซึ่งจะเสี่ยงอันตรายอย่างใหญ่หลวง
ใครที่คิดแบบเก่าๆ ว่า จะพึ่งพาอาศัยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำรายได้หลักให้ชาติ โดยต้องเปิดประเทศรับทุกผู้คนเข้ามาอย่างไม่จำกัด ก็ต้องคิดใหม่แล้ว เพราะนั่นเท่ากับเชื้อชิญให้ไวรัส เข้ามาแพร่ระบาดระลอกใหม่เลยทีเดียว
ถ้าจะยังคิดทำอุตสาหกรรมนี้ต่อไป ก็จะต้องมีเงื่อนไขควบคุมให้ดีๆ เพราะเชื่อว่าถึงอย่างไร การแพร่ระบาดของไวรัส ยังจะกระเพื่อมกลับไป-กลับมาอีกนาน ในเมื่อทั่วทั้งโลก ยังไม่มีที่สามารถใดหยุดการระบาดได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
ทั้งหมดนี้ ดีตรงที่รัฐบาลยอมรับว่าตัวเอง ไม่มีความรู้ความสามารถรับมือได้เอง แต่ยอมรับฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะบรรดาคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกาจทั้งหลาย โดยไร้เงื่อนไขทางการเมืองใด ๆ มาแทรกแซง
แม้จะมีนักการเมืองประเภทไร้กาละเทศะ ฉวยโอกาสนี้บ่อนทำลายรัฐบาล ก็ยังต้องหยุดการโจมตีชั่วคราว แล้วหันมาทำดีกับสังคมโดยรวม ด้วยเกรงว่าจะเสียคะแนนนิยมไป นั่นก็เป็นผลพวงในการจัดระเบียบสังคมโดยไวรัส ที่ไม่เข้าใคร ออกใคร
ไม่รู้ว่าจะมีนักการเมืองคนไหน(ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและฝ่ายแค้น)ที่เริ่มได้สติ จากบทเรียนที่ว่า ธรรมชาติได้ส่งคำเตือนมาแล้ว เพื่อให้ทุกฝ่ายจัดระเบียบทุกอย่างใหม่ ให้เข้าที่เข้าทาง
ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพกันอย่างฟุ้งเฟ้อ ตามที่พร่ำสอนกันในตำรา (ซึ่งไม่มีทางเป็นจริง เช่น ฝันเฟื่องอยากเห็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ)
สรุปได้ว่า แม้ไทยเราจะคุมการแพร่ระบาดไว้ได้ในอนาคต แต่ก็จะสามารถทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ตราบที่ไวรัสตัวนี้ยังดำรงอยู่ในสังคมโลกและก็ต้องระวังตัวกันแจเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้ระบาดซ้ำในบ้านเรา
%%%
อีกประเด็นหนึ่งที่ใคร่จะพูดถึง ก็คือ”การแสวงหาประโยชน์ในการนำเอา”โควิด 19”มาเล่นการเมือง” ซึ่งเสียหายมากในสหรัฐ โดยรัฐบาลพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีนาย”โดนัลด์ ทรัมพ์”ผู้ไร้คุณธรรม เป็นประธานาธิบดี จนขณะนี้(ตัวเลขวันที่ ๖ พค.)มีผู้ติดเชื้อ”โควิด 19” ๑,๒๓๗,๗๖๑ ราย ตาย ๗๒,๒๗๕ ราย ทั้งนี้เพราะความไม่เคร่งครัดในกฎระเบียบใช้ควบคุม ที่เกิดจากความสับสนของ”ทรัมพ์”ผู้ที่ไร้ความจริงใจต่อสาธารณชน เอาชีวิตราษฎรมาเล่นการเมือง
ถามว่า”ทรัมพ์”ไร้คุณธรรมอย่างไร
ตอบว่า ไร้คุณธรรมจากการที่เขา ชอบพูดอะไรพล่อยๆ บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่แจกแจงชัดๆ ถึงภัยจากไวรัส ใช้ชีวิตผู้อื่นมาสนองความเชื่อผิดๆ ของตนเอง
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึง เรื่องนอกประเด็น เช่นการแสดงพฤติกรรมเหยียดหยามสตรี เหยียดหยามมุสลิม เหยียดหยามจีน หรือแม้แต่ต่อชาวอเมริกันบางกลุ่มบางพวก ในลักษณะผิดเพี้ยน สร้างความแตกแยกขึ้นในประเทศ
“ทรัมพ์”ทำงานเพียงเพื่อตัวตน เพื่อสมัครพรรคพวก ยิ่งกว่าจะมุ่งเน้นการบริหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติและของประชาชน
ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่จะยกมาให้เห็น จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค”โควิด 19”
๑.เมื่อวันที่ ๙ มีนาคมที่ผ่านมา “ทรัมพ์”แถลงว่า “ปีที่แล้ว
คนอเมริกันเสียชีวิตเพราะไข้หวัดธรรมดา ๓๗,๐๐๐ คน แต่ก็ไม่ต้อง”ปิดตัว”(หมายถึง“ล็อกดาวน์”)อะไร การใช้ชีวิตและเศรษฐกิจก็เดินหน้าไปได้ …ลองคิดดูสิ”
การที่ผู้นำประเทศส่งสารเช่นนี้ถึงประชาชน คือการบอกว่า “โควิด 19” ไม่ได้น่ากลัวอะไร ทำให้เกิดความรู้สึกหลงผิด เกิดความประมาทในการป้องกันตนเอง อันนำมาซึ่งการต่อต้านการ”ล็อกดาวน์”ที่เกิดขึ้นระยะหลังๆ จนถึงขั้นชุมนุมต่อต้านด้วยการพกพาอาวุธปืน ยกไปชุมนุมตามท้องถนน โดยเฉพาะในรัฐมิชิแกน เพราะเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญให้ไว้
กรณีนี้ แทนที่”ทรัมพ์”จะออกปากปราม กลับยุส่ง เพราะรู้ว่ากลุ่มที่ออกมาต่อต้านการ”ล็อกดาวน” คือกลุ่มคนที่สนับสนุนเขาทางการเมือง เช่นกลุ่ม อเมริกันนาซี และสมาชิกสมาคมปืนเล็กยาวแห่งชาติ ฯลฯ เป็นต้น
๒.เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ทรัมพ์แถลงว่า “ในไม่ช้า เราจะมีวัคซีนใช้”
นี่เป็นการโกหกคำโตเลยทีเดียว
ถือเป็นการโกหก เพื่อหาเสียง เพื่อแก้ผ้าเอาหน้ารอด เป็นการปลิ้นปล้อนตลบตะแลง ที่ผู้นำโลกไม่พึงกระทำ เพราะในการผลิตวัคซีนโดยทั่วไปนั้น ต้องใช้เวลาหลายเดือน อาจเป็นปี หรืออาจจะไม่พบวัคซีนเลย อย่างโรค”ซาร์ส” ที่ไม่มีวัคซีนใช้ป้องกันมาจนทุกวันนี้
ล่าสุดมีผู้เชี่ยวชาญออกมาพูดแล้วว่า หนทางที่จะพบวัคซีนป้องกัน”โควิด 19” มีความเป็นไปได้ที่จะไม่บังเกิดขึ้น เช่นเดียวกับการแสวงหาวัคซีนป้องกันไวรัสตัวอื่นๆ ก่อนหน้านี้
คำพูดของ”ทรัมพ์”ที่ว่านี้ กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม ให้คนอเมริกันทั่วไป มีความหวัง จึงไม่สนใจการเว้นระยะห่างทางสังคม อย่างเคร่งครัดและยังต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัยด้วย
พรรคพวกผมที่รัฐอินเดียนา รายงานมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เกิดเหตุยิงรปภ.ตาย หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เพียงเพราะ รปภ.ผู้นั้นเตือนให้ผู้ซื้อสินค้า สวมหน้ากากอนามัยก่อนเข้าไปใช้บริการ แต่คนผู้นั้นกลับชักปืนยิงเขา
เรื่องที่แย่สุดๆ ก็คือ กรณีที่”ทรัมพ์”พยายามผลักความผิดพลาดกรณียับยั้งไวรัสไม่ไหวให้จีน กล่าวหาว่าจีนปกปิดการแพร่ระบาด เริ่มแรก เปิดเผยช้าไป เลยทำให้เกิดความเสียหายแก่สหรัฐมหาศาล เพราะทำให้สหรัฐเตรียมการรับมือไม่ทัน
นี่ก็เป็นการหาเสียงทางการเมืองชัดๆ คือแทนที่จะโทษตนเองว่าไม่พร้อม แต่กลับไปโทษจีนแทน แถมพยายามหาชาติพันธมิตรตะวันตก หมายผนึกกำลังร่วมกัน เล่นงานจีน แต่ก็ยังไม่มีใครร่วมมือ โดยเฉพาะเยอรมนี
จีนเองเดือดเนื้อร้อนใจกับสหรัฐมาแล้วหลายเรื่องตั้งแต่ทำสงครามการค้า และคราวนี้ จีนก็ปฏิเสธไปแล้วว่า ไม่ได้ทำเช่นที่ถูกกล่าวอ้าง
มีรายงานด้วยว่า”ทรัมพ์”จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจีนเป็นจำนวนมากด้วยอาศัยคำพิพากษาของศาล ซึ่งพอดีกับเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา อัยการรัฐมิสซูรี ก็ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลท้องถิ่น กล่าวหาว่าจีนปกปิดข่าว ปิดปากแพทย์ตัวเอง แถมยังปฎิเสธ ว่าจีนมิได้เป็นตัวการแพร่ระบาด อันนำไปสู่ความสูญเสียทั่วโลก ซึ่งก็เข้าทาง”ทรัมพ์”พอดี
ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า เรื่องนี้อาจจะต้องฟ้องร้องไปยังศาลระหว่างประเทศจนได้ ในที่สุด
ที่น่าเกลียดอีกอย่างก็คือ กรณีที่”ทรัมพ์”ออกคำสั่งล่าสุด ใช้แผนบรรไดสามขั้น ให้แต่ละรัฐมีอิสระในการผ่อนคลาย”ล็อกดาวน์”ตามความเหมาะสม หลังจากที่เห็นว่า”เอาไม่อยู่”โดยรัฐบาลกลางที่วอชิงตัน ดีซี ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ หากเกิดอะไรที่เลวร้ายขึ้น ทางผู้ว่าการรัฐของแต่ละรัฐก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง
ตัว”ทรัมพ์”เองก็จะพ้นไปจากการถูกกล่าวหา ว่าเป็นต้นเหตุให้คนตายและติดเชื้อ เขาก็จะสามารถทุ่มเทใช้เวลาหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องห่วงใยอะไรอีก
แผนนี้ ผมขอวิจารณ์ว่า เป็นการปล่อยให้ชาวบ้านตายเองไปตามยถากรรม เพื่อสร้าง”ภูมิคุ้มกันหมู่” หรือที่เรียกกันว่า Herd Immunity ตามเวรตามกรรม หรือจะพูดอย่างสุภาพก็คือ ให้ธรรมชาติคัดสรร ไม่ผิดไรกับกรรมวิธีของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร”บอริส จอห์นสัน” ใช้กับคนของตนเพราะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือรองรับทันท่วงที ต่ออัตราการแพร่ระบาดที่รวดเร็ว
%%%
ทั้งหมดนี้ คือการสรุปประเด็นที่ต่างๆ ที่เห็นว่าน่าสนใจเกี่ยวกับ”โควิด 19” ในระยะนี้ จึงรวบรวม นำมาเสนอต่อท่านผู้อ่าน ซึ่งค่อนข้างจะยาวและใช้เวลาอ่านมากอยู่ ก็ต้องขออภัย
ใคร่เรียนว่า ถ้าหากพบว่า ผมเขียนโดยใช้”อคติ”เป็นตัวกำหนด ก็ช่วยติติงมาด้วยตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ ผมพร้อมล้างหูรับฟังและพร้อมจะนำไปปรับปรุงแก้ไข
ยอมรับครับ ว่าผมเองมี”อคติ”ต่อ”ทรัมพ์”มากจริงๆ
แต่ก็น้อยกว่า”อคติ” ที่มีต่อ”ทักษิณ”หลายเท่าครับ







