INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

มองหลักคิดทางสังคมวิทยาอิบนุคอลดูน(Ibn Khaldun) ตอนที่ 2

1435656129 IbnalHayth o

 มองหลักคิดทางสังคมวิทยาอิบนุคอลดูน(Ibn Khaldun) ตอนที่ 2

 

ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วทส.

 

การปรากฏของสังคมวิทยาอิสลาม ถือว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของมุมมองทางด้านสังคมที่มีรากฐานจากหลักคิดและกรอบแนวคิดของอิสลามเป็นตัวยึด และถือว่าเป็นอารยธรรมอันน่าพิศวงและมหัศจรรย์ของศาสตร์อิสลาม

ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ของการอุบัติอิสลามและการทอแสงแห่งอิสลามในคาบสมุทรอาหรับ โดยศาสดามุฮัมมัดนั้น ทำให้อารยธรรมแห่งอิสลามได้ผงาดขึ้นมา  โดยถูกวางอยู่บนรากฐานทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

การสืบค้นด้านสังคมวิทยาอิสลาม อันแท้จริงแล้วได้ปรากฏจากนักคิด นักปรัชญายุคต้นๆของอิสลามเสียด้วยซ้ำ และได้ผ่านการพัฒนาการของศาสตร์นี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งได้ตกผลึกและเข้มแข็งโดย  อิบนุ คอลดูน และทำให้โลกตะวันตกได้รับคุณูปการจากศาสตร์นี้ผ่านทฤษฎีของอิบนุ คอลดูนอย่างน่าทึ่งทีเดียว

อัลกินดี ถือว่าเป็นนักปรัชญาสังกัดในสำนักมัชชาอียะฮ์ ได้มีกลิ่นอายด้านสังคมวิทยาอิสลามและปรัชญาสังคมไว้ให้ศึกษา  โดยที่เขาเริ่มด้วยการเรียกร้องสู่สังคมแบบอิสลาม และเขายังได้ถือว่าหลักสังคมแบบอิสลามได้ตั้งอยู่บนหลักปรัชญาที่มีความลึกซึ้ง โดยสังเคราะห์มาจากฐานภาวะวิทยาและญาณวิทยา

ถ้าย้อนดูหลักคิดทางสังคมวิทยาของอัลกินดี สามารถสร้างความเชื่อโยงไปถึงหลักคิดและทฤษฎีทางสังคมวิทยาอิบนุคอลดูนได้อย่างน่าสนใจ  จนทำให้นักบูรพาคดีชื่อดังชาวเยอรมัน Hillmuth Ritter ได้รวบรวมผลงานด้านความเรียงของอัลกินดี ซึ่งมีหลายหมวดหลายเรื่อง ไม่ว่าด้านอภิปรัชญา ด้านดาราศาสตร์ เรขาคณิต  ดนตรี และด้านสังคมวิทยา  โดยเขาได้สืบค้นและสังเคราะห์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ  การให้สืบค้นบริบททางสังคมในสมัยของอัลกินดี ก็จะพบว่าในยุคนั้นเป็นยุคของการฟื้นฟูทางด้านวิทยาการ มีการใหลบ่าของศาสตร์ต่างๆภายนอกเข้าสู่โลกอิสลาม มีการแปลตำราต่างชาติเป็นภาษาอาหรับในหมวดต่างๆมากมาย ดังนั้นหลักคิดทางสังคมวิทยาของอัลกินดี คือการการเปิดเวทีทางวิชาการให้มีอิสระและเขาถือว่าสังคมทุกๆสังคมนั้นจะผ่านการพัฒนาและเกิดความก้าวหน้านั้น อยู่บนพื้นฐานของการสร้างหลักคิดทางวิชาการโดยไม่เป็นไปลักษณะการยึดมั่นถือมั่น

อัลกินดีถือว่าสังคมจะผ่านการเคลื่อนที่ด้วยการเคลื่อนของวิทยาการและทำให้เกิดสังคมเป็นพลังและเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันเขาให้ก็สังเกตไว้ว่า สังคมใดๆที่ปราศจากการมีเสรีภาพและไม่มีอิสระทางความคิด จะทำให้สังคมนั้นอ่อนแอในที่สุด และอาจจะเป็นสังคมที่พังทลายในที่สุด

อัลกินดีจึงได้นำหลักอภิปรัชญาและหลักคิดทางปรัชญาอิสลามมาสนทนาและเขียนเป็นตำรับตำราเพื่อยกระดับความคิดประชาชนและสังคมในยุคนั้นให้มีอิสระทางความคิด เพราะว่าในช่วงศตวรรษที่สองและที่สามแห่งฮิจเราะฮศักราช ในเมืองกูฟะฮและบัศเราะฮประเทศอิรักนั้นเป็นช่วงที่สังคมอาหรับได้เจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองกูฟะฮ เป็นศูนย์กลางแห่งปรัชญาก็ว่าได้ ดังนั้นอัลกินดีย์ได้อยู่ในบริบทและสังคมท่ามกลางแวดล้อมของการใหลบ่าศาสตร์ปรัชญาและความอิสระทางแนวคิด ในช่วงแรกอัลกินดีเขาได้เรียนรู้วิทยาการอิสลามเหมือนกับคนอื่นๆเช่นวิชาอัลกุรอาน วิชานะฮวุ ซอรอ็ฟ(ไวยกรณ์อะหรับ) ต่อมาได้เริ่มเรียนนิติศาสตร์อิสลามและวิชาการด้านอิลมุลกะลาม(เทววิทยาอิสลาม) แต่อัลกินดีย์มีความนิยมและชอบศาสตร์ปรัชญาและได้อุทิศชีวิตของเขาเพื่อศึกษาวิชากด้านปรัชญา จนกระทั้งมีความชำนาญการในด้านปรัชญามากทีเดียว จนสามารถอ่านตำราปรัชญากรีกโบราณด้วยตนเอง และเขายังได้แปลตำราปรัชญากรีกเป็นภาษาอาหรับหลายเล่มทีเดียว ซึ่งได้ยืนยันจากนักวิชาการยุคหลังอย่างเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนี้ ดังที่ท่านอัลกอ็ฟฎี(นักประวัติศาสตร์ปรัชญาชื่อดังร่วมสมัยของอียิปต์)กล่าวว่า”ท่านกินดีย์ ได้แปลตำราปรัชญากรีกหลายเล่ม และเขาได้ทำให้ความยากของปรัชญาง่ายลง และได้อธิบายและสรุปประเด็นสำคัญทางเนื้อหาปรัชญากรีกไว้อย่างละเอียด”(หนังสือ Takikul-Hukama หน้า๒๔๑ พิมพ์กรุงไคโร อียิปต์)

อิบนุคอลดูน ได้เดินตามนักปรัชญามุสลิมคนก่อนๆ โดยเชื่อว่า มนุษย์คือสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ  แต่เขาได้มาขยายเนื้อหานั้น โดยลึกไปอีกขั้นว่า มนุษย์กับสังคมแยกจากกันไม่ได้ ความเป็นตัวตนของสังคมมีอยู่จริง มีพัฒนาการทางสังคมจริง และมีความก้าวหน้าทางสังคมจริงไม่ได้เป็นมายา หรือมุมกลับกันสังคมก็สามารถตกต่ำได้จริง สามารถล้มเหลมได้จริงหรืออาจจะเป็นสังคมที่ตายก็เป็นไปได้

อิบนุคอลดูนกล่าวว่า…

“ภาวะความเป็นสังคมของมนุษย์ เป็นภาวะจริงและเป็นภาวะแท้  โดยนักปรัชญาต่างได้เชื่อเช่นนั้นว่า มนุษย์โดยสัญชาตญาณดั้งเดิม(ฟิตเราะฮฺ)เป็นสัตว์สังคม  นั่นหมายความว่า มนุษย์ถูกรังสรรค์และถูกเลือกให้อยู่กันแบบสังคม  ส่วนความหมายของอารยธรรมกับสังคม ก็เป็นเช่นแหละ”(มุก็อดดิมะฮ์ อิบนุคอนดูน หน้า ๕๗)

จากฐานคิดทางสังคมวิทยาอิบนุคอลดูนบนหลักปรัชญา ทำให้เขาเข้าสู่รายละเอียดที่น่าสนใจมากขึ้น โดยนำเนื้อหาด้านความสัมพันธ์ทางสังคมมาพูดคุยและลงรายละเอียดไม่ว่าเรื่องเศรษฐศาสตร์ทางสังคม สังคมวิทยาศาสนา และเรื่องรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง

อิบนุคอลดูนได้กล่าวว่า…

“อธิบายถึงหลักคิดนั้น(มนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยสัญชาตญาณเดิม) นั่นคือพระเจ้าได้ทรงรังสรรค์มนุษย์ขึ้นมา โดยหลักการดำเนินชีวิตที่มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ต้องอาศัยอาหารและปัจจัยยังชีพ และการแสวงหาอาหารของมนุษย์ มนุษย์รู้ด้วยตัวเอง ที่เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เป็นตัวสั่งการให้แสวงหาอาหาร  ส่วนทางโครงสร้างทางร่างกายเป็นเงื่อนไขที่นำพาให้ไปถึงเป้าหมายนั้น(ที่พระเจ้าทรงสร้าง)  แต่ทว่ามนุษย์ด้วยตัวของตัวเองแค่เพียงปัจเจกนั้นไม่สามารถจะสนองตอบความต้องการทางสัญชาตญาณบริสุทธิ์ที่มีความต้องการในด้านอาหารและปัจจัยยังชีพได้ครบสมบูรณ์และเพื่อให้มีชีวิตที่อยู่รอดได้ เหมือนกับว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะแสวงหาข้าวสาลีสักจำนวนหนึ่งเพื่อทำอาหารในหนึ่งวันเท่านั้น แต่ทว่ามนุษย์จะต้องคิดถึงการสร้างอาหารและมีอาหารตลอดไป  ซึ่งการจะมีอาหารเพื่อเลี้ยงชีพตลอดไปนั้น ต้องพึ่งพาต่อการเพาะปลูก หรือการเก็บเกี่ยว หรือจะต้องบดข้าวสาลีนั้นให้เป็นแป้ง(เพื่อทำขนมปัง)  ซึ่งในปัจจุบันคือ มีโรงงาน มีเกษตรกร มีชั่งไม้ …….. ”(มุก็อดดิมะฮ์ อิบนุคอนดูน หน้า ๕๗)

แนวคิดทางสังคมวิทยาอิบนุคอลดูน  มีหลักการสำคัญดังนี้

๑. มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยธรรมชาติดั้งเดิม

๒.ปรากฏการต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม สามารถสืบค้นหาถึงสาเหตุและเหตุปัจจัยที่ส่งผลทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมวิทยา

๓.สิ่งแวดล้อมทางสังคม จะได้รับผลกระทบทางแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและที่ถูกสร้างขึ้นมา

๔.องค์การต่างๆในสังคมที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา จะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันและจะมีผลกระทบระหว่างกันและกัน

๕.ภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติและทางสังคมวิทยา จะส่งผลในเชิงบวกต่อชีวิตมนุษย์อย่างมาก

๖.สังคมต้องการกฎระเบียบแบบแผน เพื่อความสงบสุขและสันติสุข

หัวข้อที่ได้กล่าวนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างทฤษฎีทางสังคมวิทยาของอิบนุคอลดูน ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี”วงจรสังคม(Cyclical Theory)” หรือ ทฤษฎี عصبية”(Social Solidarity )การรวมตัวอย่างเข้มแข็งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสังคมและทฤษฎีอื่นๆ จะคงจะได้นำมาวิเคราะห์กัน

จากเนื้อหาที่อิบนุคอลดูนได้กล่าวนั้น ได้ชี้ให้เห็นว่า หลักคิดทางสังคมวิทยาของเขา ตั้งอยู่บนหลักปรัชญาว่าด้วยเรื่องความสัมพันธภาพระหว่างภวันต์ใหม่และถือได้ว่าอิบนุคอลดูนก็ได้เจริญรอยตามนักปรัชญาเหล่านั้นต่อการยึดมั่นต่อกรอบแนวคิดในเรื่องหลักสังคมวิทยา  ทำให้เขาเชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยสัญชาตญาญเดิม  แต่สิ่งที่อิบนุคอลดูนได้ไปไกลกว่านักปรัชญาก่อนๆคือ เขาเชื่อว่ามนุษย์ยังต้องมีโครงสร้างทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  วัฒนธรรม  และอิบนุคอลดูนได้เชื่อว่า ความหมายของคำว่าสัตว์สังคมนั้น คือการมีชีวิตแบบสังคมอารยะคือเป้าหมายสูงสุดและมีชีวิตและวิถีชีวิตแบบสังคมโดยแท้  ดังนั้นเขาจึงเน้นในเรื่องของ สังคมกับอารยธรรมสังคม  หรือว่าด้วยหลัก “อิลมุลอุมรอน” คือทฤษฎีทางด้านอารยธรรมทางสังคม(Ilm al-Umran) และเราคงจะได้นำหลักคิดทางสังคมวิทยาของอิบนุคอลดูนมาวิเคราะห์ วิจักษ์และวิธานกันในตอนต่อไป

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *