ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(10)

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(10)
รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
เศรษฐกิจจีนในยุคสาธารณรัฐประชาชนในช่วง 30 ปีแรก
พรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจการปกครองประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ได้ในปีค.ศ. 1949 รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งต้องถอยรุ่นไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน จนถึงปัจจุบัน อำนาจการปกครองในไต้หวันยังแยกออกจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน แม้รัฐบาลจีนถือว่าไต้หวันเป็นมลฑลหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน
เศรษฐกิจจีนหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีค.ศ. 1949 อาจแบ่งออกได้เป็นสองช่วงคือ ช่วง 30 ปีแรก(ค.ศ. 1949 ถึง 1978) หรือช่วงก่อนการปฏิรูปและการเปิดประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจีนยังเป็นประเทศที่ยากจน และช่วงหลังการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ตั้งแต่ปีค.ศ. 1979 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจีนได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และเป็นประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรม เกษตร การค้า การเงิน และบริการอื่นๆที่มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูง
หลังจากการยึดครองประเทศแล้ว ในระยะแรกๆ รัฐบาลคอมมิวนิสต์ต้องใช้เวลาหลายปีในการปราบปรามพวกนายทุน เจ้าของที่ดิน และพวกที่ต่อต้านการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังเหลืออยู่ และเข้าทำสงครามเกาหลีต่อสู้กับฝ่ายเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ภายในประเทศก็มีการปฏิรูปที่ดิน โดยยึดที่ดินจากนายทุนแล้วนำมาแจกจ่ายให้ชาวไร่ชาวนา ในภาคการค้าและอุตสาหกรรม รัฐอนุญาตให้มีสถานประกอบการขนาดเล็ก และสนับสนุนให้กิจการภาคเอกชนร่วมทุนทำการค้าและการผลิตร่วมกับรัฐบาล แต่ในอีกไม่นาน กิจการภาคเอกชนก็กลายเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยกิจการการค้า การเงิน อุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด คงเหลือแต่กิจการการค้า บริการและหัตถกรรมขนาดเล็กที่ยังเป็นของเอกชนอยู่บ้าง โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสี่ห้าปีแรกของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีอัตราการเจริญเติบโตดีพอควร
จนถึงปีค.ศ. 1953 ประเทศจีนจึงเริ่มมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยได้ร่างแผนพัฒนาฉบับที่1(ค.ศ.1953-1957) ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาที่มีการเน้นในเรื่องการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและการพัฒนาอุตสากรรม เช่นการสร้างทางรถไฟ ถนน และมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ถ่านหิน เคมีภัณฑ์และเครื่องจักรกลโดยได้รับความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีจากสหภาพโซเวียต
เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ จีนมีความปรารถนาที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ในแผนฯฉบับที่1 จึงเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักเป็นหลัก แต่การพัฒนาอุตสากรรมหนักต้องใช้เงินทุนมากและต้องมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งในเวลานั้นจีนยังเป็นประเทศยากจนที่ขาดแคลนทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี แต่ด้วยความปรารถนาที่แรงกล้า จีนจึงยอมทุ่มเททรัพยากรพัฒนาอุตสาหกรรมหนักต่างๆ โดยมีการจัดตั้งรัฐวิสากิจขนาดใหญ่เพื่อดำเนินการตามนโยบาย ด้วยความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียต จีนก็สามารถพัฒนาอุตสากรรมและการคมนาคมขนส่งขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ภาคการเกษตรและบริการก็มีการเจริญเติบโตขึ้นมาบ้าง
นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองใน 30 ปีแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายอย่างส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ประชาชนจีนส่วนใหญ่มีรายได้ระดับและมาตรฐานการครองชีพต่ำ เพื่อการพัฒนาอุตสากรรมหนัก รัฐบาลใช้นโยบายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เช่น กำหนดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในระดับต่ำ กำหนดให้สินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพ ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่มและของใช้ในครัวเรือนอื่นมีราคาต่ำ รัฐบาลจะรับซื้อและจัดสรรผลิตผลผลทางการเกษตรและปันส่วนในสินค้าต่างๆที่จำเป็นโดยประชาชนต้องใช้คูปองในการซื้อสินค้า รวมทั้งมีระบบสำมะโนครัวที่เข้มงวด ไม่ให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทอพยพเข้าเมือง ชาวไร่ชาวนาต้องส่งมอบผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคให้แก่รัฐบาล โดยขายในราคาต่ำ จึงขาดความกระตือรือร้นและไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ในชนบทมีการว่างานแฝงอยู่มาก แต่ชาวไร่ชาวนาก็ไม่สามารถอพยพเข้าเมืองได้ รัฐบาลเกรงว่า หากปล่อยให้ชาวชนบทอพยพเข้าเมือง ก็จะทำให้มีคนว่างงานเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ ประเทศจีนจึงสามารถอวดได้ว่าในระเทศไม่มีการว่างงานเลย
นโยบายเศรษฐกิจและสังคมของจีนในยุคสาธารณรัฐ มักได้รับผลกระทบจากสภาพการเมือง และจากนโยบายที่ถูกกำหนดโดยแนวความคิดของผู้นำประเทศในแต่ละสมัย โดยเฉพาะในช่วง30ปีแรก ที่เหมาเจ๋อตง(毛泽东) เป็นผู้นำสูงสุด
ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่สอง(1958-1962) รัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และก้าวเข้าสู่ระบบสังคมนิยมสมบูรณ์แบบในเวลาสั้น จึงมีการกำหนดนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติมาก โดยเฉพาะนโยบายที่มีแนวคิด”ก้าวกระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่”(大跃进)และระบบคอมมูนประชาชน(人民公社)
ก่อนหน้านั้น ในปีค.ศ. 1956 เหมาเจ๋อตงได้ประกาศแนวคิด”ร้อยบุปผา” (百花齐放 百家争鸣)รณรงค์ให้คนออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและการปกครองอย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจของใคร ทั้งนี้ เพื่อหลอกล่อผู้มีความเห็นต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ออกมาแสดงตน ด้วยกลอุบาย”ล่อออกจากรู”(引蛇出洞)หลังจากนั้น ผู้ที่แสดงความคิดเห็นก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกปฏิกิริยา และถูกลงโทษในขบวนการรต่อต้านฝ่ายขวา(反右运动)โดยในช่วงปีค.ศ. 1956-1957 มีผู้ถูกกจับกุมลงโทษเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะพวกปัญญาชนที่กล้าแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
แม้ในช่วงที่ร่างแผนฯฉบับที่สอง ผู้นำที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ เช่น โจเอินไหล(周恩来)และเฉินหวิน(陈云) ได้ท้วงติงว่าการกำหนดเป้าหมายการเติบโตที่สูงเกินจริง จะทำให้เกิดความเสียหาย แต่ก็ถูกเหมาดุและตำหนิว่าการพูดเช่นนี้เป็นการทำลายความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่นของประชาชนที่ตั้งใจทำงานหนักเพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ
หลังจากนั้น จึงไม่มีผู้ใดกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของเหมาอีก เนื่องจากในเวลานั้น เหมาเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่ได้รับการยกย่องจากประชาชนทั่วประเทศ ความคิดของเขาจึงได้แปลงออกมาเป็นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
นโยบายการรวมกลุ่มเป็นคอมมูน ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้มีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ ในช่วงแรก ยังอนุญาตให้ประชาชนรวมกลุ่มโดยสมัครใจและสามารถที่จะถอนตัวในภายหลังได้ แต่ต่อมาก็กลายเป็นการบังคับให้ทุกครัวเรือนต้องรวมกลุ่มกัน โดยเริ่มจากการจัดตั้งทีมการผลิต(生产队) แล้วขยายมาเป็นสหกรณ์เบื้องต้น(ขนาด 20-30 ครัวเรือน) และพัฒนาเป็นสหกรณ์ขั้นสูง(150-200 ครัวเรือน) และในที่สุด รวมตัวเป็นคอมมูนประชาชน(人民公社)จนมีคอมมูนขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกหลายพันครัวเรือนจำนวนมากในประเทศ
ระบบคอมมูนเป็นการผนึกนโยบายการปกครองทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเข้าด้วยกัน ในแต่ละคอมมูน มีที่ดินและเครื่องมือเครื่องใช้เป็นของส่วนรวม ทุกคนทำงานร่วมกัน ชีวิตประจำวันของสมาชิกทั้งการบริโภค การรักษาพยาบาล การเดินทาง การหาคู่ครอง ฯลฯ จะได้รับการดูแลโดยคอมมูน ผลผลิตที่ได้จะแบ่งปันให้สมาชิกทุกครัวเรือนในปริมาณจำกัดที่เพียงพอแก่การบริโภค ส่วนที่เหลือจะต้องส่งมอบให้รัฐบาลโดยรัฐจะรับซื้อในราคาถูก
การก้าวกระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่เป็นนโยบายเพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตรและสหกรรมโดยการ กระตุ้นให้ประชาชนทุกคนทำงานหนักเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ มีการตั้งเป้าหมายว่า ประเทศจีนจะสามารถผลิตเหล็กกล้าให้มีปริมาณมาก แซงหน้าประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี ในเวลานั้นประชาชนทั่วทั้งประเทศต่างทำตามนโยบายการถลุงเหล็กกล้าของรัฐบาล มีการตั้งเตาถลุงเหล็กตามบ้าน และทำการตัดไม้ทำลายป่าขนานใหญ่ เพื่อเอาไม้มาเป็นฟืนในการถลุงเหล็ก
ในด้านการเกษตร รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะผลิตนุ่นและธัญญาหารบางชนิดให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเท่าตัวในเวลาหนึ่งปี โดยมีคำขวัญว่า “เร่งสร้างสังคมนิยมโดยการทำงานมากขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้นแต่มีความประหยัดกว่า”(多快好省地建设社会主义)และ”คนมีใจกล้าขนาดไหน ที่ดินก็จะได้ผลผลิตมากขนาดนั้น”(人有多大胆、地有多大产) ซึ่งมีความหมายว่า หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ก็สามารถเพิ่มผลผลิตได้ดังใจ แม้คำกล่าวนี้อาจขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีคนเชื่อจำนวนมาก
นโยบาย”การก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่”ได้สร้างความเสียหายมหาศาลแก่เศรษฐกิจจีน ในระหว่างเวลาที่มีการใช้นโยบายนี้ ผลผลิตทางการเกษตรไม่เพียงแต่ไม่เพิ่ม แต่กลับลดส่งไปมาก การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเอามาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการถลุงเหล็ก มีผลทำให้เกิดภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การถลุงเหล็กอย่างขนานใหญ่ โดยปราศจากทั้งเทคโนโลยีและเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสม มีผลทำให้เหล็กที่ถลุงออกมามีคุณภาพต่ำ ใช้งานไม่ได้ ทำให้มีการสิ้นเปลืองทรัพยากรเป็นจำนวนมาก
ในระหว่างปีค.ศ. 1959 ถึง 1961 ในประเทศจีนเกิดทุพภิขภัยขนานใหญ่ มีประชาชนล้มตายจากการขาดแคลนอาหารหลายสิบล้านคน รัฐบาลจีนในสมัยนั้นให้เหตุผลว่า การที่มีคนตายไปจำนวนมากนั้น เป็นผลที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม แต่สาเหตุที่แท้จริงน่าจะเกิดจากนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของระบบคอมมูน ซึ่งมีผลทำให้ชาวไร่ชาวนาขาดแรงจูงใจในการทำงานหนัก เพราะไม่ว่าทำมากทำน้อยก็ได้ผลตอบแทนไม่ต่างกัน นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลในท้องถิ่นต่างๆ ยังรายงานข้อมูลที่เกินจริงในปริมาณผลผลิตเพื่อแสดงผลงาน แต่ในเมื่อรายงานว่ามีผลผลิตมาก ก็ต้องส่งมอบผลิตผลให้รัฐมาก ทำให้ในท้องที่ขาดแคลนอาหารการกิน ในสมัยนั้น ข้าราชการที่รายงานเท็จต่างได้ดิบได้ดี เพราะถือว่าสามารถทำตามเป้าหมายที่รัฐกำหนดไว้ ส่วนข้าราชการที่กล้าออกมาเปิดเผยความจริงและเสนอแนะให้รัฐบาลปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด กลับได้รับการลงโทษ
ข้าราชการชั้นสูงที่อยู่ในส่วนกลางก็ช่วยกันปกปิดความจริง เพราะไม่กล้าเปิดโปงนโยบายที่ล้มเหลวของผู้นำสูงสุดของประเทศ ในช่วงที่ประเทศจีนเกิดภาวะอดอยาก ก็ยังมีการส่งพืชพรรณธัญญาหารให้แก่มิตรประเทศที่ยากจน จนประชาชนในประเทศต้องขาดแคลนอาหารและมีคนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากนโยบาย”ก้าวกระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่”และเกิดทุพภิกขภัย ครั้งใหญ่ในประเทศจีน ความนิยมที่มีต่อเหมาเจ๋อตงได้ลดลงไปมาก หลิวเส้าฉี(刘少奇)ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศตั้งแต่ปีค.ศ. 1959 (เหมายังคงเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์และยังถือว่าเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ)ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่รับผิดชอบการแก้ไขปรับปรุงสภาวะทางเศรษฐกิจ และแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆที่เกิดจากนโยบายของเหมา หลิวกล่าวว่า ความอดอยากขาดแคลนในประเทศในระหว่างปีค.ศ. 1959 ถึง 1961 ส่วนใหญ่(ร้อยละ 70)เกิดจากข้อผิดพลาดที่มนุษย์สร้างขึ้นและมีเพียงบางส่วน(ร้อยละ30)ที่เกิดจากภัยธรรมชาติ(三分天灾,七分人祸)และมีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการบริหารคอมมูน โดยให้ทีมการผลิตซึ่งเป็นหน่วยย่อยของคอมมูนควบคุมการผลิต ยกเลิกระบบการกินอาหารในโรงอาหารรวม และให้ความสนใจต่อการเพิ่มผลผลิตการเกษตร โดยมีการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และเครื่องจักรกลมากขึ้น และยกเลิกวิธีการกระตุ้นผลผลิตทางการเกษตรด้วยการรณรงค์ให้ชาวไร่ชาวนามีความกล้าและความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นกระแสความคิดและความเชื่อที่มีอยู่เดิม
ในระหว่างปีค.ศ. 1962-1965 เศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะภาคการเกษตรจึงมีการกระเตื้องขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า”การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่”(文化大革命)ที่นำโดยเหมาที่อาศัยลูกสมุน4คน ซึ่งภายหลังเรียกกันว่า”แก๊งสี่คน”(四人幇)ที่นำโดยเจียงชิง(江青) ภรรยาของเหมาเป็นผู้ดำเนินการ
การปฏิวัติวัฒนธรรมที่กินนานถึง 10 ปี(พ.ศ. 1966-1976) เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีนสมัยปัจจุบัน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในประเทศจีน บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่วุ่นวายระสำระสาย เศรษฐกิจสาขาต่างๆถูกทำลายยับเยิน สถานศึกษาหยุดการเรียนการสอน โบราณวัตถุถูกทำลายไปจำนวนมาก ประชาชนและนักเรียนนักศึกษาจับกลุ่มต่อสู้กันโดยใช้กำลัง และมีวิชาการจำนวนมากถูกประณามลงโทษ บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย
จนถึงทุกวันนี้ ยังมีการถกเถียงกันถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ มีแนวคิดของสำนักหนึ่งเห็นว่า เหมาริเริ่มเหตุการณ์ปฏิวัติ การปฏิวัติวัฒนธรรมที่กินนานถึง 10 ปี(พ.ศ. 1966-1976) เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีนสมัยปัจจุบัน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในประเทศจีน บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่วุ่นวายระสำระสาย เศรษฐกิจสาขาต่างๆถูกทำลายยับเยิน สถานศึกษาหยุดการเรียนการสอน โบราณวัตถุถูกทำลายไปจำนวนมาก ประชาชนและนักเรียนนักศึกษาจับกลุ่มต่อสู้กันโดยใช้กำลัง และมีวิชาการจำนวนมากถูกประณามลงโทษ บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย
จนถึงทุกวันนี้ ยังมีการถกเถียงกันถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ มีแนวคิดของสำนักหนึ่งเห็นว่า เหมาริเริ่มเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมนี้ เพื่อขจัดอำนาจของคู่ต่อสู้ทางการเมืองที่นำโดยหลิวเส้าฉี เนื่องจากหลิวสามารถคุมกลไกของรัฐอยู่ส่วนหนึ่ง เหมาจึงต้องใช้วิธีการปลุกระดมมวลชน ยุยงให้เหล่าเยาวชนผู้ไร้เดียงที่ยังเคารพนับถือตนอยู่ขึ้นมาต่อสู้กับศัตรูทางการเมืองของเขา แต่เหมาก็ไม่คาดคิดว่า เหตุการณ์จะบานปลายไปมากและกินเวลานานมาก โดยเขาเองก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้
เศรษฐกิจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่รัฐบาลจีนเพิ่งมีการประกาศ ให้มีนโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ในการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่สาม สมัยการประชุมที่ 11ในปลายปีค.ศ. 1978 ปี 1978 จึงถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจในประเทศจีน







