จากเนวินถึง มิน อ่อง หล่าย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
จากเนวินถึง มิน อ่อง หล่าย
ในขบวนการกู้ชาติของเมียนมานั้น ได้เริ่มต้นจากการสนับสนุนของญี่ปุ่น เพื่อต่อต้านอังกฤษที่ปกครองเมียนมาในขณะนั้น โดยญี่ปุ่นได้จัดส่งคนหนุ่มชาวเมียนมา จำนวน 30 คน ไปญี่ปุ่น และต่อมาได้ไปฝึกการรบที่เกาะไหหลำ จากนั้นก็ย้ายไปฝึกต่อที่ เกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน)

ในเดือนธันวาคม 2484 กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศจัดตั้งเป็น “กลุ่ม 30 สหาย” (Thirty Comrades) ซึ่งมากรีดเลือดสาบานกันที่กรุงเทพ โดยมีอุดมการณ์ที่จะพลีชีพเพื่อปลดแอกเมียนมาจากอังกฤษ และ 3 คน ในจำนวนนั้นต่อมาก็ได้เป็นผู้นำในการเปลี่ยนชะตาของเมียนมา ซึ่งบุคคลแรกคือนายพลอองซาน ซึ่งถือว่าเป็นวีระบุรุษกู้ชาติ เพราะได้นำกองทัพปฏิบัติการต่อต้านอังกฤษจนต้องถอยไปอินเดีย แต่ก็โดนญี่ปุ่นหักหลังด้วยการเข้ายึดครองพม่า เพราะหวังทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมันอันเป็นยุทธปัจจัยในการทำสงครามกับพันธมิตร
นายพลอองซาน จึงต้องนำกองกำลังปฏิบัติการแบบกองโจรต่อต้าน ญี่ปุ่น จนญี่ปุ่นพ่ายแพ้ต่อพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลุ่มกู้ชาติก็ได้เจรจาต่อรองกับอังกฤษที่กลับเข้ามาปกครองเมียนมาอีกครั้งจนเมียนมาได้เอกราช

ผลงานสำคัญของนายพลอองซาน นอกจากการกอบกู้ชาติแล้วก็คือความพยายามที่จะสร้างเอกภาพในพม่า ด้วยการทำสัญญาปางโหลง (Panglong Agreement) โดยทำข้อตกลงในการปกครองแบบให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆได้ปกครองตนเอง และรวมกันเป็นสหภาพ แต่ต่อมาเมื่อท่านนายพลอองซานถูกลอบสังหาร โดยการบงการของอูซอผู้เคยดื่มเลือดสาบานที่กรุงเทพ เพราะต้องการชิงอำนาจ ทำให้สัญญาปางโหลงถูกยกเลิก ผู้นำชนกลุ่มน้อยหลายคนถูกจับหรือถูกสังหาร จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ชนกลุ่มน้อยทั้งหลายต้องจับอาวุธขึ้นสู้ และกลายมาเป็นปัญหาภายในของพม่าจนทุกวันนี้
แต่ชื่อเสียงของนายพลอองซาน ก็ยังเป็นที่เคารพนับถือและกล่าวขานถึงในทุกวันนี้ และเขาก็คือบิดาของนางอองซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตยของพม่าในปัจจุบัน

หลังจากที่นายพลอองซานเสียชีวิต นายอูนุ เพื่อนร่วมดื่มเลือดสาบานก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และนับเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกภายหลังจากพม่าได้รับเอกราช โดยเขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 3 สมัย ตั้งแต่พ.ศ.2491 – 12 มิถุนายน พ.ศ.2499
เนื่องจากอูนุมีความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศในยุคของเขาจึงมีการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เพราะพม่ามีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะบ่อน้ำมันที่เมืองโมกอก ก็มีบริษัทอังกฤษเข้ามาดำเนินการ
แต่การอยู่ในอำนาจที่นานเกินไปจึงมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะจากพวกวงศ์วานและคนใกล้ชิด จนในที่สุดก็ถูกนายพลเนวิน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดทำการรัฐประหารในปี พ.ศ.2499 ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกันกับที่จอมพลสฤษฏ์ ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล.ป.พิบูลสงคราม ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าก็สะดุดลง
ผู้ดื่มเลือดสาบานอีกท่านคือนายพลเนวิน ซึ่งได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีอูนุ ท่านผู้นี้ได้นำเมียนมาถอยหลังเข้าคลองด้วยการปิดประเทศ เพราะเชื่อว่าต่างชาติคือรากเหง้าที่เข้ามากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติของเมียนมา ซึ่งก็มีความจริงบางส่วนเพราะพม่าในยุคนั้นๆเป็นยุคนั้นที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา และแหล่งทรัพยากรมีค่าหลายแห่งก็อยู่ภายใต้เขตปกครองของชนกลุ่มน้อยที่มีกองกำลังของตนเอง จึงเป็นช่องทางให้ต่างชาติได้เข้ามาแสวงประโยชน์ พร้อมกับให้การสนับสนุนด้านอาวุธ
ในปีพ.ศ.2505 เนวินประกาศให้พม่าเป็นระบอบสังคมนิยม(แบบเมียนมา) โดยเนวินจัดตั้งสภาปฏิวัติขึ้นเพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งขณะนั้นประเทศอยู่ในสภาพวุ่นวายไร้ระเบียบ สาธารณูปโภคเสียหายยับเยินจากภัยสงครามระหว่างอังกฤษและญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ที่น่าประหลาดที่สุดในโลกก็คือ “ระบอบสังคมนิยมวิถีเมียนมา” คือการนำเอาลัทธิมาร์กซิสต์มาผสมผสานกับพุทธศาสนา ซึ่งในความเป็นจริงก็มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องการถือครองทรัพย์สิน แต่เหตุผลอีกประการก็คือคนพม่านั้นเคร่งครัดในศาสนาพุทธมาก การประกาศนโยบายดังกล่าวจึงเป็นการเอาใจประชาชนส่วนใหญ่ด้วย
ในยุคนั้นนายพลเนวินประกาศให้พรรคการเมืองต่างๆผิดกฎหมาย นอกจากพรรครัฐบาล ฝ่ายตรงข้ามถูกจับกุมคุมขัง ธุรกิจเอกชนถูกยึดเป็นของรัฐ ชาวต่างชาติถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศและทิ้งทรัพย์สินไว้ และเมียนมาได้ประกาศปิดประเทศ
แต่ทหารที่ได้รับมอบหมายให้ไปคุมธุรกิจต่างไม่มีประสบการณ์ จนทำให้ขาดทุนปี้ป่น ทุนสำรองระหว่างประเทศหมดสิ้น จนไม่มีเงินนำเข้าสินค้าที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
เกิดกระบวนการคอร์รัปชั่นและการลักลอบขนสินค้าเถื่อนเป็นการใหญ่ ตลอดจนเกิดการขยายตัวของขบวนการผลิตและค้ายาเสพติด ในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยจนเป็นอาณาจักรใหญ่โต
ส่วนประชาชนโดยทั่วไปก็มีสภาพอดอยากยากแค้นต้องรอคอยการปันส่วนอาหารที่หายากและขาดแคลน ทั้งๆที่เมียนมาเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ระบอบสังคมนิยมนั้นทำให้ขาดแรงจูงใจในการผลิต
ช่วงเวลา 25 ปี ที่เนวินปกครองประเทศเมียนมากลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่สุดในโลก ตามการจัดอันดับขององค์การสหประชาชาติ
แต่ชาวเมียนมาก็ถูกบังคับให้ใส่แว่นสีเขียว เหมือนม้า ลา ที่ถูกใส่แว่นเพื่อให้มองว่าฟางสีเขียวจะได้ยอมกินฟาง โดยชาวเมียนมาตกอยู่ภายใต้การทำจิตวิทยาโฆษณาชวนเชื่อ และการบังคับข่มขู่

จนประชาชนทนไม่ไหวลุกฮือขึ้นต่อต้านในปีพ.ศ.2531 แต่ถูกปราบปราม ถูกจับกุม และเสียชีวิตไปไม่น้อย มหาวิทยาลัยถูกปิดเพราะขบวนการนักศึกษาเป็นแกนนำในการลุกฮือของประชาชน โดยได้รับการสนับสนุนจากพระภิกษุจำนวนมาก ทั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักศึกษานำประท้วงในสมัยเนวิน เพราะในช่วงที่เนวินครองอำนาจใหม่ๆก็เคยประท้วงมาแล้ว แต่ถูกปราบปรามล้มตาย และปิดมหาวิทยาลัยไป 2 ปี
เมื่อเนวินอ่อนแรงลง อำนาจทางทหารก็ถูกส่งต่อให้กับนายพลซอหม่อง โดยการยึดอำนาจ แต่ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ(SLOG) ในปี พ.ศ.2535 เพราะถูกยึดอำนาจจากพลเอกอาวุโสตานฉ่วย ซึ่งมีกำลังสนับสนุนสำคัญจากนายพลหม่องเอ และหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการขิ่น ยุ้นต์
แต่ต่อมาหม่องเอกับขิ่นยุ้นต์ก็เกิดขัดแย้งกันจนนำมาสู่การยึดอำนาจอีกครั้ง โดยหม่องเอเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่ก็ยังยกย่องตานฉ่วยไว้เป็นผู้นำที่ไม่มีอำนาจอะไร ทั้งนี้กองทัพก็ได้มีการผ่องถ่ายอำนาจลงมาสู่ระดับรองๆที่ก้าวขึ้นมาแทนที่
กว่าจะมาถึงจุดการเปลี่ยนผ่านอำนาจในกองทัพรัฐบาลทหารก็ได้รับการต่อต้าน การประท้วง การจลาจลมาหลายครั้ง แม้จะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ถึงขั้นส่งทหารไปยิงใส่หมอและพยาบาลที่ช่วยเหลือผู้ประท้วงที่บาดเจ็บก็ตาม คาดว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและมีผู้เสียชีวิตถึง 10,000 คน ในการประท้วงต่อเนื่อง ที่ทำให้ในที่สุดรัฐบาลทหารก็ต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปิดให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็ยังคงสร้างเงื่อนไขจำนวนมากไว้ในรัฐธรรมนูญ
ครั้นฝ่ายพลเรือนได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชน โดยเฉพาะพรรค NLD และมีท่าทีว่าจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ฉับพลันทันใดทหารก็ทำการยึดอำนาจอีกครั้งโดยการนำของนายพลมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ผลงานที่โดดเด่นของนายพลคนนี้คือการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยแบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมทั้งการเข่นฆ่าชาวโรฮิงญาที่ทำให้อองซาน ซูจี ต้องมาแบกหน้าปกป้อง จนเสียเครดิตระหว่างประเทศ
แม้ว่ากองทัพจะขอเวลาในการประกาศภาวะฉุกเฉิน 1 ปี แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะไม่ต่ออายุ และยึดครองอำนาจต่อไป จึงทำให้มองเห็นว่าอนาคตของพม่าอาจต้องมืดมัวอีกครั้งด้วยฝีมือรัฐประหารของกองทัพนั่นเอง งานนี้จีนยิ้ม
นอกจากนี้ชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่แม้ไม่ชอบกองทัพ แต่ก็ไม่เอาอองซาน ซูจี และ NLD







