INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เสนอแก้ไขปัญหาเมียนมาด้วย”บัลข่านไนเซนั่น”

2021 02 07T095341Z 1996511171 RC2LNL976H4K RTRMADP 3 MYANMAR POLITICS 1

สบาย สบาย สไตล์เกษม                                         

เกษม อัชฌาสัย

เสนอแก้ไขปัญหาเมียนมาด้วย”บัลข่านไนเซนั่น”

เมื่อเร็วๆ นี้ มีเพื่อนคนไทย(“นฤนาท พระปัญญา”..ขออภัยที่พาดพิง)ที่เคยทำงานกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น คุยกับผมผ่านทาง”เฟซบุ๊ก”เล่าถึงประสบการณ์ตรง ที่เคยตระเวณทำข่าวไปยังประเทศโน้นประเทศนี้บ่อยๆ

ครั้นเขาเอ่ยถึงปัญหาเมียนมา ที่กำลังเกิดสถานการณ์อับจน หาทางออกไม่ได้ในขณะนี้ว่า

“พี่รู้ไหมว่า เท่าได้คุยกับทหารเมียนมา สิ่งที่ทหารเมียนมา หวาดกลัวมากที่สุดก็คือ การแบ่งแยกเมียนมา ออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย ที่เรียกกันว่า “บัลคาไนเซชั่น”(Balkanization)นั่นแหละ”

ศัทพ์เทคนิค“บัลคาไนเซชั่น”คำนี้ มีที่มาอย่างย่นย่อว่า คือการเกิดขึ้นของชาติต่างๆ โดยเฉพาะชาติที่อุบัติขึ้นใหม่ๆ จาก”สงครามแหลมบอลข่าน” ช่วงที่รัฐเอกราชแหลมบอลข่าน”ผุดเกิด”จากการเสื่อมสลายของ”จักรวรรดิออตโตมาน”ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

ได้ยินเพียงแค่นี้ โดยไม่มีคำอธิบายอื่นๆ ประกอบ ทำให้แวบผมรำลึกถึงความรู้เก่าๆ ว่า ประเทศใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ด ในแหลม”บอลข่าน” หรือ”บัลคาน”นั้น มีพัฒนาการกำเนิดขึ้นมาอย่างไรในอดีต

ทีนี้ มาทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า “บัลคาไนเซชั่น” หรือ”บอลข่านไนเซชั่น”นั้นคืออะไร

พจนานุกรมชื่อดัง Merriam-Webster ระบุว่า balkanize คือ”คำกิริยา”หมายถึง การแตกเป็นหน่วยเล็กๆ (ตามปกติแล้วจะเป็นหน่วยที่เป็นศัตรูกัน)

แต่ในแง่ของ”คำนาม” Balkanization สารานุกรม Britanica อธิบายไว้อย่างกระทัดรัด ดังต่อไปนี้ครับ

๑ “การแบ่งตัวของรัฐๆหนึ่ง ซึ่งมีหลายเชื้อชาติ ลงไปเป็นรัฐที่เล็กกว่า ีตามหลักสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละรัฐถูกกำหนดด้วยชาติพันธุ์เดียวกัน”

ถ้อยคำนี้ยังมีความหมายถึง

๒ ”ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสายพันธุ์ ภายในรัฐหนึ่งที่มีหลายเชื้อชาติ

จึงนับว่าเข้าข่ายสถานการณ์ปัจจุบันในเมียนมา ซึ่งผู้นำทหารเมียนมาในอดีตคือ “อู อองซาน”พยายามนำรัฐต่างๆ เข้ามารวมตัวให้อยู่ในระบอบเดียวในรูปสหพันธรัฐ โดยแยกเป็นหลายรัฐแต่อนุญาตให้ปกครองตนเอง ตามข้อตกลง”ปางโหลง” อันได้แก่ เมียนมา-ฉาน-ฉิ่น-คะฉิ่น

แต่แผนการนี้ค้างเติ่งไม่สำเร็จ เพราะ”อู อองซาน”ถูกโค่นล้มโดนสังหารไปเสียก่อน โดยฝีมือของ”อู ซอ”เพื่อนร่วมสาบานซึ่งต้องการชิงอำนาจและไม่เห็นด้วยกับแผนนี้ (เข้าใจว่าจะได้รับการหนุนหลังจากสหราชอาณาจักรเสียด้วยซ้ำไป)

ระยะหลังต่อมา ทางการได้ไล่ล่าและไล่ฆ่าผู้นำชนกลุ่มน้อยเป็นการใหญ่ เลยเกิดการสู้รบกันเองระหว่างกลุ่มชาตพันธุ์กับรัฐบาลเมียนมา จนกระทั่งทุกวันนี้

แม้มาถึงรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยนางออง ซาน ซูจี ลูกสาวของ”อู ออง ซาน”ซึ่งทำท่าว่าจะมีความก้าวหน้าในความเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องมาถูกยึดอำนาจอีก

ความพยายามเดินหน้า เพื่อเจรจาข้อตกลง”ปางโหลง”ที่เธอหมายสืบต่อแผนการของบิดา ก็ต้องล่มสลายลงกลางคันไปอีกครั้ง

อันที่จริงกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมานั้น มีอยู่มากกว่าที่ระบุไว้ใน”ข้อตกลงปางโหลง” ทั้งนี้เท่าที่เคยมี อาณาจักรปกครองตนเองมาตั้งแต่โบราณกาล ที่พอจะนึกออกในแง่ชาติพันธุ์ ก็คือ พม่า-ไทยใหญ่-กะเหรี่ยง-ยะไข่-มอญ-และอื่นๆ

ผมเห็นด้วยแทบจะทันที กับการที่จะนำเอา Balkanization มาประยุกต์ใช้กับเมียนมา เพื่อการแก้ไขหาอย่างถาวร

อยากจะเห็นเมียนมา กลายสภาพเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยจริงๆ สักวันหนึ่ง ในอนาคตจะใกล้ หรือไกลก็ตามที เพื่อว่าสันติภาพจะได้เกิดขึ้นในแผ่นดินที่ไม่เคยสงบอย่างแท้จริงแห่งนี้

แต่จะกระทำได้ด้วยวิธีใดเล่า

ครั้นลองพิจารณาดูแล้ว ก็ไม่เห็นวิธีการอื่นใด นอกจากวิธีการที่ให้สหประชาชาติบังคับเท่านั้น เพราะเป็นสิทธิของสหประชาชาติที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม ที่จะดำเนินการโดยไม่ผิดกฏหมาย หากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ

ทั้งนี้ โดยสหประชาชาติจะต้องตั้งข้อต่อรองกับ”กลุ่มอำนาจทหาร”ในเบื้องแรกว่า

”ถ้ายังไม่ยุติการคุกคามอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งไม่เลิกการทรมาน-สังหารหมู่ หากไม่หันมาประนีประนอมปรองดองกับพลเรือน ก็จะต้องบีบบังคับด้วยวิธีเด็ดขาด” โดยใช้วิธีทางการเมืองอื่นๆ และทางเศรษฐกิจบีบคั้นก่อน

จนในที่สุด หลังจากนั้น ก็ต้องส่งกำลังนานาชาติ เข้าไปรักษาความสงบ-หรือปราบปราม”กลุ่มอำนาจทหาร”ให้อยู่หมัด แล้วสถาปนารัฐเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมาแทนที่”                                                                  ซึ่งค่อนข้างจะแน่นอนว่า อาจจะเกิดการกระทบกระทั่งระส่ำระสายระหว่างรัฐเล็กๆ นี้สักระยะหนึ่ง จนกว่าสงบเงียบ เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในพื้นที่อดีตประเทศ”ยูโกสลาเวีย”ซึ่งล่าสุดแยกออกเป็น โครเอเชีย,สโลวีเนีย,มาซีโดเนีย, สาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา,สหพันธสาธารณรัฐยูโกสลาเวียและคอวอวอ(โคโซโว)

ข้อเสนอแนะให้ทำ บัลคานไนเซชั่น”กับเมียนมา ยังมีแง่มุมที่น่าใส่ใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ นอกเหนือไปจากการสถาปนารัฐ ที่เป็นอิสระต่อกันได้แล้ว

อีกนัยหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ถึงคราวแล้วที่ ชาว”โรฮีนจา”จะต้องได้รับการพิจารณา ให้แยกตัวพ้น ออกมาปกครองตนเองได้อย่างอิสระ คือพ้นจากรัฐยะไข่ และพ้นจากการปกครองของรัฐบาลเมียนมา ที่ไม่ยอมรับความเป็นมนุษย์ของพวกเขา แต่กลับแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอันเหี้ยมโหด ด้วยการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้วยจิตใจที่ผิดมนุษย์มนา ที่ได้รับการยกย่องว่ามีศาสนา  จนพวกเขาต้องกลายเป็นเผ่าพันธุ์เร่ร่อน หนีไปสร้างความเดือดร้อนทั่วโลก

ครับ ก็ได้แต่นำเสนอมา ด้วยความเข้าใจว่า จะต้องมีเสียงคัดค้านแนวความคิดทั้งหมดนี้ อย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย หลายประการ แล้วแต่จะอ้าง

แต่ผมก็ถือว่า ได้ทำหน้าที่ ที่สมควรจะกระทำแล้วละครับ

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *