INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การเมืองเรื่องวัคซีน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

การเมืองเรื่องวัคซีน

ถึงแม้ว่าการมีและใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 จะเป็นเรื่องของการบำบัดทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกอยู่ในภาวะที่ลำบาก หวาดกลัว และหลายคนสิ้นหวัง เพราะนอกจากจะหวาดกลัวโรคร้ายจะคร่าชีวิต แต่ยังหวาดวิตกกังการดำรงชีวิต ซึ่งยากลำบากขึ้นอย่างเหลือเข็ญ เนื่องจากเจ้าเชื้อโควิด-19 นี้มันยังไปสร้างหายนะให้กับการดำเนินธุรกิจหลายประเภท โดยเฉพาะธุรกิจบริการ เช่น การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การส่งออก ทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดตัวหลายประเทศเกิดการตกงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีผลทำให้ขาดเงิน ขาดรายได้ ที่จะมาเลี้ยงตนเองและครอบครัว บางคนถึงกับคิดสั้นต้องฆ่าตัวตายหนีความลำบาก

ในภาวการณ์เช่นนี้ ความจริงเป็นภาวะที่ชาวโลกจะต้องเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตามหลักมนุษยธรรม เมตตาธรรม แต่ก็ยังมีมนุษย์อีกจำนวนไม่น้อยที่มีสันดานหยาบคิดเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ด้วยความโลภ มัวเมาลุแก่อำนาจ ฉวยโอกาสค้าขายเอากำไรไม่เฉพาะสินค้า แต่ยังรวมไปถึงปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในขณะนี้ นั่นคือวัคซีนป้องกันโควิด

แม้ว่าจะมีการแข่งขันกันผลิตในระหว่างประเทศต่างๆ โดยมีหลายแห่งทำการวิจัยค้นคว้าและทดสอบ จนได้อนุมัติแบบฉุกเฉินให้นำออกใช้ได้ รวมทั้งร่วมมือกับบางประเทศที่จะรับจ้างผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก ซึ่งนั่นหมายความว่า ต้องผลิตถึง 4,000 ล้าน – 6,000 ล้านโดสทีเดียว ถ้าฉีดคนละ 2 เข็ม ถ้าคนละเข็มก็ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้าน – 3,000 ล้านโดส

นั่นคือโอกาสทองของผู้กุมอำนาจในการเป็นเจ้าของสิทธิบัตรและผู้ผลิตที่จะจัดจำหน่ายและตั้งราคาตามความเหมาะสมที่ตนจะมีกำไรอย่างเหลือเฟือ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของการประกอบธุรกิจที่มีหลักยึดว่าจะต้องแสวงหากำไรสูงสุด

            ปัญหาจึงเกิดกับประเทศที่ยากจน ไม่มีกำลังเงินจะไปสั่งจองหรือสั่งซื้อวัคซีนเหล่านี้ได้ ร้อนถึงองค์การอนามัยโลกต้องระดมทุน มาจัดซื้อเพื่อจ่ายแจกให้ในโครงการ COVAX แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

ทั้งนี้เพราะประเทศที่ร่ำรวยมีอำนาจเงิน เร่งระดมสั่งซื้อเอาไปให้ประชากรของตนก่อน และยังกักตุนเอาไว้อีกทำให้เกิดการขาดแคลนวัคซีนในช่วงระบาดนี้อย่างมาก

เท่านั้นยังไม่พอในประเทศที่ยากจนเช่นในอาฟริกาชนชั้นปกปครอง หรือคนร่ำรวยก็ยังใช้เงินแย่งยื้อเอาวัคซีนไปให้พวกพ้องตนเองก่อน

ทำให้คนยากจน ประเทศยากจนเกิดทุกข์กันอย่างมหันต์ ซึ่งถ้ามองการเมืองในมุมกว้าง นั่นก็เป็นการเมืองอย่างหนึ่ง คือ คนที่มีอำนาจมีอำนาจต่อรองสูง ก็จะแย่งยึดเอาวัคซีนไปครอบครองและใช้ประโยชน์กับพวกพ้องตนเอง หรือกักตุนไว้เก็งกำไรต่อไป

            ขณะนี้จึงมีประเทศไม่น้อยกว่า 100 ประเทศ ได้เข้าชื่อขอให้องค์การการค้าโลก WTO ให้ผ่อนคลายกฎที่ควบคุมการค้าด้วยการยึดโยงกับสิทธิบัตร เพื่อให้มีการแผ่ขยายการผลิตวัคซีนออกไปในราคาถูกและตอบสนองความต้องการของชนทุกชั้นได้อย่างพอเพียง

อย่างไรก็ตามในแง่มุมต่างๆของการเมืองระหว่างประเทศจะเห็นได้ว่าแหล่งวิจัยค้นคว้าและทดสอบวัคซีน จนมีอำนาจเหนือตลาดนี้ก็แบ่งเป็น 3 ค่าย คือ สหรัฐฯ เช่น ไฟเซอร์ ร่วมกับ BioNTech ของเยอรมนี โมเดอนา และจอห์นสัน แอนจอห์นสัน ส่วนยุโรปก็มีอังกฤษ คือ เซเนกา-อ๊อกฟอร์ด ส่วนค่ายที่ 3 ก็มีรัสเซีย-สปุตนิก กับ จีน ซิโนฟาร์ม ของรัฐบาล และซิโนแวค ของเอกชนที่มี CP เป็นหุ้นส่วน

ปรากฏว่าในยามวิกฤติอย่างนี้ก็ยังมีการเล่นการเมือง และกีดกันแบบน่าเกลียด รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อแบบเกทับบลัฟแหลกกันในระหว่างค่ายต่างๆ ซึ่งแน่นอนประเทศไหน กลุ่มไหนมีสิ่งที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าก็ใช้ได้ผลมากกว่า ซึ่งในการนี้พบว่าโลกตะวันตกครองความได้เปรียบ และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่จะขยายอิทธิพลไปยังประเทศอื่นๆ พร้อมกับการตักตวงผลประโยชน์ โดยปกติประเทศพัฒนาแล้วในตะวันตก มักจะยกตัวเองว่าเป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีเมตตาต่อประเทศกำลังพัฒนา

แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเกิดการกีดกันแบ่งแยกฝักฝ่าย แถมยังมีการกักตุนเพื่อให้คนของตนเองก่อน แม้กระทั่งห้ามส่งออกนอกเขต อย่างนี้อิตาลีสั่งห้ามส่งออกนอกยุโรปเป็นต้น

จึงเป็นโอกาสให้รัสเซียและจีนได้ทะลุทะลวงเข้ามาในโลกที่ 3

            ภายหลังจากที่มีคนติดเชื้อเกิน 100 ล้าน และเสียชีวิตเกิน 2.5 ล้าน การใช้วัคซีน จึงอาจเรียกได้ว่าจุดเริ่มต้นของอวสานโควิด-19 เพราะวัคซีนจะทำให้การแพร่กระจายโควิด-19 ต้องชะลอตัวและหยุดยั้งลงในที่สุด

ปัญหาตอนนี้คงไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวัคซีนแต่ปัญหาคือ การกระจายจ่ายปันวัคซีนให้ทั่วถึง

แต่ในเมื่อโลกตะวันตกเองกำลังเผชิญกับการระบาดอย่างรุนแรงและขนาดใหญ่ รัฐบาลก็ต้องเก็บวัคซีนไว้ช่วยประชากรของตนก่อนไม่ว่าจะมีนโยบายอเมริกันก่อนแบบทรัมป์หรือไม่

ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้จีน และรัสเซีย ได้มีโอกาสส่งออกและกระจายวัคซีนไปยังโลกที่ 3 ที่ยากจน โดยเฉพาะจีนที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดมาได้เกือบปีแล้ว

จีนได้สร้างระบบห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ หรืออาจเรียกว่า “เส้นทางสายไหม สุขภาพ” ไปยังอาฟริกาและตะวันออกกลาง ขณะที่รัสเซียก็ส่งไปยังหลายประเทศในอเมริกาใต้

ดังนั้นสถานะในการนำทางการเมืองของจีน-รัสเซีย จึงเกิดขึ้นด้วยการนำด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งแต่เดิมประเทศตะวันตกเป็นผู้นำมาโดยตลอด แต่ขณะนี้ต้องช่วยตัวเองก่อน

แม้แต่ประเทศภาคีตะวันตก อย่างออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็ยังมีผลกระทบ ดังเช่นที่อิตาลีสั่งระงับการส่งออกวัคซีนไปออสเตรเลีย

เรื่องนี้พบว่าจีนมีบทบาทสำคัญมากในการกระจายวัคซีน และบริจาคไปยังประเทศยากจน รวมทั้งยุโรปตะวันออก และยุโรปกลาง กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ตลอดจนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตะวันตกอยู่ในฐานะที่อ่อนด้อยในการนำเมื่อมีปัญหาเรื่องวัคซีน ซึ่งตนเองต้องดำเนินนโยบายช่วยตัวเองก่อน ทำให้ประเทศในโลกที่ 3 ต้องไปรอต่อคิว ซึ่งอาจจะเป็นเวลานาน จนรอไม่ไหว

สำหรับประเทศไทยเราได้รับวัคซีนบริจาคจากจีน แต่แทนที่จะเป็นวัคซีนจากรัฐบาลกลับเป็นวัคซีนของเอกชน ทำไม ยังมีอีกหลายคำถามที่จะกลายเป็นพายุที่โหมกระหน่ำรัฐบาล เกี่ยวกับวัคซีน เช่น

เมื่อไรเราจึงจะได้รับวัคซีนจากแอสตร้า เซเนก้าตามที่เคยอ้างว่ามีการจ่ายเงินจองไว้นับสิบล้านโดส มันเลื่อนกันมาหลายทีแล้ว

เมื่อไรเราจึงจะสามารถได้รับวัคซีนจากการผลิตภายในประเทศที่กำหนดไว้มิถุนายนแน่หรือ และจะได้กี่ล้านโดส

ตอนนี้ก็ได้มีแต่การโฆษณาเชิงการเมือง ว่าเราเริ่มฉีดแล้ว แต่เรามีวัคซีนที่ได้รับบริจาคเพียง 200,000 โดส มันน้อยมาก

ถ้าจะมีวัคซีนให้เพียงพอ เราต้องมีไม่น้อยกว่า 60 ล้านโดส และต้องฉีดให้ได้ 12 ล้าน 2 แสน 5 หมื่นโดสใน 1 สัปดาห์ถึงจะครอบคลุมคนทั้งประเทศใน 1 ปี ที่ฉีดได้เพียงโดสเดียว ถ้าจะจัดให้ครบ 2 โดสต้องใช้เวลา 2 ปี

เราไม่อยากเห็นการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องโควิด-19 กับเรื่องวัคซีน แต่เราอยากเห็นความจริงว่าเราจะได้ฉีดเมื่อไร และกระจายกันทั่วเมื่อไร

หากเรามีปัญหาในเรื่องวัคซีน ก็ขอให้แถลงความจริงให้ประชาชนทราบ หรือถ้ามันขัดข้องไม่อาจได้วัคซีนจากโลกตะวันตกไม่ลองหามิตรประเทศตะวันออกอย่างรัฐบาลจีน หรือรัสเซีย เพื่อหารือเรื่องนี้ อย่าหวังปิดประตูตีแมว แล้วกอบโกยกำไรบนความทุกข์ยากของคนจำนวนมาก เพราะมันคือบาปมหันต์

ในกรณีการฉีดวัคซีนหากจะทำให้เร็วก็ควรให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม เพราะหวังพึ่งราชการอย่างเดียวอาจจะไม่ทันการ ส่วนที่อ้างว่าการสั่งวัคซีนเข้ามาต้องให้รัฐบาลรับรอง เพราะมันเป็นวัคซีนที่ได้รับอนุมัติแบบฉุกเฉินในแต่ละประเทศ ก็อย่าเสียเวลาอธิบายเลย รัฐบาลก็ดำเนินการได้อยู่แล้ว

ประเด็นสำคัญอีกอันที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายการฉีดให้เร็วที่สดก็คือ ระบบการลงทะเบียน เพราะที่ผ่านมามันล้มเหลวจากโครงการต่างๆมาตลอด ทำอย่างไรให้เรียบง่าย กระจายทั่วถึง ใช้บัตรประชาชนก็เดินเข้าไปฉีดได้จะดีไหม

อย่ามัวแต่อมพนำกันอยู่ มิฉะนั้นมันจะสายเกินแก้ เพราะรัฐบาลคงต้องการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ามีแผนที่ดี เพื่อเราจะได้มีความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว

หวังว่าถ้ามีผู้สื่อข่าวไปถามหาความจริงและรายละเอียดในเรื่องนี้ รวมทั้งแผนงานและกำหนดที่แน่นอน เพื่อนำความจริงมาเผยแพร่ให้ประชาชนมั่นใจ นักข่าวกลุ่มนั้นคงไม่ถูกนายกฯเอาสเปรย์แอลกอฮอล์ไปฉีดใส่นะครับ เพราะมันจะเป็นภาพที่ทุเรศมาก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com