ปรัชญาจริยะอิสลาม
ปรัชญาจริยะอิสลาม
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตโดยการรังสรรค์ของพระเจ้า บนพื้นฐานที่มีศักยาภาพสามารถพัฒนาตนไปสู่ระดับสุงสุดและถึงขั้นสุดยอดของความเป็นมนุษย์ได้ มนุษย์ยังมีองค์ประกอบสำคัญคือเรือนร่างและวิญญาณ กล่าวคือมนุษย์นั้นมีขีดความสามารถยกระดับทางด้านจิตวิญญาณให้สูงส่ง โดยมีสติปัญญา มีเสรีภาพและอิสรภาพเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนนั้น และด้วยกับพลังแห่งปัญญาและความมีเสรีภาพนั้น มนุษย์สามารถมีสิทธิ์เลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ มนุษย์สามารถจะเลือกทำดีหรือทำชั่วโดยอิสระและมีความเป็นตัวของตัวเอง ดังอัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า
“แท้จริงเราได้ให้ทางนำแก่มนุษย์ บางคนเป็นผู้รู้คุณ และบางคนเป็นผู้เนรคุณ”
(บทอันอินซาน โองการที่ ๓)
ดังนั้นการกระทำของมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์มีอยู่๒ รูปแบบ
หนึ่ง เป็นพฤติกรรมที่ได้กระทำขึ้นตามธรรมชาติและตามสัญชาตญาณ โดยเป็นความปกติของสัตว์และสิ่งมีชีวิต เพื่อสนองตอบความต้องการทางด้ายชีวภาพและกายภาพของสิ่งมีชีวิต เช่นการกิน การดื่ม การนอนหลับ การมีเพศสัมพันธ์ และพฤติกรรมหรือการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นที่มาของการถูกยกย่องหรือได้รับการสรรเสริญหรือถูกตำหนิใดๆ
สอง พฤติกรรมและกิจกรรมอีกประเภทหนึ่งที่เป็นการกระทำของมนุษย์ที่ได้แสดงออกถึงภาวะของการพัฒนาทางจิตวิญญาณเพื่อไปสู่เป้าหมายอะไรบางอย่างที่มีความสูงส่งเหนือเป้าหมายทางกายภาพหรือทางชีวภาพ และพฤติกรรมประเภทที่สองนี้ เป็นที่มาของการได้รับการสรรเสริญและถูกยกย่องจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและได้รับการสรรเสริญ ยกย่องจากธรรมชาติบริสุทธิ์ที่อยู่ในตัวของมนุษย์เอง และตามหลักวิชาการเรียกพฤติกรรมนั้นว่า”เป็นการกระทำมีคุณค่า” แต่เป็นคุณค่าทางจิตวิญญาณ
ปรัชญาจริยะอิสลามมองว่า “คำว่ามนุษย์และคำว่าจริยะ”ถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่ด้วยกันและเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความสูงส่งและความบริสุทธ์และด้วยกับหลักจริยะนั้นจะนำพาไปสู่ความมนุษย์และนำไปสู่ความสูงส่งที่สุด และศาสนาอิสลามได้ยกย่องเกียรติของความเป็นมนุษย์โดยอยู่พื้นฐานมาจากการมีจริยธรรมอันสูงส่ง และชี้ให้เห็นเป็นหลักปรัชญาก็คือว่า แท้จริงมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่มีฐานะภาพเหนือความเป็นสัตว์เดรัจฉานอีกทั้งสามารถพัฒนาเหนือกว่าทวยเทพก็ยังเป็นไปได้
ดังนั้นมนุษย์มี”คุณค่า”อยู่ในตัวของมนุษย์เอง มนุษย์มีความงดงามอยู่ในความเป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์บางคนไปถึงจุดหมายปลายทางนั้น แต่มีมนุษย์อีกจำนวนมากมายที่ไปไม่ถึงความเป็นมนุษย์ ดังที่อิมามอะลี(อ)ได้กล่าวว่า
“รูปร่างหน้าตานั้น เขาคือมนุษย์(เหมือนกับท่าน) แต่หัวใจและภายในของเขา คือเดรัจฉาน”
ในปรัชญาอิสลามถือว่ารากเง้าและพื้นฐานที่มาของการกำเนิดหลักจริยธรรมนั้นมาจากสัญชาตญาณดั้งเดิมบริสุทธิ์(ฟิตเราะฮ)ของมนุษย์ที่พระเจ้าได้สร้างมาคู่กับความเป็นมนุษย์
-หลักจริยะบ่อเกิดมาจากสัญชาตญาณดั้งเดิมบริสุทธิ์(ฟิตเราะฮ)
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยู่ในตัวของมนุษย์คือ ความเป็นสัญชาตญาณเดิมหรือเรียกตามภาษาอาหรับว่าฟิตเราะฮ คำว่า ฟิตเราะฮ คือการประจักษ์รู้หรือการรู้แจ้งแห่งจิตที่มีอยู่ในตัวตนของมนุษย์ เกิดขึ้นเองอัตโนมัติ โดยเป็นโครงสร้างมาคู่กับจิตวิญญาณ เช่นความรักชอบต่อสิ่งสวยงาม ความปรารถนาต่อความก้าวหน้า ความหมายของคำนิยามที่ว่า หลักจริยะคือสัญชาตญาณดั้งเดิมบริสุทธิ์ของมนุษย์ หมายความว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยาภาพและมีขีดความสามารถที่จะแสวงหาและเข้าถึงหลักจริยะนั้น โดยในตัวมนุษย์เองก็เรียกร้องหามัน และเข้าใจได้เลยว่า แท้จริงหลักจริยธรรมหรือการมีจริยธรรมเป็นเรื่องใหญ่โดยที่ไม่มีสิ่งใดหรือตัวแปรใดจะมาทำลายมันให้หมดไปได้ เพราะว่ามันคือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ และเป็นสิ่งที่จะให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ นั่นก็คือว่า ด้วยกับการมีจริยธรรมหรือมีหลักจริยะจะทำให้มนุษย์พบกับความจริงสูงสุด และไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุดของความเป็นมนุษย์ และมีความสันติภาพทั้งทางกายและทางใจ ดังอัลกุรอานได้กล่าวว่า
“พึงสังวรเถิด แท้จริงการรำลึก(บนหลักจริยธรรมนั้น)ถึงองค์อัลลอฮ์ จะทำให้หัวใจมีความสงบนิ่ง(เกิดสุขแท้)”(บทอัรเราะดุ โองการที่๒๘)
-ความมีเกียรติและความสูงส่งของจิตวิญญาณอยู่บนพื้นฐานของการมีจริยธรรม
การพัฒนาตนไปสู่ความสูงส่งทางจิตวิญญาณและการมีเกียรติในระดับของความเป็นมนุษย์ถือว่าเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิม(ฟิตเราะฮ)และตัวแปรหรือเหตุปัจจัยจากการสร้างความสูงส่งทางจิตวิญญาณคือทำให้เกิดภาวะทางจริยธรรม ปรัชญาจริยะอิสลามได้เน้นหนักและตระหนักต่อประเด็นปัญหาดังกล่าวนั่นหมายความว่า ตามหลักคิดทางปรัชญาอิสลาม ถือว่าการสร้างภาวะความมีเกียรติและการบรรลุถึงความสูงส่งทางจิตวิญญาณคือเป้าหมายในชีวิต และอิสลามถือว่าการสร้างจริยธรรมหรือการแสวงหาหลักจริยะนั้น คือการนำไปสู่จุดหมายดังกล่าว และพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างให้มนุษย์มีศักยาภาพในด้านดังกล่าวและสามารถจะบรรลุถึงความสูงส่งแห่งจิตและมีความสมบูรณ์ทางจิตด้วยพลังแห่งสัญชาตญาณที่อยู่คู่กับมนุษย์ เป็นตัวขับเคลื่อนโดยผ่านกระบวนการทางด้านจริยะ และการผ่านการเก็บเกี่ยวหลักจริยะหรือการมีจริยธรรมอันงดงามคือการสร้างความมีเกียรติแก่จิตวิญญาณและนำจิตวิญญาณสู่ความสมบูรณ์และความสูงส่ง
หลักตรรกศาสตร์อิสลามมีทัศนะว่ามนุษย์คือสัตว์ประเภทหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีภาวะแห่งจิตและยังมีวิญญาณแห่งพระเจ้า นั่นหมายความว่ามนุษย์มีศักยาภาพอันสูงสุ่ง ด้วยกับความเป็นตัวเอง หรือตัวแห่งจิตที่ได้รับการเป่าวิญญาณนั้นจากพระผู้เป็นเจ้า ดังโองการหนึ่งจากคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า
“และข้าได้เป่าดวงวิญญาณแก่มนุษย์ ซึ่งเป็นวิญญาณของข้า”
จากกรอบแนวคิดตามหลักปรัชญาจริยะอิสลามต้องการจะบอกว่า แท้จริงมนุษย์มีมีจิตแห่งเทวาอยู่และจิตนั้นเป็นตัวเข้าใจและเข้าถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะเป็นจิตแห่งเทวา ซึ่งพระเจ้าทรงรังสรรค์และทรงบันดาลให้มันอยู่กับมนุษย์ตลอดไป
ปรัชญาจริยะอิสลามถือว่าแก่นแท้ของมนุษย์อยู่ที่จิตแห่งเทวา ซึ่งเป็นจิตวิญญาณที่สามารถเข้าใจและเข้าถึงความจริงสูงสุดและพัฒนาตนไปสู่ความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ และถ้าใครเข้าใจและเข้าถึงจิตแห่งเทวานั้น ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งมนุษย์ จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดังวจนะของศาสดามุฮัมมัด(ศ)ที่ว่า
“ใครก็ตามที่รู้จักจิต(นัฟซ์)(จิตแห่งเทวา) เขาย่อมประจักษ์รู้พระเจ้า”
อิมามซัยนุลอะบีดีน(อ)กล่าวว่า…
“ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์คือผู้ที่ให้ความสำคัญต่อจิตวิญญาณของเขา และประเสริฐสุดของมนุษย์คือผู้ที่ค้นพบจิตแห่งเทวาที่อยู่ในตัวของเขา ซึ่งสิ่งนั้นคือแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์”
อิมามอะลี(อ)กล่าวว่า
“ใครก็ตามที่มีภาวะทางจิตเทวา เขาจะตำหนิและรังเกียจต่อตัณหาอารมณ์อยากทั้งหลาย”(นะฮญุลบะลาเฆาะฮ คำคมที่ ๓๓๑)
อิสลามถือว่าการรู้สึกและสำนึกทางจริยะเกิดจากการรู้จักและเข้าใจตนเองและเข้าจึงจิตแห่งเทวานั้น และเมื่อใดที่ในตัวของมนุษย์มีจิตแห่งเทวา เขาจะมีญาณเกินมิติทางผัสสะแต่เป็นการประจักษ์รู้แจ้งด้วยทางธรรมชาติบริสุทธิ์(ฟิตเราะฮ์) นั่นหมายความว่าเป็นพลังทางจิตที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของจิตวิญญาณ และจะสกัดกั้นมิให้สิ่งแปลกปลอมที่เป็นภัยคุกคามคอยทำลายจิตแห่งเทวา ด้วยเหตุนี้หลักจริยศาสตร์ในมุมมองของอิสลามถือว่าเป็นหลักปรัชญาหนึ่ง และปรัชญาจริยะในมุมมองของอิสลามคือการเข้าถึงจิตแห่งเทวา ซึ่งการเข้าถึงตัวเองและการเอาชนะตัวเอง และเข้าถึงความสูงส่งและความเกียรติของจิตนั้นอย่างแท้จริง
จริยศาสตร์ของอิสลามมีพื้นฐานและหลักปรัชญาอยู่ที่ด้านภายใน อยู่ที่ด้านจิตใจ อยู่ที่จิตแห่งเทวาและจิตนั้นเป็นตัวกลั่นกรองสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่นผู้ที่มีจริยธรรมจะไม่เป็นคนอยุติธรรม เพราะว่าการอยุติธรรมคือความน่ารังเกียจ
ปรัชญาจริยะอิสลามมองว่าการมีหลักจริยะหรือการมีจริยธรรมคือการสร้างความสุขทางใจและทำให้สูงส่งทางจิต ส่วนการไร้จริยะหรือการไม่มีหลักจริยธรรมคือความน่ารังเกียจทางจิตหรือเป็นความตกต่ำทางจิต ด้วยเหตุนี้ศาสดามุฮัมมัด(ศ)จึงมีวจนะถึงเจตนารมณ์การส่งให้เป็นศาสดาว่า
“อันแท้จริงแล้วข้าพเจ้าถูกแต่งตั้งมาให้เป็นศาสดา เพื่อสร้างความสมบูรณ์ทางด้านจริยะแก่มวลมนุษยชาติ”
-การมีศรัทธาต่อพระเจ้าคือการสร้างความมั่นคงด้านจริยธรรม
การสร้างจริยะหรือการทำให้คนหนึ่งคนใดมีจริยธรรมและมีหลักปฎิบัติที่ถือว่าเป็นหลักจริยะได้นั้น อาจจะเกิดได้สองทาง คือ
ก.จากการประเพณีหรือความเคยชิน กล่าวคือในสังคมหนึ่ง หรือในครอบครัว หรือในโรงเรียน บางครั้งพ่อแม่ หรือครูบาอาจารย์ หรือผู้นำท้องถิ่นอาจจะสร้างกฎระเบียบหรือสร้างวัฒนธรรม ประเพณีขึ้นมาเพื่อให้สังคมหรือคนที่อยู่ภายใต้การดูแดมีพฤติกรรมที่ดีและมีพฤติกรรมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากหนทางนี้บางครั้งสามารถจะสร้างคนหรือสร้างสังคมนั้นให้เป็นสังคมที่มีจริยธรรม แต่ทว่าถ้าวิเคราะห์อย่างเชิงลึกแล้ว หนทางนี้เป็นหนทางที่ไม่ยั่งยืน อาจจะเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปได้ เนื่องจากประชาชนนั้นยังไม่เกิดศรัทธาหรือยังไม่มีเชื่อมั่นอย่างมีเหตุมีผลของพฤติกรรมที่ได้กระทำ แต่ที่พวกเขาได้กระทำสิ่งต่างๆมาจากความเคยชินหรือการกระทำกันเป็นประเพณี ดังนั้นทางนี้เป็นหนทางที่เปราะบางและไม่ยั่งยืน
ข.จากการศรัทธาบนพื้นฐานของเหตุและผล กล่าวคือการเกิดพฤติกรรมทางจริยะและการมีจริยธรรมอันงดงามของปัจเจกบุคคลหรือของสังคมใดสังคมหนึ่งเกิดมาจากพลังศรัทธา เกิดมาจากคำสอนที่เป็นคำสอนโดยเชื่อและยอมรับมาจากพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นอิสลามถือว่ารากฐานของการทำให้มนุษย์มีจริยธรรมที่ยั่งยืนและเข้มแข็งคือการยอมรับหลักเอกานุภาพของพระเจ้าและเชื่อศรัทธาต่อพระเจ้าเป็นมูลเหตุหลัก เพราะว่าจากการที่มนุษย์มีจิตแห่งเทวาซึ่งเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ต่อพระเจ้า และเป็นการสร้างจิตวิญญาณที่ผ่านกระบวนการทางจริยะ
ในจริยศาสตร์อิสลามได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับหลักจริยะที่ยึดหลักปรัชญาจริยะว่าด้วยเรื่องของความเข้าถึงจิตแห่งเทวาหรือมีภาวะเทวาจิต ซึ่งหมายถึงการนำไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และเป็นเรื่องสากลไม่จำกัดเฉพาะว่ามุสลิมเท่านั้นที่ไปถึงจุดหมายปลายทางดังกล่าว แต่อยู่บนพื้นฐานของการเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างลึกซึ่งต่อพระเจ้า เมื่อมีภาวะดังกล่าวการธำรงหลักจริยะในตัวของมนุษย์จะคงทนและถาวรและจะมั่นคง เพราะว่าเกิดจากความเข้าใจและเข้าถึงหลักปรัชญาและตรรกะทางการพิสูจน์ แท้จริงการศรัทธาต่อพระเจ้าถือว่าเป็นหลักสัญชาตญาณบริสุทธิ์หนึ่งของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าไม่สามารถจะทำลายให้หมดไปจากตัวของมนุษย์ได้ ดังนั้นเมื่อคนใดที่เขาศรัทธารักต่อพระเจ้าและศรัทธาเคารพต่อพระองค์ แน่นอนกระบวนการทางด้านจริยะก็จะปรากฏและจะสำแดงออกมาจากตัวของเขา และจะดำรงอยู่ตลอดไป
เกณฑ์ทางจริยะตามปรัชญาอิสลาม
กฎเกณฑ์ทางจริยะเป็นสิ่งที่สำคัญของหลักคิดทางปรัชญาจริยะข้อหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจากกฎเกณฑ์ที่เป็นปัจเจกบุคคลและในระบอบเชิงสัมพัทธ์ อันเป็นแค่บริบทหรือสื่อหนึ่งเพื่อดำเนินกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใดสำหรับการไปให้ถึงยังจุดมุ่งหมาย หากแต่เป็นกรณีเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งตัวของกิจกรรมนั้นคือจุดมุ่งหมาย ทั้งสองนี้มีความแตกต่างกัน เช่น มนุษย์จำเป็นต้องพูดความจริง ทำไม? เพราะการพูดความจริง(คือตัวของการพูดความจริง)เป็นสัจธรรมอันหนึ่งอันเป็นความสมบูรณ์ที่สอดคล้องกับแก่นแท้และธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ อธิบายอีกนัยหนึ่ง คือว่า เหตุผลที่จำเป็นต้องพูดความจริงเพราะตัวของการพูดความจริงเป็นความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ เป็นคุณธรรมความดีและความประเสริฐเลอเลิศและมีคุณค่าโดยตัวของมันเอง
มนุษย์ที่พูดความจริงเลือกการพูดความจริงอันเนื่องมาจากตัวมันเองมิใช่เพื่อสิ่งอื่น แต่บังเอิญว่า ความสมบูรณ์โดยตัวบุคคลที่เป็นปัจเจกชนนี้อำนวยต่อผลประโยชน์ของสังคมมนุษย์ด้วยเช่นกัน เป็นผลประโยชน์ต่อสังคมของความเป็นมนุษย์หมายถึง บุคคลต่างๆ บรรลุสู่ความสมบูรณ์ที่มนุษย์จะไปถึงได้ของตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่เป็นความดีและความสมบูรณ์สำหรับส่วนบุคคลก็อำนวยประโยชน์ต่อสังคมหรือว่าต่อบุคคลอื่นๆด้วย คุณธรรมความดีและความสมบูรณ์ส่วนปัจเจกชนก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมด้วย
ดังนั้นโดยหลักคิดทางจริยศาสตร์และปรัชญาจริยจะ ตั้งอยู่บนมุมมองที่ว่า มีหลักประมวลการกระทำที่ เป็นสิ่งควรทำและสิ่งไม่ควรทำ หรือเรียกว่า “สิ่งควรทำ และควรเว้น” ที่มีภาวะเป็นสากลและเป็นภาวะความจริง
ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนมีสอง “ตัวตน” มีสองจิตสำนึกมีสองบุคลิกภาพและมีความรู้สึกความเป็นตัวตนสองประเภทอยู่ในตัวของเขา หนึ่งคือ ตัวตนของฉันที่เป็นส่วนปัจเจกชนซึ่งเป็นผลิตผลในแง่มุมของการใช้ชีวิตและความเป็นสัตว์โลก และอีก “ตัวตน” หนึ่งคือตัวตนในเชิงสังคมที่เป็นผลิตผลของสังคมและความเป็นมนุษย์ของเขา ดังนั้น เกี่ยวกับเรื่องของความรู้สึกอันหนึ่งจากทั้งสองตัวตน มนุษย์จะรู้สึกว่าตนเองจัดอยู่ในประเภทปัจเจกชน และในความรู้สึกถึงตัวตนอีกประเภทหนึ่งจะรู้สึกถึงสังคม และในความเป็นจริง สังคมนี้เองซึ่งจะสร้างให้เขารู้สึกถึงตัวเองในการมีอยู่ของเขาและรับรู้ตัวเองและรู้จักกับตัวเอง สังคมซึ่งบันดาลให้การดำรงอยู่ของปัจเจกชนบรรลุสู่ความรู้สึกแห่งตัวตน และรู้ตัวเอง แน่นอนที่สุดมันจะต้องมีจุดมุ่หมายมากมายซึ่งก่อให้เกิดแนวความคิดต่างๆ อีกทั้ง สิ่งควรทำและสิ่งควรเว้นทั้งหลาย ที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายต่างๆ เหล่านั้น
ปรัชญาจริยะอิสลามมองบนพื้นฐานการแยกบุคลิกภาพของความเป็นมนุษย์ออกเป็นสองส่วน การแบ่งมนุษย์ออกเป็นสองส่วนคือ มนุษย์มีภาวะความเป็นจริงที่มีสองขั้นหรือสองระดับ ระดับที่หนึ่งคือ ความเป็นสัตว์ มีสัญชาตญาณเป็นระดับทั่วไปของสิ่งมีชีวิต และอีกระดับหนึ่งคือ ความสูงส่ง ขั้นแห่งจิตวิญญาณ(จิตรู้) ตัวตนเดิมและเป็นภาวะจริงของมนุษย์ก็คือ ตัวตนที่เป็นจิตวิญญาณของเขานั้นเอง ตัวตนทั่วไป เป็นเพียงสื่อและเป็นเพียงบริบทและองค์ประกอบสำหรับตัวตนแห่งจิตวิญญาณของเขา และกิจกรรมที่ถูกจำกัดไว้ระดับหนึ่งเฉพาะสำหรับตัวตนที่เป็นภาวะดินของเขานั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป และเป็นเรื่องต่ำๆ แต่สิ่งที่สัมพันธ์กับตัวตนอันสูงส่งของเขาและมีแรงจูงใจทางจิตวิญญาณของเขา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มีเกียรติคุณอันแท้จริงของความเป็นมนุษย์และมีภาวะแห่งพระผู้เป็นเจ้าจึงจะถือว่ามีคุณค่า มีคุณธรรม มีความศักดิ์สิทธ์และความสูงส่ง กล่าวคือคุณค่าทางจริยธรรมทั้งหมดถือเป็นประมวลความสมบูรณ์ทางจิตแต่เป็นความสมบูรณ์ภาคปฏิบัติมิใช่ภาคทฤษฎี คือความสมบูรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของจิตกับสิ่งที่ภายนอกจิต อันได้แก่ร่างกายและการใช้ชีวิตแบบสังคม ซึ่งแตกต่างจากความสมบูรณ์ภาคทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของจิตกับสิ่งที่อยู่เหนือกว่าจิต อันได้แก่ พระผู้เป็นเจ้าและระบบสากลของจักรวาล








