สถานะ”โควิด 19”ไม่น่าไว้ใจเลยจริงๆ

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
สถานะ”โควิด 19”ไม่น่าไว้ใจเลยจริงๆ
ข่าวการติดเชื้อ”โควิด 19”ในลักษณะที่เป็นกลุ่มเป็นก้อนระลอกใหม่ จากสถานบันเทิง บาร์ คลับ ย่านซอยทองหล่อและซอยเอกมัย ตลอดจนย่านจตุจักร กับข่าวที่ว่าแม้แต่ในครม.อาจมีรัฐมนตรีบางนายติดเชื้อไปแล้ว เลยต้องกักตัวเอง ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวบ้านร้านตลาด อย่างช่วยไม่ได้ หลังที่เกิดความกังวลมาแล้ว จากการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนที่ย่านบางแค กว่าจะคุมเกมได้ จนเข้าร่องเข้ารอย
แนวโน้มการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศในสองสามวันที่ผ่านมานี้ ก็กลับมาโจนทะยานขึ้นเลยหลักร้อย โดยเฉพาะในเขตกทม.มีอัตราส่วนสูงกว่าในจังหวัดอื่นๆ
ส่อให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯบางส่วน เริ่ม”การ์ดตก”กันอีกแล้ว ซึ่งเท่ากับฟ้องว่า การยกเลิกความเข้มงวดกวดขัน ปล่อยให้มีการดื่มกินกันตามร้านอาหารต่างๆ ได้ หมายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว “ได้ไม่เท่ากับเสีย” จำเป็นจะต้องสั่งปิดบาร์ปิดคลับกันใหม่
สถานการณ์นี้ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 (ศบค.) ถึงกับมีท่าทีอ่อนอกอ่อนใจ แสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัดกรณีรัฐมนตรีบางคนต้องกักตัวเอง
ก็ไม่รู้ว่ารัฐมนตรีคนไหน ไปติดเชื้อมาจากใคร นอกจากมีข่าวว่ารัฐมนตรีคมนาคม”ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”มีอาการไข้และเข้าตรวจเช็กที่โรงพยาบาลในบุรีรัมย์ เพื่อตรวจดูว่ามีผลการทดสอบเป็นบวกหรือไม่แล้ว
เห็นหรือยังว่า ความ”ไร้ระเบียบวินัย”นั้น ก่อเรื่องได้ง่ายๆ และก็เป็นเรื่อง”ไร้ระเบียบวินัย”นี่เอง ที่เกิดตามมาในที่อื่นๆ ของโลก ด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่รักอิสระอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและเยอรมนี ซึ่งล่าสุดนั้น ก็มีการแพร่ระบาดระลอกที่๒ ที่ ๓ และ ที่ ๔ กันแล้วในเวลานี้ แต่ไม่มีใครเข็ด เพราะประมาทว่า มีวัคซีน ฉีดป้องกันได้แล้ว ถึงกับมีการแย่งชิงกันใหญ่ จนเป็นข่าวไปทั่วยุโรป
ในเมืองไทยชาวบ้านเรา ยัง “ชิล ๆ”(แปลว่าสบายๆ ) ถึงรัฐจะไม่เร่งฉีดให้ในตอนนี้ ก็ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน ถึงกับตะเกียกตะกายหามาฉีดให้จงได้
ได้ข่าวมาว่าในตอนนี้ ทางการเอาวัคซีน มาฉีดให้คนที่ทำงานย่านบาร์และผับแถวซอยทองหล่อและเอกมัยเสียด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่า เป็นพฤติกรรมแบบ”วัวหายล้อมคอก”
โดยเฉพาะตัวผมเอง ตกลงใจไว้แล้วว่า จะไม่ชงไม่ฉีดมันละ เพียงแค่กักตัวอยู่กับบ้าน ไม่ดิ้นรนไป(หาเชื้อ)ไหน ก็เพียงพอแล้วกับการป้องกันตัวเอง เพราะไม่มีภาระ จะต้องออกไปทำมาหากินนอกบ้าน ไม่ต้องพบเจอใครที่ไหน สามารถ”ปลีกวิเวก”อยู่ได้ตามลำพัง
ก็อยากจะเล่าเสริมว่า สถานะของการแพร่ระบาดระดับโลกในเวลานี้ เป็นไปอย่างไร พอสังเขป
เฉพาะเมื่อวันพุธที่ ๗ เมษายน ปรากฏว่า ภายใน ๒๔ ชั่วโมง บราซิลทำสถิติมีผู้เสียชีวิตเพราะโรค”โควิด 19”สูงสุดนำหน้าชาติอื่นๆในโลก ถึงกว่า ๔,๐๐๐ รายเลยทีเดียว
โดยในสองวันก่อนหน้า เม็กซิโกเสียชีวิต ๖๐๓ ราย ยูเครน ๔๘๑ ราย ฮังการี ๓๑๑ ราย ปากีสถาน ๑๐๒ รายและคาซักสถาน ๒๗ ราย ส่วนสถิติการติดเชื้อนั้น ยูเครนมาเป็นอันดับแรก ๑๕,๔๑๕ ราย เม็กซิโก ๔,๖๗๕ รายปากีสถาน ๔,๐๐๔ รายและอินเดีย ๒,๐๓๙ ราย
เหตุผลที่หยิบยกตัวเลขเหล่านี้มาเรียงกันให้เห็น ก็เพื่อจะบอกว่า ในขณะที่การแพร่ระบาด ยังไม่บรรเทาลงในหลายพื้นที่โลก เช่น ในอเมริกาใต้ ในอเมริกากลางและในยุโรปนั้น ได้สะท้อนเหตุผลบางอย่างให้เห็น เช่น ความไม่พร้อมในการรับมือในละตินอเมริกาและและในเอเชียกับบางชาติในยุโรป
โดยเฉพาะในบราซิลนั้นย่ำแย่มากเลยทีเดียวเพราะโควิดสายพันธุ์ใหม่ ได้เข้าไปถึงที่นั่นแล้ว หลังจากที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร
แม้แต่ในชาติที่พัฒนาแล้ว อย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสหรือเยอรมนี ซึ่งคาดว่าจะ”เอาอยู่”ก็ไม่วายที่จะต้อง”ล็อกดาวน์”ซ้ำๆกันใหม่ เพราะความไร้ระเบียบแบบแผน ไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามหลักการป้องกันขั้นพื้นฐานอย่างเคร่งครัด คือเว้นระยะห่างทางกาย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยแอลกอฮอล์และสวมใสหน้ากาก เวลาออกนอกบ้านเป็นต้น
แถมในบางชาติ เช่น เยอรมี มีการชุมนุมต่อต้านการสวมหน้ากากเสียด้วยซ้ำ…เอากะพ่อซี่
สำหรับบ้านเรา รัฐต้องทำการรณรงค์ให้มากๆ ที่จะชี้ชวนให้ประชาชน เกิดจิตสำนึก มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม
ย้ำว่าต้องเตือนกันบ่อย ๆ ว่า ถ้าไม่อยากให้สภาวะการแพร่ระบาดแรงไปกว่านี้ จนกุมสภาพไม่ได้
ก็ต้องช่วยกันระวังตัวไว้ หากคุมตัวเองไม่ได้ ทำอะไรตามใจ ไม่สนใจว่าคนอื่นจะได้รับความเดือดร้อน ในที่สุดบ้านเมืองโดยรวมก็จะพินาศย่อยยับ
เพราะฉะนั้น สำหรับในบ้านเรา ในบางห้วงจังหวะเวลา รัฐบาลก็ต้องจริงจังกับการควบคุมอย่างใกล้ชิด หากจะคลาย”ล็อกดาวน์”ก็ต้องคอยลากตัว”พวกล่วงละเมิด” มาลงโทษกัน ให้พอเหมาะพอควร เพื่อเป็นตัวอย่าง
โดยเฉพาะพวกเจ้าของสถานบันเทิงและบ่อนกาสิโน รวมทั้ง”พวกชอบชุมนุม”ซึ่งที่ผ่านๆ มา รัฐปฏิบัติต่อพวกนี้แบบผ่อนหนักผ่อนเบา คล้ายๆ กับการ”ลูบหน้าปะจมูก” ยังไง ก็ยังงั้น ช่างน่าสมเพชจริงๆ
ที่สำคัญไปกว่านั้น “พวกนักเที่ยว”ก็จะต้องมีจิตสำนึกต่อสังคมให้มากๆ หากจับได้ ก็จะต้องลงโทษกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเช่นกัน อย่าปล่อยให้ลอยนวลนำเชื้อแพร่ไปตามที่ต่างๆ
ถามว่า งดเที่ยวสักปีสองปี มันจะ”ลงแดงตาย”เชียวหรือ(วะ)
แต่ถ้าจะยิงทิ้ง ตามที่มีข่าวลือว่า เกาหลีเหนือทำนั้น
ก็จะโหดเกินไป







