ทำไมไทยไม่เล่นด้วยกับมติยูเอ็นกรณีเมียนมา

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ทำไมไทยไม่เล่นด้วยกับมติยูเอ็นกรณีเมียนมา
หลายท่านคงจะสงสัย ว่าทำไมรัฐบาลไทย ยังคงมีทีท่ายืนกราน””ยอมรับ”สนับสนุนระบอบทหารเมียนมา อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
สนับสนุนทั้งๆ ที่รัฐบาลทหารเมียนมาใช้มาตรการอันเหี้ยมเกรียมสังหารโหดและจับกุมชาวเมียนมาไม่หยุดหย่อน จนขณะนี้เสียชีวิตไปกว่า ๘๖๐ รายแล้ว(รวมทั้งเด็กเล็ก) ในการลุกฮือขึ้นต่อต้านการยึดอำนาจและเรียกร้องให้ปล่อยตัวบรรดาผู้นำพรรคเอ็นแอลดี รวมทั้งนาง”อองซาน ซูจี” ซึ่งขณะนี้ ถูกดำเนินคดีในข้อหา”จิ๊บจ๊อย”น่าหัวร่อ ฐานไม่มีใบอนุญาตใช้วิทยุ”วอล์กกี ทอล์กกี”กับข้อหาทำผิดฐานยุยงส่งเสริมการชุมนุมทั้งๆที่มีคำสั่งห้ามเพราะสถานการณ์โควิด-19
นอกจากนั้น ยังมีทีท่าว่า จะนำไปสู่ข้อหาที่ใหญ่กว่าคือ การฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยการรับสินบนใต้โต๊ะและข้อหาสำคัญมากก็คือโกงการเลือกตั้ง(พยายามหาหลักฐานอยู่) ทั้งนี้ โดยไม่ยอมให้ประกันตัวใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ หลังจากที่กระอึกกระอักมาพักใหญ่ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ สหประชาชาติ ก็ได้ลงมติด้วยสียงส่วนใหญ่ ๑๑๙ เสียง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดส่งอาวุธไปยังเมียนมา ขณะเดียวกันก็ให้ระบอบทหารเมียนมา ยอมรับผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๓ กับเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักการเมืองรวมทั้ง “อองซาน ซูจี”
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยังเรียกร้องให้เมียนมา หยุดการใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมประท้วงอย่างสันติในทันทีพร้อมทั้งระงับการใช้มาตรการกวดขันใดๆ ต่อ”อินเทอร์เนต”และสื่อสังคม
ตลอดจนเรียกร้องให้ระบอบทหารเมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติของอาเซียนห้าข้อ(ที่ให้ไว้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา) ให้ระงับความรุนแรงและเปิดเจรจาในทันที
ในการนี้ ปรากฏว่าสมาชิกในที่ประชุมอีก ๓๗ ชาติงดออกเสียง รวมทั้ง บรูไน ลาว กัมพูชาและไทย
ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์และเวียดนามโหวตเสียงสนับสนุนญัตติดังกล่าว
โดยนายจ่อ โม ตุน เอกอัครราชทูตเมียนมา(จากรัฐบาลพลเรือนเดิม)ประจำสหประชาชาติ ก็โหวตสนับสนุนเช่นกัน
นั่นก็แสดงว่า ถึงอย่างไรๆ ระบอบปกครองทหารเมียนมา ไม่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติใดๆ ในตอนนี้
การที่บรูไน ลาว กัมพูชาและไทย งดออกเสียงนั้น ดูจะเป็นท่าทีที่แปลกประหลาด
ถามว่า ได้เกิดความแตกแยกกันขึ้นมา ในกลุ่มอาเซียนขึ้นแล้วหรือ
ตอบว่าไม่
แต่เป็นความจำเป็นเฉพาะตัว ของแต่ละชาติ ซึ่งในเรื่องนี้ ไทยรู้สึก ร้อนตัว ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ต้องรีบออกมาแถลงชี้แจงในทันที ถึงความจำเป็นที่ต้องแสดงท่าทีเสมือนจะยอมรับพฤติกรรมโหดของระบอบทหารเมียนมา
ในการนี้ อธิบดีกรมสารนิเทศในฐานะโฆษกรัฐบาลไทย ออกมาแถลงซึ่งผมใคร่สรุปเป็นข้อๆ จะได้เข้าใจง่ายๆว่า
- ไทยทำตามมติเสียงส่วนใหญ่ของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติไม่ได้ เพราะมีพรมแดนประชิดติดเมียนมายืดยาว ต้องรับผิดชอบด้านความมั่นคงโดยตรง หากเกิดเหตุการณ์รุนแรง
- ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของเมียนมา ที่เกิดความขัดแย้งกันภายในตลอดมา แต่อดีตอันไกลโพ้น จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังสู้รบกันอยู่ ไม่สุดสิ้น จึงไม่สามารถเข้าข้างฝ่ายใด ได้อย่างชัดเจน
- มติของสหประชาชาติดังกล่าว ไม่ใช่แนวทางที่จะนำไปสู่การ
สร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ในขณะที่ไทยพยายามทำให้เกิดสันติภาพในด้านอื่นๆ อยู่แล้ว ทั้งในแง่ทวิภาคี(ผ่านสภากาชาดเมียนมา)และพหุภาคี(ผ่านอาเซียน)
ผมเองมองว่า รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายต่อเหตุการณ์ในเมียนมาถูกต้องแล้ว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ เช่นจากการค้าขายและติดต่อทางธุรกิจ(แรงงาน)และความมั่นคงโดยรวม อันอาจเกิดปัญหาได้ หากตั้งตัวไม่เป็นที่ไว้วางใจของกลุ่มอำนาจตัวจริงของเมียนมา
ในการดำเนินนโยบายทางการทูตนั้น รัฐบาลไทยมีนโยบายที่รอบคอบตลอดมา และที่ปรากฏชัดก็ตั้งแต่สมัยโกษาปานโน่น จนเป็นที่เคารพนับถือของวงการระหว่างประเทศ
แม้ว่าในหลายหน จะดูขัดตาขัดใจ ขัดคุณธรรมไปบ้าง ก็ต้องมองผ่าน ไปบ้าง
เพราะเวลาพูดถึงผลประโยชน์ชาติจริงๆ จะมี”สักกี่ประเทศ” ที่เคารพกฎเกณฑ์ หรือกติกาธรรมดาๆ อย่างเหนียวแน่น ชนิดหัวชนฝา
โดยเฉพาะชาติอภิมหาอำนาจ นั่นแหละ”ตัวดี”…ล้วน”จอมกะล่อน”
ผมขอตั้งคำถาม ไว้ดังๆ แค่นี้แหละครับว่า…จะมีสักกี่ประเทศ
ไทยจึง”ไม่เอาด้วย”กับมติส่วนใหญ่ของสหประชาชาติ ในกรณีเมียนมา







