INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ถ้า”ตอลิบัน”ยังตะแบงดันทุรัง

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ถ้า”ตอลิบัน”ยังตะแบงดันทุรัง

นับแต่พลพรรค”ตอลิบัน”เข้ายึดกรุง”คาบูล”ไว้ได้ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๔และจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวแล้ว

แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ในการกำหนดนโยบายปกครองหรือบริหารจัดการประเทศ เช่นว่า จะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย ในรูปแบบอย่างไร

ท่าทีเช่นนี้ สร้างความหวาดระแวง ต่อวงการสากลคือในหมู่นานาชาติ ตลอดจนต่อนโยบายภายใน โดยเฉพาะต่อสตรี ว่าจะยังจำกัดสิทธิ ต่างๆ ทางด้านการเมือง การศึกษาและการแต่งกาย ฯลฯ เช่นเมื่อครั้ง ที่เคยเป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้ ราว ๒๐ ปีหรือไม่

แต่ก็เกิดปฏิริยาขึ้นมาแล้ว ในกลุ่มสตรี ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนด้วยการชุมนุมเดินขบวนในหลายเมือง (ถึงขั้นทางการต้องออกมาปราม) รวมทั้งในเมืองหลวง เรียกร้องสิทธิที่จะออกจากบ้านไปทำงาน เรียกร้องสิทธิเข้าร่วมรัฐบาล แต่ถูกรัฐบาลปราบปรามด้วยความรุนแรง แม้จะรับปากให้เข้าร่วมรัฐบาลจริง ก็เฉพาะในระดับล่าง จะไม่ให้ในตำแหน่งในระดับบริหาร เช่นตำแหน่งรัฐมนตรี

จึงปรากฏว่า พอตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นมา ก็ไม่มีสตรีอยู่ในครม.เลยสักคน

ก่อนหน้านี้ โฆษก”ตอลิบัน”คือ”ซับบิฮุลลอฮฺ มูจาฮิด”ก็เคยแถลงเป็นมั่นเหมาะว่า จะให้เสรีภาพแก่สตรี ในการทำงาน ในการศึกษา แต่แค่ในกรอบของกฏหมายอิสลาม หรือ”ชารีอะห์”

มาถึงวันนี้ เลยไม่รู้ว่ากรอบของ”ชารีอะห“ตามหลักการของ”ตอลิบัน”นั้น มีแค่ไหนแน่

“ชารีอะห์”หมายถึงอะไร

“ชารีอะห์”(ออกเสียงตามภาษา”อาหรับ”) หมายถึงประมวลข้อปฏิบัติต่างๆ ของกฏหมายในศาสนาอิสลาม ครอบคลุมการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งการปกครอง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว หลักความสัมพันธ์ทางเพศ หลักอนามัยและปัญหาสังคม

โดยย่อแล้วหมายถึง การใช้แนวทางตาม”ซุนนะห์”คือการปฏิบัติตน ของศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ”นบีมุหัมมัด(ซล.)”

หรือตาม”ฮะดิษ”ซึ่งคือสิ่งที่นบีฯกล่าวเอาไว้ หรือการยอมรับของท่าน

ว่ากันอีกทีหนึ่ง“ชารีอะห์”คือกฎเกณฑ์ซึ่งตราออกมา ตามคัมภีร์”กุรอาน”และตาม”ฮะดิษ” ระบุไว้

ถือได้ว่าเป็นธรรมนูญสูงสุด

หลายชาติที่ชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามจะใช้คัมภีร์”กุรอาน”เป็นบรรทัดฐานในการปกครอง มากบ้าง น้อยบ้าง ตามความจำเป็นในนามของการใช้หลัก”ชารีอะห์”เช่นในบรูไน ในอินโดนีเซียและในมาเลเซีย ที่ยังลงโทษด้วยวิธีเฆี่ยนสำหรับโทษบางอย่าง

แต่บางประเทศ ก็แยกหลักการปกครองและหลักการบริหารออกมาชัดเจน ไม่เกี่ยวกับข้องกับหลักศาสนา ที่เรียกว่า “โลกกิยนิยม”หรือ Secularism

แต่ในบางประเทศก็ใช้หลัก”ชารีอะห์”ค่อนข้างเข้มข้น อย่างเช่นซาอุดีอาระเบีย ที่นั่นในด้านกฎหมายแล้วเคร่งครัดมาก เช่น ใครต้องโทษฆ่าก็ต้องตัดศีรษะ ต้องโทษขโมยก็ตัดข้อมือ

ในแง่ขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ตามปกติซาอุดีอาระเบีย ไม่ให้สิทธิสตรีมากนัก แต่ระยะหลังๆ ก็เริ่มผ่อนคลาย เมื่อมกุฏราชกุมาร”โมฮัมเม็ด บิน ซัลมาน”ทรงขึ้นเป็นผู้ปกครองสูงสุด อนุญาตให้สตรีขับรถยนตร์ได้

ในซาอุดีอาระเบีย ธรรมเนียมแยกหญิง แยกชายนั้นยังคงมีอยู่ มีการแยกหน้าที่กันว่า ชายต้องออกไปทำงานดำรงชีพ หญิงอยู่บ้านเป็นแม่เรือน

เวลาหญิงจะไปไหน ต้องไปกับสามี หรือมีญาติชายไปด้วย ไปไหนด้วยตนเองโดดๆมิได้

ทั้งนี้ ด้วยหลักการอิสลามกำหนดแยกชายและหญิงออกจากกันดังคำสอนในคัมภีร์”กุรอาน” ดังนี้

“โอ้บรรดามนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างเจ้าจากเพศชายและเพศหญิงและเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่าและตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮฺนั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน(อัลกุรอาน 49:13)”

ด้วยความห่วงใยว่า จะมีการกำจัดสิทธิและเสรีภาพต่างๆในอาฟกานิสถาน ในการปกครองของกลุ่ม”ตอลิบัน”เมื่อไม่กี่วันมานี้นายกรัฐมนตรี”อิมรอน ข่าน”แห่งปากีสถาน ชาติเพื่อนบ้านได้แสดงความห่วงใยต่อสตรีชาวอาฟกัน อย่างตรงไปตรงมาว่า

“ถ้าหากไม่ให้สตรี เข้าถึงการศึกษา ย่อมถือได้ว่า นั่นไม่ใช่วิถีทางแห่งอิสลามแล้ว”

“จะต้องยอมให้ผู้หญิงไปโรงเรียน ความคิดที่ว่าสตรีไม่สมควรได้รับการศึกษา ไม่ใช่หลักการในอิสลาม ในกรณีนี้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับศาสนา”

นายกรัฐมนตรี“อิมรอน ข่าน”ยังได้ตั้งเงื่อนไข ในกรณีที่ปากีสถานจะต้องรับรองฐานะ การเป็นรัฐบาลของ”ตอลิบัน”ด้วยเงื่อนไขอย่างน้อยสองประการคือ รัฐบาล”ตอลิบัน”จะต้องเคารพในสิทธิมนุษยชนของชาวอาฟกัน

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือจะต้องให้หลักประกันว่า จะต้องไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายใดๆ เข้าไปใช้ดินแดนอาฟกานิสถาน เป็นที่พำนักอาศัย เพราะจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของปากีสถาน

ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อวันอังคารที่ ๒๑ ที่ผ่านมานี้ “เชค ตามิม บิน ฮามัด อัล ฏอนี” เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ได้ไปกล่าวปราศรัยในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ในสมัยประชุมที่ ๗๖ แสดงท่าทีสนับสนุนอาฟกานิสถานอย่างชัดเจนว่า ชุมชนโลกสมควรให้การสนับสนุนชาวอาฟกัน ซึ่งขณะนี้ได้ย่างก้าวมาสู่ขั้นตอนอันวิกฤติแล้ว จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องแยกแยะเรื่องความช่วยเหลือในด้านสิทธิมนุษยชนกับความแตกต่างทางการเมืองออกจากกัน ให้เด็ดขาด

ซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะกาตาร์นั้น พยายามทำตัวเด่นในแง่ความเป็นกลางในตะวันออกกลางและที่ผ่านมาก็เป็นฝ่ายประสานงาน ให้มีการพูดจาต่อรองกัน ระหว่างสหรัฐกับกลุ่ม”ตอลิบัน”เพื่อการถอนตัว ออกจากอาฟกานิสถานมาแต่แรก

การรับรองหรือไม่รับรองรัฐบาล”ตอลิบัน”นั้น มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของอาฟกานิสถานที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังล่มสลาย เป็นอย่างมาก

รัฐบาลตอลิบัน ไม่สามารถจะอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว แม้จะมีจีนและรัสเซียช่วยหนุน

ในขณะนี้ชาวอาฟกันส่วนใหญ่(จากประชากร ๓๘ ล้าน)ซึ่งยากจน กำลังทุกข์ยาก ต้องเผชิญกับปัญหาความอดอยากอย่างแสนสาหัส

ขณะนี้ชาวอาฟกันต้องการความช่วยเหลือในด้านอาหาร โดยเร่งด่วน นับตั้งแต่การยึดครองของ”ตอลิบัน”เป็นต้นมา

ผลของการลงมติรับรองอาฟกานิสถานจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครคาดการณ์ได้

แต่ทั้งหมดนี้ ก็อยู่ที่กลุ่ม”ตอลิบัน”ด้วย ว่าจะทำอย่างไร เพื่อโน้มน้าวให้ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติรับรอง เพื่อว่าจะได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจากนานาชาติเพื่อฟื้นฟูชาติในอนาคต

รัฐบาล”ตอลิบัน”จึงจะต้อง ส่งสัญญาแสดงการผ่อนปรน ในประเด็นสิทธิมนุษยชน ให้โลกประจักษ์ชัดและเกิดความเห็นใจ

“ตอลิบัน”จะทู่ซี้ดันทุรังหรือไม่ ก็จะได้เห็นกัน ในไม่ช้านี้แล้ว

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com