รำลึกคุณูปการศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)

รำลึกคุณูปการศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)
วันคล้ายวันประสูติ 12 รอบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.1443
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
“เมื่อไหร่ที่เราได้กำหนดในการจัดวันรำลึกถึงอัตชีวประวัติวันคล้ายวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.) เพื่อให้ประชาชาตินึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งศาสดาอิสลาม และนำสาส์นอันสำคัญและอมตะแห่งศาสดา ดั่งที่องค์อัลลอฮทรงให้สาส์นนั้นเป็นความเมตตาธรรมแก่ชาวโลกทั้งผอง
แล้วจะเอาอะไรมากล่าวว่า “บิดอะห์” (อุตริกรรมทางศาสนา)ในการจัดงานรำลึกวันเมาลิดินนบีอีกเล่า? แล้วจะเอาอะไรมากล่าวอีกว่า ” ดอลาละห์ “( คือความหลงผิด)ละ ??” (ชัยค์ยูซุฟ อัลก็อรฎอวีย์)
เกริ่นนำ
ในหมู่วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ผู้ที่มีการดำเนินชีวิตที่ทรงพลังเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและเหตุการณ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากมายท่านหนึ่งนั้น คือ “มูฮัมมัด” ศาสดาแห่งอิสลาม(ศ็อลฯ)
นิยามคำว่า “ศาสดา” ตามพจนานุกรม concise oxford English dictionary คือ ครูหรือผู้สั่งสอนที่ได้รับแรงดลใจ เป็นผู้เปิดเผยหรือผู้ตีความตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า และศาสดาคือตัวแทนของพระเจ้า ที่พระเจ้าได้คัดเลือกเพื่อเป็นผู้เผยแพร่และเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระองค์แก่มนุษยชาติ
อัลกุรอานได้กล่าวถึงศาสดามุฮัมมัดว่าท่านคือศาสนทูตแห่งพระเจ้า เป็นผู้ตักเตือน , ดังนั้นเมื่อมองไปยังประวัติศาสตร์ได้มีรายงานบันทึกไว้ว่า ในปีแรกๆ ของการแต่งตั้งท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้มายืนอยู่ที่เชิงเขาซอฟา พร้อมกับ ร้องตะโกนดังๆ ออกมาว่า อันตราย ! อันตราย ! ประชาชนได้มายืนรวมกัน ณ เชิงเขาซอฟา ต่างถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น? เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินจากมูฮัมมัด (ศ็อลฯ) อะไรคืออันตราย? เหตุการณ์จะเป็นเช่นกับเหตุการณ์ในปีช้างหรือไม่? อันดับแรกเพื่อต้องการการยืนยันจากประชาชนท่านศาสดาจึงถามพวกเขาว่าว่า โอ้ประชาชาติทั้งหลาย จนถึงตอนนี้พวกท่านรู้จักฉันกันอย่างไร? ทั้งหมดกล่าวว่า เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้และเป็นผู้ที่พูดแต่สิ่งที่เป็นความจริง ท่านศาสดากล่าวว่า ถ้าหากว่าตอนนี้ฉันจะตักเตือนพวกท่านและจะแจ้งเตือนถึงอันตรายว่าด้านหลังของภูเขานี้มีพวกศัตรูมากมายมาเป็นกองทัพพร้อมด้วยอาวุธสงครามและต้องการที่จะตัดศีรษะพวกท่าน พวกท่านเชื่อในคำพูดของฉันหรือไม่? พวกเขาพูดกันว่า แน่นอนพวกเราเชื่อ เมื่อได้รับคำยืนยันท่านศาสดาจึงกล่าวว่า “ดังนั้นฉันจะแจ้งเตือนพวกท่านทั้งหลายถึงอันตรายว่า หนทางที่ท่านกำลังจะไปนั้นจะมีการลงโทษอันแสนสาหัสจากพระผู้เป็นเจ้าติดตามมาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” อัลกุรอานเองได้ระบุเกี่ยวกับฐานภาพนี้ของท่านศาสดาไว้อย่างชัดเจนว่า
“ โอ้ นบีเอ๋ย! แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน ผู้แจ้งข่าวดี ผู้ตักเตือน และเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์ ตามพระบัญชาของพระองค์ อีกทั้งเป็นดวงประทีปอันแจ่มจรัส”
ท่านได้มาเชิญชวนประชาชนสู่หนทางของพระผู้เป็นเจ้าด้วยกับการฉันทานุมัติของพระองค์ ท่านได้ทำให้ประชาชนขับเคลื่อนไปสู่พระองค์ ท่านเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่พระองค์ การเชิญชวนสู่พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ใช่เป็นงานที่เล็ก ในเมื่อท่านเป็นกระบอกเสียงของพระองค์ ดังนั้นจะใช้สื่อ หรือเครื่องมืออันใดในการเชิญชวนประชาชาติสู่พระผู้เป็นเจ้า? เป็นไปได้หรือ? ที่มนุษย์ได้นอนฝันและจะใช้การฝันนี้เป็นเครื่องมือในการเชิญชวนประชาชนสู่พระผู้เป็นเจ้า ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาพูดว่า วันนี้ฉันได้ฝันเห็นงานหนึ่งจงมาทำงานนี้ดังที่ฝันเห็นกันเถิด ? แน่นอนที่สุดเป็นอย่างนั้นไม่ได้ คัมภีร์อัลกุรอานได้กำหนดหนทางที่ชัดเจนไว้แล้ว การเชิญชวนสู่พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นการเชิญชวนไปสู่สัจธรรมหรือความเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือการเชิญชวนไปสู่สิ่งที่ปัญญาสากลของมนุษย์นั้นชี้นำไปพร้อมกับขับเคลื่อนไปสู่มัน คือการเชิญชวนไปสู่สิ่งหนึ่งที่ปัญญาสากลต้องยอมรับ ด้วยกับเหตุผล , หลักฐาน การพิสูจน์ , วิทยปัญญาและคำพูดเชิงตรรกะ
คุณูปการจากคำสอนศาสดาอิสลาม
ส่วนที่สำคัญที่สุดในแนวทางด้านงานเผยแพร่ของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อล) อันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนชาวอาหรับในสมัยนั้นหันกลับมาสนใจต่ออิสลามและทำให้อิสลามมีอิทธิพลเหนือความคิดของพวกเขาและขยายวงกว้างออกไปสู่ประเทศข้างเคียงอย่างรวดเร็ว คือ
- จรรยามารยาทอันดีงาม
มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยกับการปฏิสัมพันธ์และจรรยามารยาทอันดีงามความยิ่งใหญ่ของเขาจะแสดงความแตกต่างจากบุคคลอื่นทั่วไปออกมาให้ประจักษ์ จรรยามารยาทเป็นคุณสมบัติที่ละเอียดอ่อนที่สุดซึ่งในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเหตุให้เกิดความรักขึ้นและจะทำให้คำพูดมีน้ำหนักต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเลือกบุคคลที่อ่อนน้อม มีจรรยามารยาทอันดีงาม ไม่แข็งกระด้างเป็นศาสดาและตัวแทนของพระองค์เพื่อที่คำพูดของเขาจะมีผลต่อจิตใจประชาชาติได้อย่างสมบูรณ์และดึงดูดพวกเขาเข้ามาหา บุคคลผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ในการที่ทำให้บรรลุสู่เป้าหมายของพระองค์ต้องประสบกับอุปสรรค์มากมายแต่เมื่อประชาชนเจอกับมารยาทอันดีงามและความอดทนอดกลั้น เมื่อพวกเขาประจักษ์ความดีตรงนี้ มิใช่แค่เพียงกลุ่มชนที่มีจิตใจแสวงหาความจริงเท่านั้นแต่บรรดากลุ่มชนที่เป็นศัตรูอันชัดแจ้งต่อศาสดาและตัวแทนเหล่านั้นเองก็ยอมสารภาพถึงความสูงส่งและบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ดังที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์เองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
“แท้จริงแล้วเจ้าถูกประดับประดาด้วยจริยธรรมอันดีงาม”
ในกรณีนี้แม้แต่ศัตรูของท่านศาสดาเองก็สารภาพ เมื่อพวกเขาได้เจอกับท่านบรรดาผู้ที่ต่อต้านท่านศาสดาเป็นจำนวนมากซึ่งก่อนที่จะยอมรับอิสลามด้วยเหตุผลหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จากมิติภายในของพวกเขายอมจำนนต่อจรรยามารยาทอันงดงามของท่านมาก่อนแล้ว โดยพื้นฐานนี้ท่านศาสดาได้ปฏิบัติคุณลักษณะมารยาทที่ดีที่สุดต่อบรรดาสาวกของท่านจนกระทั่งทุกคนหลงใหลที่จะเข้าพบท่านและนั่งร่วมกับท่าน และด้วยกับจรรยามารยาทที่ดีของท่านนี้เองที่ได้ดึงหัวใจของพวกเขาเข้ามา และได้สร้างบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วย พลังศีลธรรม พลังแห่งความหวัง พลังศรัทธา พลังความมั่นใจขั้นสูงให้ประจักษ์แก่มิติด้านในแห่งจิตใจ
- สร้างวัฒนธรรมแห่งความเป็นพี่น้องและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ คือครอบครัว และในระหว่างประเภทต่างของครอบครัว “พี่น้อง” มีความใกล้ชิดและสนิทสนมมาก ส่วนความสัมพันธ์ทางจิตวิญาณและปฏิสัมพันธ์ในระหว่างชีวิตจากแรงแห่งศรัทธาเป็นการแสดงออกมาที่สวยที่สุดในเชิงปฏิบัติ
ศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้พยายามเผยแพร่ด้วยแนวทางหลากหลายเพื่อให้วัฒนธรรมของความเป็นพี่น้องในอิสลามได้สะท้อนออกมา ทั้งในเรื่องความคิด วาจา และพฤติกรรมของบรรดามุสลิมและได้กำชับเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอๆ ตัวอย่างหนึ่งอันชัดเจนที่จะหยิบยกมาประกอบตรงนี้คือ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ในช่วงที่ท่านเผยแพร่อย่างเป็นทางการท่านเคยดำเนินการทำสัญญาความเป็นพี่น้องในระหว่างมุสลิมถึงสองครั้ง ครั้งแรก ก่อนการอพยพในหมู่ผู้อพยพ และครั้งที่สอง ก่อนที่จะเข้าเมืองมะดีนะฮ์ในขณะที่ท่านศาสดาต้องการวางโครงสร้างสังคมอิสลามจึงได้ดำเนินการจัดพิธีสัญญาความเป็นพี่น้องระหว่างบรรดาผู้อพยพชาวมักกะฮ์และชาวเมืองมะดีนะฮ์ที่เรียกพวกเขาอีกชื่อหนึ่งคือชาวอันศอรเพื่อสร้างให้เป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่งของสังคม สัญญาความเป็นพี่น้องอันนี้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนที่ ตกอยู่ในกองไฟแห่งการแข็งขันระหว่างเผ่าต่างๆ การชิงดีชิงเด่นของแต่ละเผ่า การหลั่งเลือด และชาตินิยมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่ายินดี อีกทั้งความเป็นพี่น้อง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบบอิสลามมาแทนที่องค์ประกอบที่สร้างความแตกแยกที่มีมาก่อนหน้านี้
ภายใต้พื้นฐานการชี้นำของอัลกุรอานที่ถือว่าความเป็นพี่น้องเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง พระองค์ทรงตรัสว่า
“แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” [3]
เป็นที่ชัดเจนที่สุด การสร้างสรรค์สังคมที่สมบูรณ์ให้ได้และการที่จะนำสังคมไปสู่ทิศทางเดียวกันด้วยความเป็นปึกแผ่นนั้นมันจะเกิดขึ้นไม่ได้นอกจากภายใต้ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของศรัทธาชน เมื่อเราพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า การไม่รักษาพื้นฐานของวัฒนธรรมความเป็นพี่น้องและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมติดตามมามากมาย ความเสียหายจากการไม่ให้ความสำคัญและละเลยต่อความเป็นพี่น้องไม่ใช่เกิดขึ้นในระดับของสังคมเท่านั้น ยังเป็นเหตุให้บุคคลนั้นสูญเสียความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขาเองจนเปลี่ยนเป็นผู้แปลกหน้าในกลุ่มอันนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เย็นชาและอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นบุคคลนั้นจะรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าในที่สุดต้องพึงพาต่อการรักษาตัวเขาเองด้วย
- การแสวงหาความยุติธรรม
พื้นฐานอันหนึ่งที่ถูกให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับการเผยแพร่ของท่านศาสดาคือการเน้นในเรื่องของ ความยุติธรรมและการดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในสังคมในทุกหน่วยงาน พื้นฐานนี้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของอิสลาม มิใช่แค่เชื่อเฉพาะว่าระบบการสร้างสรรค์นี้อยู่ภายใต้พื้นฐานแห่งความยุติธรรมเท่านั้น หากแต่ว่าในการร่างรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติถือเป็นหลักพื้นฐานเบื้องต้น ในมุมมองของการเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)การสถาปนาความยุติธรรมให้แก่สังคมเป็นเป้าหมายสูงสุดของการส่งบรรดาศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าและคัมภีร์จากฟากฟ้าทั้งหลาย เหมือนกับว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์อย่างชัดเจนในการบัญชาแก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)เพื่อให้สถาปนาความยุติธรรมขึ้นมาในทุกระดับทางสังคม พระองค์ทรงตรัสว่า
“ข้าได้บัญชาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในหมู่พวกสูเจ้า”
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าทั้งชีวิตของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ผ่านไปด้วยการต่อสู้ในการที่จะสถาปนาความยุติธรรมและพยายามให้สังคมปกครองด้วยหลักการอันทรงคุณค่านี้และขจัดความปลิ้นปล้อนหลอกหลวงให้หมดไปอีกทั้งนำเสนอศาสนาอันเป็นแนวทางที่แสดงถึงหลักการความยุติธรรมอย่างครอบคลุม แนวทางของท่านศาสดาคือแนวทางแห่งความยุติธรรมพระดำรัสของท่านคือความยุติธรรม ตรรกะของท่านเป็นสิ่งที่แยกระหว่างสัจธรรมและโมฆะเหมือนดั่งที่อัครสาวกของท่านได้กล่าวถึงคุณสมบัติของท่านศาสดาว่า
“ท่านคือผู้ที่มีตรรกะที่เป็นธรรมและแนวทางที่แยกสัจธรรมออกจากความเป็นโมฆะ”
ท่านศาสดาเป็นบุคคลที่มีความยุติธรรมที่สุดในระหว่างประชาชนและนับเป็นเวลาถึงยี่สิบสามปีที่ท่านและดวงจิตและแนวความคิดทั้งหลายที่ได้รับการอบรมจากวิถีของท่านศาสดาได้แสดงให้ชาวโลกเห็นถึงความยุติธรรมในทุกๆดด้าน ดังนั้นความยุติธรรมเป็นสาระสำคัญของแนวทางของท่านในฐานะเป็นหลักการพื้นฐานและเป็นทิพย์แห่งความดี อีกทั้งเป็นคุณสมบัติของความศรัทธาขั้นสูง
สังคมใดก็ตามที่บริหารจัดการด้วยพื้นฐานความยุติธรรมคือสังคมที่เข็มแข็งและทรงคุณค่า และหากสังคมใดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหลักการนี้คุณค่าต่างๆ ต้องถูกทำหลายและจะเป็นสังคมที่ต่อต้านคุณค่าต่างๆของความเป็นมนุษย์ และยังเป็นสถานที่ของผู้กดขี่ ปล้นสดม ริดรอนสิทธิของผู้อื่น เราอาจสามารถที่จะพูดได้ว่า คุณค่าของสังคมหนึ่งขึ้นอยู่กับศักยภาพของศาลยุติธรรมของสังคมนั้น
- เมตตาโอบอ้อมอารีและอยู่กับประชาชน
แบบฉบับของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)อย่างหนึ่งต่อประชาชนทั้งที่เป็นมุสลิมและต่างศาสนาคือความมีเมตตาและโอบอ้อมอารีอย่างบริสุทธิ์ใจ ท่านมองผู้ที่ต่อต้านท่านว่าเป็นผู้ที่มีอาการป่วยซึ่งจำเป็นต้องรักษาและเห็นอกเห็นใจสำหรับการเยียยารักษาและแพทย์ต้องรู้ถึงอาการของเขาจึงจะรักษาเขาได้ดี และท่านศาสดา(ศ็อลฯ)มองศรัทธาชนว่า เขาจะต้องมีการระมัดระวังตน ตั่งมั่นอยู่บนปัญญา ไม่ประมาทเพื่อให้จิตศรัทธาเจริญเติบโตสู่ระดับจิตศรัทธาขั้นสูง อันเนื่องด้วยสาเหตุนี้ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)จึงสร้างความสัมพันธ์อันแนบสนิทและความรักกับพวกเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความเมตตาและโอบอ้อมอารีต่อบรรดาผู้หลงทางในด้านของการสร้างความอ่อนโยนแก่จิตใจและเตรียมการเพื่อให้หัวใจของพวกเขาหันมายอมรับการเชิญชวนสู่อิสลามและความสัมพันธ์อันแนบแน่นต่อบรรดาศรัทธาชน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) คือ การมีเมตตาและโอบอ้อมอารีซึ่งเป็นเหมือนต้นไม้ที่ให้ผลผลิตที่รวดเร็วที่สุดและง่ายที่สุดมากกว่าแบบฉบับอื่นๆ ที่ถูกนำมาใช้ในแนวทางการเผยแพร่จนกระทั่งว่าท่านได้รับฉายานามว่า “ศาสดาแห่งความเมตตา”
- ให้เสรีภาพทางความเชื่อ
เป็นไปได้ที่ความเชื่ออาจจะเกิดจากความคิดและเป็นไปได้ที่จะเกิดจากการลอกเลียนแบบ ปฏิบัติตามผู้อื่น หรือเกิดจากจินตนาการไปเองหรือสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นเองหรือหลายร้อยพันอย่าง ความเชื่อที่มิได้เกิดจากปัญญาและความคิด , เป็นแค่ปฏิกิริยาทางจิตวิทยาเท่านั้น กล่าวคือ เป็นสถานการณ์ต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางจิตวิญญาณ ในมุมมองของอิสลามไม่อนุญาตให้ใครถูกพันธนาการไว้ด้วยสถานการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นในลักษณะที่บุคคลคนนั้นคล้องโซ่แห่งพันธนาการนี้ไว้ด้วยกับมือของตนเองก็ตาม
ดังนั้นเรื่องเสรีภาพทางความเชื่อมีความหมายที่กว้าง เรื่องเสรีภาพทางความคิดและเสรีภาพของการศรัทธา หมายถึงว่า ทุกคนต้องทำการค้นคว้าและคิดเกี่ยวกับการศรัทธาในการได้สิ่งนั้นมา แนวทางของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)และอัลกุรอานคือการต่อสู้สำหรับการที่จะขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางเสรีภาพทางสังคมและความคิด ท่านศาสดามิได้กล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายต้องยอมรับอิสลาม” ดังนั้น หลักพื้นฐานมนุษยธรรม , ความเป็นมิตรไมตรี ความนุ่มนวล ความรักและหลีกเลี่ยงจากความหยาบกระด้างรุนแรงและการบีบบีงคับและการหยัดเหยียดในเรื่องการศรัทธาอย่างไม่เป็นธรรม ( ไม่เกี่ยวกับอุปสรรคทั้งหลายทางสังคมและทางความคิดของการศรัทธาซึ่งถือว่าเป็นประเด็นอื่น ) เป็นหลักของการเชิญชวนสู่อิสลาม หากแต่ว่า อัลกุรอานได้ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
“ไม่มีการบังคับกันในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา สิ่งที่ถูกต้องได้ถูกจำแนกแยกแยะออกจากสิ่งที่ผิดเป็นที่ชัดเจนแล้ว ดังนั้น ผู้ใดที่ปฏิเสธฏอฆูต และศรัทธาในอัลลอฮ์ เขาก็ได้รับการสนับสนุนอันมั่นคงไม่มีวันขาด และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้”
เพราะว่าธรรมชาติของการศรัทธาไม่ยอมรับการบีบบังคับและการหยัดเหยียดความเชื่ออย่างไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับความหยาบกระด้าง ยังมีอีกโองการหนึ่งระบุว่า
“ดังนั้นจงตักเตือนเถิด เพราะแท้จริงเจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือนเท่านั้น เจ้ามิใช่ผู้มีอำนาจเหนือพวกเขา
นอกจากผู้ที่ผินหลังให้และปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น อัลลอฮ์จะทรงลงโทษเขาซึ่งการลงโทษอันมหันต์”
โอ้ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้า ! จงตักเตือนเถิดแก่ประชาชาติเถิด จงปลุกประชาชาติให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลเถิด จงเรียกให้พวกเขาตื่นเถิด จงประกาศให้ประชาชาติได้รู้เถิด จงทำให้ประชาชาติเกิดความตระหนักเถิด , จงเชิญชวนพวกเขาสู่ศาสนาเถิด “ انما انت مذکر” เจ้าไม่มีฐานภาพอื่นนอกจากเป็นเพียงผู้ตักเตือนเท่านั้น , เจ้าไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจ , คือพระเจ้าไม่ได้แต่งตั้งท่านมาเพื่อที่จะใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญให้พวกเขาเกิดศรัทธา “
ดังนั้นการรำลึกถึงศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.) คือการรำลึกถึงคุณูปการที่ศาสดาได้ทิ้งมรดกเอาไว้ให้ชาวโลกและให้กรอบแนวคิดระดับสูงต่อการมองโลกมองมนุษย์และมองชีวิต ซึ่งเป็นคุณค่าอันอนันต์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างมากทีเดียว







