หนึ่งในวิถีทางรอดของสื่อสิ่งพิมพ์ไทย

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
หนึ่งในวิถีทางรอดของสื่อสิ่งพิมพ์ไทย
ถ้าจะถามผมว่า ทุกวันนี้ให้ความน่าเชื่อถือ ต่อสื่อสิ่งพิมพ์รายวันฉบับไหนมากที่สุด
ตอบว่า มีน้อยฉบับครับ
ถามต่อว่า ถ้าให้เลือกอ่านสื่อสิ่งพิมพ์รายวัน เท่าที่วางตลาดอยู่ จะอ่านฉบับไหน
ตอบว่า มีไม่กี่ฉบับเท่านั้นเอง เช่น กรุงเทพธุรกิจ, ผู้จัดการรายวันและ Bangkok Post ฯลฯเป็นต้น
ตามความเป็นจริงแล้ว สื่อสิ่งพิมพ์ที่เอ่ยชื่อมานี้ ผมไม่เคยซื้ออ่านเลย หลังเกษียณอายุการทำงานสื่อ มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒
แต่สามารถหาบริโภคสื่อที่ว่านี้ จาก”ออนไลน์”แทน ผ่านทาง“แล็ปท็อป”ซึ่งสามารถใช้ได้สาระพัดประโยชน์ ในการลงทุนเพียงครั้งเดียว แม้แพงหน่อย แต่ก็คุ้มค่ายิ่ง
บอกตามตรงว่า สื่อสิ่งพิมพ์รายวัน กลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปแล้วสำหรับผม เพราะไม่มีเงินซื้อ เชื่อไหมล่ะ
พฤติกรรมการอ่านของผมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่ง(ในพฤติกรรมของผู้อ่านอีกเป็นจำนวนมาก)ที่ทำให้รายได้จากการซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ลดลง
ประกอบกับขาดรายได้หลัก จากการขายโฆษณา ที่เฮโลกันไปใช้สื่อ”ออนไลน์” จึงนำไปสู่การขาดทุนมหาศาลของสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ต้องพากันทยอยปิดตัวไป
กระแสสื่อ”ออนไลน์”ที่โหมกระหน่ำราวพายุเช่นนี้ เป็นไปตามการทำนายอนาคตในหนังสือ”คลื่นโลกที่ ๓”ของ”อัลวิน ทอฟเลอร์” ที่ระบุไว้ว่า”เป็นยุคของการเชื่อมโยงเข้าถึงข้อมูลจากทุกหนทุกแห่งโดยมีเทคโนโลยีเข้ามารองรับ เกิดเป็นเครือข่ายที่คนในแต่ละมุมโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ในเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันได้”
ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อไร ทุกคนสามารถทราบได้ในทันที ไม่ต้องรอสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุและโทรทัศน์
สื่ออื่นๆ จึงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง กลายเป็นสื่อล้าสมัยไป โดยเฉพาะ”สื่อสิ่งพิมพ์”ซึ่งต้องหันมาสร้างจุดสนใจ ด้วยการรายงานเรื่องเร้าใจและฉาบฉวยแทน เริ่มทิ้งอุดมการณ์ พยายามแข่งขันกันเสนอสาระที่เหลวไหล เอาแต่ตื่นเต้นสนุกสนาน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีการลงลึก หรือสะท้อนภาพสังคมที่แท้จริง
ที่สำคัญมากที่สุดก็คือ ละเลย”จรรยาบรรณ”ไป ทั้งๆที่รู้ตัว จนนำไปสู่ความหายนะ
บางฉบับถึงกับต้องปิดตัวเอง เช่น หนังสือพิมพ์ News of the world ซึ่งต้องปิดตัวเองไปเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว (หลังมีการเปิดเผยว่า ทำผิดจริยธรรม ด้วยการ”แฮก”เรื่องอื้อฉาว หมายขายข่าวแข่งกับฉบับอื่น)หลังจากอยู่มา ๑๘๓ ปี
สื่อที่พอจะไล่หลังตาม”สื่อออนไลน์”มาติดๆ ก็คือโทรทัศน์และสื่อวิทยุ เท่านั้น ซึ่งก็ล้วนแต่ละเลย”ความถูกถ้วน”(accuracy)ไปมากแล้วเช่นกัน ตัวอย่างพอมีจะยกมาให้เห็นนะครับ….เพียงแต่เกรงว่าจะถูกฟ้องร้อง
อย่างไรก็ตาม “สื่อออนไลน์”ก็มีจุดอ่อน คือ”เร็วไป-มากไป-ผิวเผินไป” จนไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน
ตรงนี้เอง ที่น่าจะเป็น”ช่องทาง”ของสื่อสิ่งพิมพ์ ที่จะกอบกู้ความน่าเชื่อ กลับคืนมา เพื่อการดำรงอยู่ชั่วกาลนาน
ถามว่า สื่อสิ่งพิมพ์ไทยทำข่าวเชิงลึก เชิงสืบสวนสอบสวนกันมากน้อยแค่ไหน คำตอบคือ”แบ๊ะ แบ๊ะ…”
คงปล่อยให้สำนักข่าวอิศรา ทำอยู่เพียงสำนักเดียว
ทีนี้ ก็มาถึงช่วงสำคัญที่ผมตั้งใจจะนำมาเสนอต่อสาธารณชนทั่วไป ได้ให้ความสนใจ คือกรณีที่”มานิจ สุขสมจิตร”สื่อมวลชนอาวุโส นำเสนอข้อมูลว่าด้วย”ความเป็นความตายของสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย”ต่อที่ประชุมราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้
เป็นการวิเคราะห์ความเสื่อมของสื่อสิ่งพิมพ์ไทยโดยละเอียด
พร้อมกับชี้ทางออกให้ เพื่อการอยู่รอด โดยหยิบยกกรณีศึกษา จากหนังสือพิมพ์”วอชิงตัน โพสต์”ว่า
อาจนำมาปรับใช้กับ”สื่อสิ่งพิมพ์ไทย”ได้
“มานิจ สุขสมจิตร”เล่าว่า “การพลิกผันของเทคโนโลยี”(Disruptive Technology )ซึ่งผมขออนุญาตเรียกตรงๆ ไม่อ้อมค้อมว่า คือ”สื่อออนไลน์” ทำให้”วอชิงตัน โพสต์”ซวดเซ เมื่อราว ๑๐ ปีที่แล้วนั้น จึงเสนอขายให้มหาเศรษฐีไฮเทค”เจฟฟรีย์ เพรสตัน เบโซส์”ซึ่งเป็นผู้บริหารเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐคือ”แอมะซอน”ในมูลค้า ๒๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมได้รับคำแนะนำจากเจ้าของ”วอชิงตัน โพสต์”ว่าชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของ”วอชิงตัน โพสต์”ที่มีมา ๑๔๐ ปีน่าจะช่วยได้ ทั้งนี้ ด้วยความหวังว่า “ออนไลน์”หรือ”อินเทอร์เนต”จะเปิดกว้างให้คนทั่วทั้งโลกได้อ่านหนังสือฉบับนี้ จากการเข้ามาเป็นสมาชิก
ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
ในการนี้เขา”ยกเครื่องใหม่”หมดทั้ง”เว็บไซต์”และ”แอพพลิเกชั่น”มือถือ พร้อมสร้าง”ซอฟท์แวร์”ที่มีประสิทธิภาพสูง ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ทุกวันนี้ “วอชิงตัน โพสต์”มีรายได้หลักจากการเก็บค่าสมาชิกรายละ ๑๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี มีสมาชิก ๑ ล้านราย ก็มีรายได้ ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
นอกนั้น ยังมีรายได้จากค่าโฆษณา การจัดสัมมนาและการจัด”อีเวนต์”ต่างๆ กับรายได้จากการขายในรูปเล่มปกติและจากหนังสือพิมพ์อีเล็กทรอนิกส์
“วอชิงตัน โพสต์”ยุคใหม่มีพนักงาน ๗๐๐ คน กลุ่มพนักงานที่สำคัญคือวิศวกรซึ่งจะไม่ก้าวก่ายงานในกองบรรณาธิการ
เป็นยังไงครับ จะมีใครกล้าดัดแปลงสื่อสิ่งพิมพ์ไทยฉบับใด อย่างกับ “วอชิงตัน โพสต์”บ้าง
ขอขอบคุณ ท่านพี่“มานิจ สุขสมจิตร” ที่เขียนรายงานชิ้นนี้ ขึ้นมาด้วยความปราณีตบรรจงยิ่ง
จึงบังอาจขออนุญาตนำมาย่อยย่อให้ง่ายเข้า ด้วยการช่วย”ตีปี๊บ”ต่อ เผื่อใครต่อใครจะสนใจเอาไปทำบ้าง
ถ้าผมเป็น”ฉาย บุนนาค” ผมลุยตามนี้เลยละครับ







