ถ้าชนชั้นนำยังผูกขาดอำนาจ

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ถ้าชนชั้นนำยังผูกขาดอำนาจ
วันนี้ผมจะอธิบายว่าผลกระทบที่จะเกิดจากการผูกขาดอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยครับ
จะดีหรือเลว ต่อสังคมไทยอย่างไร โปรดพิจารณา
ว่าในที่สุดแล้ว จะเกิดอะไรตามมา ถ้าชนชั้นผู้นำไม่สนใจดูแลชาวบ้านเอาแต่เล่นการเมืองระหว่างกัน เป็นที่สนุกสนาน ในเกมแย่งชิงอำนาจ ไม่สนใจดูแลชาวบ้านอย่างจริงใจและจริงจังอย่างที่เป็นอยู่
ทุกวันนี้ คนที่สามารถผูกขาดอำนาจที่เรียกเท่ๆ ว่า”อธิปไตย”ไม่ใช่ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆแน่นอนครับ
แต่เป็น”ชนชั้นผู้นำ”ที่”กีดกัน”อำนาจเอาไว้ใช้ในเฉพาะกลุ่มกันเอง ผ่านระบอบประชาธิปไตย หลังชิงอำนาจนั้นมาจากกษัตริย์
โดยหลอกให้ดูสวยหรูว่า เป็นอำนาจของปวงชน
พอกลุ่มชนชั้นผู้นำได้อำนาจนี้ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ก็เก็บไว้ใช้เอง เล่นเอง จะทำอย่างไรก็ทำได้
หรือจะ”ปู้ยี่ปู้ยำ”อย่างไรก็ได้
เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มและพวกเป็นส่วนใหญ่ มิใช่เพื่อโยชน์ของประชาชนทีมอบอำนาจให้
ประชาชนชาวบ้าน แม้จะได้ประโยชน์ แต่ก็ได้ในสัดส่วน ที่น้อยกว่ามาก
หาได้เฉลี่ยการใช้อำนาจและผลจากการใช้อำนาจ เผื่อแผ่เจือจานแก่ให้ชาวบ้าน อย่างเท่าเทียม มีเสมอภาพ ตามที่พูดไม่
ไม่ว่าด้วยการในการจัดการ(อำนาจบริหาร) ตรากฎหมาย(อำนาจนิติบัญญัติ) หรือรักษาความยุติธรรม (อำนาจตุลาการ)
จะใช้อำนาจกันอย่างไร ชาวบ้านมีแต่รับรู้ โดยไม่อาจโต้แย้งหรือขัดขืนในทุกกรณีตามระบอบนี้
ทั้งๆ ที่จำนวนชาวบ้านมีมากมายมหาศาล มากกว่าจำนวน”ชนชั้นนำ”หลายหมื่น หลายแสนเท่า
เมื้อ”ชนชั้นนำ”ผูกขาดอำนาจ”ผ่านระบอบประชาธิปไตยไว้ ก็เท่ากับผูกขาดการใช้ทรัพยากรของชาติโดยรวมเอาไว้ด้วย
กีดกันเอาทรัพยากรที่ว่า นำไปบริหารจัดการเพื่อผลประโยชน์ชนชั้นนำให้มากที่สุด เฉลี่ยไปให้ชาวบ้านในสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก
ชาวบ้านนั้น ได้ประโยชน์อย่างดี ก็พอจะมีอยู่มีกิน สบายบ้าง ไม่สบายบ้างก็ไม่ว่ากระไร เพราะรู้จักพอเพียง เหมาะเจาะสมควรตามความสามารถใฝ่หาทำมาหากินของพวกเขา
แต่พอมาตอนนี้ส่วนหนึ่งกลับเจอสภาพเลวร้าย อดอยากปากไหม้ ขาดแคลน เดือดร้อน มีแนวโน้มจะขยายไปยังส่วนใหญ่ในไม่ช้าไม่นาน
ยกตัวอย่างสภาพที่”แพงทั้งแผ่นดิน”อยู่ ณ บัดนี้
แถมไม่ได้รับความเป็นธรรม ยุติธรรม ที่ควรจะได้รับ และเกิดความลักลั่นกับชนชั้นผู้นำ
สรุปแล้วฝ่ายชนชั้นผู้นำกุมอำนาจผูกขาด ย่อมได้รับความยุติธรรมมากกว่า
ชนชั้นผู้นำที่ว่ามีนี้ได้แก่:-
๑ นักการเมือง
๒ กษัตริย์
๓ ข้าราชการ
๔ พ่อค้า-นักธุรกิจ
๑ นักการเมืองนั้นมีความสำคัญสูงสุดในระบอบประชาธิปไตยครับ แต่กลับไร้คุณธรรมโดยเฉลี่ย มีแนวโน้มที่จะฉ้อราษฎร์บังหลวง เอารัดเอาเปรียบด้วยมีความโลภเป็นที่ตั้ง
ทั้งๆ ที่ในระบอบประชาธิปไตยยกย่องให้เป็นตัวแทนชาวบ้าน ยกย่องให้ทำหน้าที่นำ ในการปกครองปกครองและบริหารประเทศ ทั้งในด้านบริหารและตรากฎหมาย
แนวโน้มโกงกินฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ว่า ยิ่งจะทวีมากขึ้น เพราะไม่เคยตระหนักว่าการเป็น”ชนชั้นนำ”ควรจะมีคุณธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีต่อราษฎรทั้งปวง
ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประชาธิปไตยมาเกือบจะ ๑๐๐ ปีแล้ว สู้ชาติเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ก็ไม่ได้ ชาวบ้านชาวช่องที่นั่น เขาอยู่ดีกินดีกว่าชาวเรามากนัก
๒ กษัตริย์ ซึ่งปัจจุบันไม่มีอำนาจในการบริหารปกครอง เป็นสถาบันที่กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองให้อ้างอิง โหนกระแส เพราะเป็นที่รักและศรัทธาเชื่อถือมาแต่โบราณกาลโดยปกครองบ้านเมืองมาด้วยทศพิธราชธรรม จะมีบกพร่องไปบ้างก็เฉพาะบางพระองค์
ฉะนั้นทุกวันนี้”กษัตริย์”จึงยังเป็นศูนย์รวมความสามัคคีในชาติเอาไว้ได้
แต่คนรุ่นใหม่ก็ไม่ตระหนักในความสำคัญนี้แล้ว จะ”มี”กษัตริย์”หรือ”ไม่มี”หรือพร้อมที่จะกำจัดไปให้พ้น
๓ ข้าราชการ นั้นต้องพูดย้อนกลับไปในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมัยกษัตริย์เป็นใหญ่ รวบอำนาจผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว แต่ใช้อำนาจการปกครองผ่าน”สมุหนายก”(หัวหน้าข้าราชการพลเรือน)และใช้อำนาจการป้องกันประเทศผ่าน”สมุหกลาโหม”(หัวหน้าข้าราชการทหาร)
ไม่ปรากฏว่ากษัตริย์ใช้อำนาจยุติธรรมผ่านใครชัดๆ แม้แต่ละยุคแต่ละสมัยตั้งแต่ยุคสุโขทัย มีเพียงการออกกฎระเบียบในการตัดสินคดีความเอาไว้
โดยสรุปแล้วในปัจจุบัน แม้จะตั้งกระทรวงกลาโหม แยกทหารออกมาจากกษัตริย์เพื่อลดทอนอำนาจ แต่โดยข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ ทหารกับกษัตริย์มีความผูกพันกันอย่างเหนียวแน่นที่สุด ต้องพึ่งพิงกันมากที่สุด เป็นหลักสำคัญที่สุดในการรักษาความมั่นคงของชาติ
ทุกวันนี้ ความสัมพันธ์นี้ก็ยังมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย
๔ พ่อค้า-นักธุรกิจ เรียกรวมๆ ว่า”กลุ่มทุน”คือจักรกลขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวบรวมความมั่งคั่งในชาติไว้ในกำมือ
ผู้คนในทุกข้อนี้ ล้วนมีปฏิสัมพันธ์กันในกิจกรรมการเมือง เกื้อหนุนกันตลอดในระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน โดยมีผลประโยชน์ช่วยโยงยึด
ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันรักษาผลประโยชน์ระหว่างกันเอาไว้ให้มากที่สุด
ใคร่เน้นย้ำว่า ทุกวันนี้”ชนชั้นนำ”ผูกขาดเล่นการเมืองกัน โดยไม่เห็นหัวชาวบ้านครับ
จนแทบจะไม่มีเวลาก้มลงดูทุกข์สุขของชาวบ้านร้านตลาด ชาวไร่ ชาวนา ชาวประมงและผู้ใช้แรงงาน(กรรมกร) ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองเล็กๆ จำนวนมากมายมหาศาลในสังคมชาติโดยรวม
ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นกลไก”แก่นแท้”ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ อย่างสำคัญที่สุด
ถามว่า หากไม่มีชาวบ้าน ร้านตลาด ชาวไร่ ชาวนา ชาวประมงและผู้ใช้แรงงาน(กรรมกร)แล้ว
หรือคนกลุ่มนี้ ไม่เล่นด้วยคือ ไม่ร่วมมือกับ”ชนชั้นผู้นำ”แล้ว
พร้อมใจกันแข็งข้อขึ้นมาเมื่อไร
จนถึงกับเกิดเหตุการณ์ประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติแล้ว
ผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไร
ประวัติศาสตร์ชาติจีน ซึ่งที่สุดประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติ ก็ต้องปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ในทุกวันนี้นั้น พอจะบอกชาตากรรมได้
ถามว่า“ชนชั้นนำ”จะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นเช่นนั้นหรือ
เตือนไว้ ณ ตรงนี้เลยว่า ขออย่าได้ประมาทไป







