เบ้าหลอมของความเป็นผู้นำ

เบ้าหลอมของความเป็นผู้นำ
บิลล์ จอร์จ กล่าวว่า ด้วยการจากไปของวอร์เรน เบนนิสเมื่อ ค.ศ 2014
ต้นโอคใหญ่ ได้ล้มลงมาด้วยผละกระทบที่รู้สึกไปทั่วโลก เล็กภายในความสูงทางร่างกาย วอร์เรน เบนนิส เป็นยักษ์ใหญ่ถายในสติปัญญาของเขา หัวใจของเขา และจิตวิญญานของเขา คล้ายกับต้นโอค วอร์เรน เบนนิส
มีรากลึกที่ค้ำจุนภูมิปัญญาของเขา และทำให้โลกสวยงามและเป็นมนุษย์มากขึ้น
ถ้าปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เป็นบิดาของการบริหาร วอร์เรน เบนนิส จะเป็นบิดาของความเป็นผู้นำ มันเป็นวอร์เรน เบนนิส บุคคลแรกที่กล่าวว่าความเป็นผู้นำไม่ได้คุณลักษณะพันธุกรรม แต่เป็นผลลัพธ์ของการค้นพบตัวเองตลอดชีวิต
ดังที่ครั้งหนึ่งเขาเขียนว่า “ตำนานความเป็นผู้นำอันตรายที่สุดคือ ผู้นำเป็นโดยกำเนิด นั่นคือเรามีปัจจัยพันธุกรรมต่อความเป็นผู้นำ ตำนานนี้ยืนยันว่า
บุคคลเพียงแค่มีคุณลักษณะบารมีบางอย่างหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องไร้สาระ
ที่จริงแล้ว ตรงกันข้ามเป็นความจริง ผู้นำสร้างไม่ใช่กำเนิด”
วอร์เรน เบนนิส และโรเบิรต โทมัส ได้ร่วมทีมค้นหายุคและค่านิยมได้สร้างความเป็นผู้นำสมัยใหม่อย่างไร ภายในหนังสือ “Geeks and Geezers” ผู้เขียนได้มุ่งผู้นำแก่ที่สุดของเรา ถูกเลี้ยงดูระหว่างการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่และสงครามโลกครั้งที่สอง และผู้นำหนุ่มสาวที่สุดของเรา เจริญเติบโตบนแสงจอคอมพิวเตอร์ กลุ่มของกรีเซอร์ประกอบด้วยผู้นำอายุมากกว่า 70 ปี ผู้นำจากกลุ่มของกรีคอายุต่ำกว่า 35 ปี
หนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนแปลงตลอดไปเราไม่เพียงแค่มองความเป็นผู้นำอย่างไร เเต่เป็นวิถีทางที่เราเรียนรู้และในที่สุดการมีชีวิตอยู่ของเรา
ภายหลังการสรุปสาระสำคัญของประเด็นและความซับซ้อนของความเป็นผู้นำและความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้เขียนได้ค้นหาโมเดลใหม่ของการพัฒนาความเป็นผู้นำ จุดศูนย์รวมอยู่ที่ เบ้าหลอม สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์การปฏิรูปที่สร้างบุคคลเป็นผู้นำ หรือบดขยี้พวกเขาไปสู่การถูกลืม องค์ประกอบที่เข้ามาสู่เบ้าหลอมของบุคคลเป็นปัจจัยของบุคคล และยุคที่เบ้าหลอมเกิดขึ้น ณ หัวใจของโมเดลนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า เบ้าหลอม เบ้าหลอมเป็นจุดเปลี่ยนแปลง ระบุเหตุการณ์ที่บังคับเราตัดสินใจเราคือใคร และเราสามารถอะไร เราได้พบว่าผู้นำทุกคนภายในการศึกษาของเรา หนุ่มสาวหรือแก่ ได้ผ่านอย่างน้อยที่สุดหนึ่งครั้งประสบการณ์การปฏิรูป
ที่รุนเเรง ประสบการณ์การปฏิรูปนี้อยู่ ณ หัวใจของการกลายเป็นผู้นำ
ภายในหนังสือของพวกเขา Crucibles of Leadership : How to Learn from Experience to Become a Great Leader วอร์เรน เบนนิส และ
โรเบิรต โทม้ส ได้สำรวจประสบการณ์สามารถสร้างหรือทำลายผู้นำอย่างไร ถามคำถาม ทำไมมันเป็น เมื่อผู้นำสองคนเผชิญความท้าทายอย่างเดียวกัน ผู้นำคนหนึ่งสามารถล้มเหลว แต่ผู้นำอีกคนหนึ่งเจริญรุ่งเรือง พวกเขาได้เสนอแนะว่า ในที่สุด มันเป็นอะไรที่ผู้นำสร้างจากประสบการณ์ของพวกเขา โดยเฉพาะความท้าทายและเหตุการณที่ไม่คาดหวังแสดงต่อผู้นำด้วย “ช่วงเวลาเบ้าหลอม” ของพวกเขา
บุคคลส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเบ้าหลอมคืออะไร มันเป็นภาชนะใส่ของเหลวที่ถูกใช้โดยนักเคมี ต้นกำเนิดภายในยุคกลาง มัน
ถูกใช้โดยนักเล่นเเร่แปรธาตุพยายามทำให้โลหะเป็นทอง
ภายในการศึกษาผู้นำบรรลุความสำเร็จมากที่สุดของโลกของพวกเขา
วอร์เรน เบนนิส และโรเบิรต โทมัส ได้มองเห็นความสม่ำเสมอที่สำคัญ
พวกเขาทุกคน หนุ่มสาวและเเก่ สามารถชี้ประสบการณ์ที่รุนแรง มักจะชอกช้ำ ไม่ได้วางแผนอยู่เสมอ ปฏิรูปพวกเขาและกลายเป็นแหล่งที่มาของ
ความสามารถความผู้นำที่เฉพาะของพวกเขา ผู้เขียนได้อธิบายประสบการณ์เปลี่ยนแปลงชีวิตเหล่านี้เป็น “เบ้าหลอม” ประสบการณฺ์ปฏิรูปที่บุคคลมาสู่ความรู้สึกใหม่หรือเปลี่ยนแปลงของเอกลักษณ์ วอรเรน ยืนยันว่าภายในความน่าเศร้าใจแต่ละอย่าง ผู้รอดชีวิต มีโอกาสเพื่อการปฏิรูป ยั่งยืนและเรียนรู้ และเจริญเติบโตจากประสบการณ์ อะไรเป็นช่วงเวลาเบ้าหลอมภายในชีวิตของเรา
วอร์เรน เบนนิส และโรเบิรต โทมัส ได้ยกตัวอย่างของนักธุรกิจชื่อ ซิดนีย์ ฮาร์แมน ครั้งหนึ่งได้ค้นพบโรงงานของเขาอยู่ภายใต้การขบถของคนงานภายหลังที่กริ่งหยุดพักกาแฟไม่ดัง
ซิดนีย์ ฮาร์เเมน นักธุรกิจอายุ 48 ปี เขาเป็นซีอีโอของของฮาร์แมน
คาร์ดอน ในขณะนี้เป็นฮาร์แมน อินเตอร์แนชั่นแนล บริษัทส่วนประกอบเครื่องเสียง วันหนึ่งในขณะที่อยู่มหาวิทยาลัย เขาได้ถูกบอกโรงงานภายในโบลิวาร์ เทนเนสซี ของบริษัทของเขา กำลังมีวิกฤติ เขาได้รีบมุ่งไปยังโรงงานโบลิวาร์ทันที เขาพบว่าปัญหาประทุขึ้นภายในแผนกขัดให้เป็นเงา
ตรงที่คนงานส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันผิวดำ ทำงานน่าเบื่อ หนักของการขัด
กระจกและชิ้นส่วนอื่น อยู่ภายใต้สภาวะขาดสุขภาพ
คนงานกะกลางคืนพักดื่มกาแฟตอนสี่ทุ่ม เมื่อกริ่งบอกสัญญานพังลง ผู้บริหารโดอำเภอใจตัดสินใจเลื่อนพักดื่มกาแฟไปสิบนาที เมื่อ่กริ่งอีกตัวหนึ่ง
ได้ถูกตั้งเวลา แต่คนงานอาวุโสคนหนึ่ง ชื่อโนอาห์ บี ครอสส์ ได้กล่าวแก่คนงานอื่น ผมไม่ได้ทำงานเพื่อกริ่ง กริ่งทำงานเพื่อผม มันเป็นงานของผมที่จะบอกผม
เมื่อไรมันสี่ทุ่ม ผมมีนาฬิกา ผมไม่รออีกสิบนาที ผมจะหยุดพักดื่มกาแฟของผม และคนงานที่เหลืออยู่ได้เข้าร่วมกับครอส ใช้การหยุดพักดื่มกาแฟของพวกเขา
เหตุการณ์เกิดขึ้น ณ โรงงานของบริษัทภายในโบลิวาร์ เทนเนสซี่ 50 ปี
ที่แล้ว และสร้างความตึงเครียดที่สามารถรื้อความเป็นผู้นำของซิดนี่ย์
ฮาร์แมน และทำลายชื่อเสียงของเขา แต่แทนที่จะพิสูจน์เป็นความหายนะต่อซิดนี่ย์ ฮาร์แมน
ช่วงเวลาได้กระตุ้นประสบการณ์ของการรับรู้ทันทีเแก่เขา คนงานถูกต้อง เทคโนโลยีต้องรับใช้พวกเขา ไม่ใช่ในทางกลับกัน ขอบคุณต่อการรับรู้นี้ ฮารเเมนได้กลายเป็นผู้บุกเบิกของการบริหารเชิงรุก พยายามทำงานเคียงข้างคนงานของเขาไมใช่อยูข้างบนพวกเขา
การขบถกฎของคนงาน การไม่ยอมรับที่จะกลัวต่อกฏที่ไร้สาระของ
ผู้บริหาร ได้แสดงให้เห็นต่อฮารแมน เทคโนโลยีที่นีต้องรับใช้บุคคล ไม่
ใช่ย้อนกลับ ผมรู้สึกตัวทันทีว่าทุกสิ่งทุกอย่างผมทำที่มหาวิทยาลัย
เหมาะสมที่จะประยุกต์ใช้ภายในธุรกิจ ฮารแมนได้ปรับปรุงโรงงานและ
การทำงานของมัน และกระตุ้นคนงานรับผิดชอบส่วนใหญ่ต่อการบริหารโรงงานของพวกเขา
ยิ่งกว่านั้นเขาได้สภาพแวดล้อม ตรงที่การคัดค้านไม่เพียงแค่ยอมรับแต่กระตุ้นด้วย หนังสือพิมพ์อิสระของโรงงาน “Bolivar Mirror” ให้ทางออกความคิดสร้างสรรค์และความรู้สึกแก่คนงาน
ซิดนีย์ ฮาร์แมน ได้กลายเป็นอย่างไม่คาดหวังผู้บุกเบิกของการบริหารแบบมีส่วนร่วม การเคลื่อนไหวที่มีอิทธิพลต่อการสร้่างสถานที่ทำงานทั่วโลก แนวคิดไม่ได้เป็นความคิดรู้สึกภายในสำนักงานของซีอีโอ และกำหนดให้แก่โรงงาน
ซิดนีย์ ฮาร์แมน กล่าว มันเจริญเติบโตตามธรรมชาติออกมาจากการลงไปดับไฟที่โบลิวาร์ การปฏิรูปของฮารแมนเป็นความคิดสร้างสรรค์ เขาได้เชื่อมโยงความคิดดูเหมือนไม่เกี่ยวพันกันสอวอย่าว และวิถีทางที่แตกต่างอย่างมากต่อการบริหาร รับรู้ทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมนุษย์ นอกจากการสร้างฮารแมน อินเตอรแนชั่นแนล เขาได้รับใช้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ภายใต้จิมมี่ คาร์เตอร์ แต่เขามองกลับอยู่เสมอต่อเหตุการณ์ภายในโบลิวาร์
เป็นเหตุการณ์พัฒนาภายในชีวิตวิชาชีพของเขา ช่วงเวลาที่เขาเข้าไปสู่ตัวเขาเองเป็นผู้นำ
เขาใช้โอกาสสะท้อนเขาสามารถปรับปรุงสภาวะเพื่อคนงานอย่างไร
และให้พวกเขาความรู้สึกของการให้อำนาจ ความรับผิดชอบ และความเป็นเจ้าของ นั่นคือเขากระตุ้นการไม่เห็นด้วยท่ามกลางคนงานของเขาเป็นความเป็นผู้นำของการปฎิรูป 50 ปีที่ผ่านมา คุณลักษณะที่แสดงโดยฮารแมนระหว่างช่วงเวลาเบ้าหลอมของเขาทำให้เขาปรากฏเป็นผู้นำที่เข้มแข็งขึ้น เชื่อถือได้มากขึ้นภายในช่วงเวลาที่สามารถทำลายชื่อเสียงของเขา
ความสามารถของเขาที่จะยึดสภาพแวดล้อมอะไรกำลังเป็นอยู่ภายในโรงงานของเขา ทำให้เขาคล่องตัวที่จะปรับตัวด้วยวิถีทางที่ผืดแบบแผน
และความอุตสาหะของเขารับมือกับความตึงเครียดระหว่างคนงานและผู้บริหารของพวกเขาได้ให้เขารากฐานที่มั่นคงจากที่เขาสามารถรับรู้ได้ดีที่สุดความท้าทายวางไว้ตรงหน้าเขา
รายละเอียดของเรื่องราวของซิเนีย์ ฮาร์แมนจะเฉพาะ แต่ความสำคัญของมันจะไมใช่ ภายในการสัมภาษณ์ผู้นำระดับสูง 40 คนภายในธุรกิจและภาครัฐ ตลอดสามปีที่ผ่านมา เราได้ประหลาดใจพบว่าพวกเขาทุกคน หนุ่มสาว
หรือแก่ สามารถชี้ประสบการณ์รุนแรง มักจะขอกช้ำ ไม่วางแผนอยู่เสมอ
ปฏิรูปพวกเขา และกลายเป็นแหล่งที่มาของความสามารถความเป็นผู้นำที่เฉพาะของพวกเขา

ไม่มีใครเคยพูดว่าการเป็นผู้นำง่าย เราได้ยินเกี่ยวกับการนำโดยตัวอย่างตลอดเวลา เเต่อะไรเกี่ยวกับตัวอย่างของการนำ บิลล จอร์จ ได้สรุปว่าบุคคลที่เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา หรือ “เบ้าหลอม” – การทดสอบที่หนักหน่วง – ดังที่เขาเรียกมัน และเดินตามเข็มทิศความเป็นผู้นำของพวกเขา “ทิศเหนือ”
สามารถบรรลุความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ทิศเหนือที่แท้จริงเป็นความเชื่อที่ยึดลึกที่สุดของเรา ค่านิยมที่เราดำเนินชีวิต และหลักการที่เรานำ ดังนั้นมันเป็นสาระสำคัญของเราคือใคร เราคือใครในฐานะของบุคคลหนึ่ง เรารู้จุดศูนย์กลางของเรา มันเหมือนกับเข็มทิศศีลธรรมของเรา ทิศเหนือที่แท้จริงของเราอยู่บนพื้นฐานอะไรสำคัญที่สุดต่อเรา ค่านิยมที่ยึดมั่นที่สุดของเรา ความลุ่มหลงและเเรงจูงใจของเรา แหล่งที่มาของความพึงพอใจภายในชีวิตของเรา
ทำนองเดียวกับเข็มทิศชี้ไปยังขั้วเเม่เหล็ก ทิศเหนือที่แท้จริงของเราดันเราไปสู่ความมุ่งหมายของความเป็นผู้นำของเรา เมื่อเราเดินตามเข็มทิศภายในของเรา ความเป็นผู้นำของเราจะเเท้จริง และบุคคลจะต้องการตามธรรมชาติเชื่อมโยงกับเรา แม้ว่าบุคคลอื่นอาจจะชี้นำหรือมีอิทธิพลต่อเรา
ความจริงของเราได้มาจากเรื่องราวชีวิตของเรา และเราเท่านั้นสามารถพิจารณามันควรจะเป็นอะไร
ทิศเหนือที่แท้จริงเกี่ยวกับการเดินทางของผู้นำไปสู่ความซื่อสัตย์และความเป็นจริง นี่พิสูจน์ความจริงภายในบทละครของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ “The Crucible” อาร์เธอ มิลเลอร์
ได้ทำให้ถ้อยคำ การทดสอบที่หนักหน่วงเป็นที่นิยมแพร่หลาย ด้วยการใช้ถ้อยคำนี้ภายในบทละครที่เขาเขียนเมื่อ ค.ศ 1953
The Crucible เกี่ยวกับการสอบสวนแม่มดแห่งซาเร็ม ความซื่อสัตย์ของจอห์น พรอคเตอร์ต่อความเชื่อของเขาถูกทดสอบด้วยการคุกคามของการแขวนคอต่่อการใช้เวทมนต์คาถา
เรามีการอภิปรายเริ่มแรกเกี่ยวกับความเป็นผู้นำด้วยคำถามของผู้นำถูกเรียนรู้หรือกำเนิด ธรรมชาติหรือฝึกอบรม ในขณะที่การโต้เถียงดำเนินต่อไป การเห็นด้วยโดยทั่วไปคือเป็นทั้งสอง นั่นคือเรามีการทับซ้อนระหว่าง
การสร้างทางชีวภาพและอะไรที่เราเรียนรู้ผ่านทางประสบการณ์ชีวิตของเรา บอกการตัดสินใจความเป็นผู้นำของเรา มันไม่ใช่เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
มันเป็นทั้งสองอย่าง วอร์เรน เบนนิส และโรเบิรต โทมัส ภายใน “Crucible of Leadership” ของพวกเขา นำเสนอรากฐานที่การรักษาความเป็นผู้นำที่แท้จริงไม่ได้มาจากหนังสือ การประชุมปฏิบัติการ หรือคณะบริหารธุรกิจ แต่มาจากบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต
วอร์เรน เบนนิส กล่าวว่า เราเรียกประสบการณ์ที่สร้างผู้นำว่า “เบ้าหลอม” ต่อผู้นำที่เราสัมภาษณ์ ประสบการณ์เบ้าหลอมเป็นการสอบสวนหรือทดสอบ จุดของการสะท้อนตัวเองที่ลึกบังคับให้พวกเขา
สงสัยพวกเขาคือใคร และอะไรสำคัญต่อพวกเขา มันต้องการให้พิจารณาค่านิยมของพวกเขา สงสัยต่อสมมุติฐานของพวกเขา พวกเขาเกิดขึ้นจาก
เบ้าหลอมที่เข้มแข็งขึ้น และมั่นใจมากขึ้นของตัวพวกเขาเองและความมุ่งหมายของพวกเขา เปลี่ยนแปลงภายในวิถีทางรากฐานบางอบ่าง
โดยความหมาย เบ้าหลอมเป็นประสบการณ์ปฏิรูปบุคคลมาสู่ความรู้สึกใหม่หรือเปลี่ยนแปงของเอกลักษณ์ การวิจัยของพวกเขาเสนอแนะว่า
ตัวชี้
ที่เชื่อถือได้ของความเป็นผู้นำที่แท้จริงคือ ความสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์แม้ว่าลบที่สุด ผู้นำที่ผิดธรรมดาเป็นประเภทหนึ่งของนก
ฟินิกส์เกิดขึ้นจากขี้เถ้า พวกเขาชี้ว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่มีทักษะสำคัญที่สุด
คือ ความสามารถปรับตัว ความสามารถวิเศษชนะความทุกข์ยาก และปรากฏเข้มแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อน
วอร์เรน เบนนิส ได้อภิปรายเบ้าหลอมภายใน On Becoming a Leader
“เบ้าหลอมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญภายในกระบวนการของการกลายเป็นผู้นำ” ผู้นำเรียนรู้ที่จะนำจากประสบการณ์อย่างไร การฝึกอบรมที่เป็นทางการสามารถช่วย แต่มันไม่ทดแทนการเรียนรู้จากและนอกการทำงานได้ การพัฒนาความเป็นผู้นำบนพื้นฐานของประสบการณ์ บริษัทได้พลาดโอกาสที่จะพัฒนาผู้นำด้วยการรวมชีวิตและประสบการณ์งานของพวกเขา
โดยเฉพาะประสบการณ์เหล่านี้เรียกว่าเบ้าหลอม
ภายใน Leading for a Lifetime วอร์เรน เบนนิส ได้พิจารณากระบวนการ
ที่เบ้าหลอมสอนบทเรียนความเป็นผู้นำ
ภายในบทความฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว 2002 ของพวกเขา Crucible of Leadership วอร์เรน เบนนิส และโรเบิรต โทมัส ได้ระบุ “ประสบการณ์เบ้าหลอม” เป็นประสบการณ์ที่รุนเเรงหรือชอกช้าที่มีโอกาสปฏิรูปผู้นำดีขึ้นหรือเลวลง
จากมุมมองของวอร์เรน เบนนิส และโรเบิรต โทมัส เรามีช่วงเวลาสำคัญที่บุคคลเผชิญภายในชีวิต บทเรียนความเป็นผู้นำที่มาจากการเดินทางเอาชนะความทุกข์ยาก เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ผู้เขียนเรียกเบ้าหลอม
เจฟฟ์ อิมเมลท์ : ชนกำแพง ผู้นำหลายคนผ่านเบ้าหลอม เมื่อพวกเขามีประสบการณ์ ณ งานที่ทดสอบความรู้สึกของตัวเอง ค่านิยมของพวกเขา หรือสมมุติฐานของพวกเขาเกี่ยวกับอนาคต ผทเรียกสิ่งนี้ว่า “ชนกำแพง”
เพราะว่าประสบการณ์คล้ายกับรถเเข่งวิ่งเร็วชนกำแพงของลู่ บางสิ่งบางอย่างที่ผู้นำสูงขึ้นส่วนใหญ่มีประสบการณ์ อย่างน้อยทีสุดครั้งหนึ่งใภาย
ในอาชีพของพวกเขา
ซีอีโอเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค เจฟฟ์ อิมเมลท์ เป็นดาวรุ่งภายในกลางสามสิบของเขา เมื่อเขาเผชิญกับความท้าทายลำบากที่สุด การขอให้เขากลับไปที่ธุรกิจพลาสติคของจีอี เป็นหัวหน้าของการขายและการตลาดโลก เขาได้
ขอสงวนการยอมรับการย้าย เพราะว่ามันไม่ได้เป็นการเลื่อนตำแหน่ง เเจ็ค เวลซ์ ได้บอกเขา ผมรู้นี่ไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณต้องการทำ แต่นี่เป็นเวลาที่คุณ
รับใช้บริษัท
ด้วยการเผชืญกับการแข่งขันที่รุนแรง หน่วยธุรกิจได้เข้าไปสู่่หลายสัญญาราคาคงที่ระยะยาวกับลูกค้าที่สำคัญ รวมทั้งผู้ผลิตรถยนต์อเมริกัน เมื่อเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนของหน่วยธุรกิจสูงขึ้น การบริหารของเจฟฟ์ อิมเมลท์ทำให้พลาดเป้าหมายกำไรไป 30 ล้านเหรียญ หรือ 30% ของงบประมาณของพวกเขา เขาได้พยายามเพิ่มราคา แต่ความก้าวหน้าจะช้า และการกระทำของเจฟฟ์ อิมเมลท์ ทำให้ความสัมพันธ์กับเจ็นเนอรัล มอเตอร์ เลวลง
ความกดดันที่รุนเเรงนี้ต่อเจฟฟ์ อิมเมลท์ที่จะสร้างผลลัพธ์ และบังคับให้แจ็ค เวลซ์ แก้ปัญหา ด้วยการพูดกับซีอีโอของจีเอ็ม
เจฟฟ์ อิมเมลท์ อยู่ภายใต้ความกดดันต่อการสร้างผลลัพธ์ทันที แต่เขา
ต่อสู้เเรงกดดันที่จะประนีประนอม และใช้เส้นทางระยะยาวทำให้ธุรกิจกลับมาอยู่บนลู่ ความสำเร็จของเจฟฟ์ อิมเมลท์ ภายในการนำการฟื้นฟูนี้ ตระเตรียมเขากลายเป็นผู้สืบทอดของเเจ็ีค เวลซ์ ตรงที่เขาเผชิญแรงกดดันมากขึ้น แต่ได้อยู่บนเส้นทางของทิศเหนือที่แท้จริงของเขาสร้างจีอีเพื่อสิบปีข้างหน้า
ผู้นำแบบเเท้จริงตระหนักตัวเอง จริงใจ ขับเคลื่อนด้วยภารกิจ แสงหาผลลัพธ์ นำด้วยจิตใจ และมุ่งระยะยาว บิลล จอร์จ ยืนยันว่าเพื่อการกลายเป็นผู้นำแบบเเท้จริง เราต้องเข้าใจเรื่องราวชีวิตของเรา ก่อนที่เราสามารถให้บุคคลอื่นเข้าใจเรา ความสามารถใช้เรื่องราวชีวิตของเรา ทำให้มันสัมพันธ์ต่อบทบาทของเราเป็นผู้นำ และบุคคลมองเห็นพวกเขาสามารถสัมพันธ์อย่างไรจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง
นักจิตวิทยา อับราฮัม มาสโลว์ พบว่าความเศร้าโศรกและความชอกช้ำเป็นประสบการณ์เรียนรู้ของมนุษย์สำคัญที่สุด การทดสอบที่ทรหดสามารถทำให้บุคคลเรียนรู้ชีวิตภายในความไม่แน่นอน และพวกเขามีการควบคุม
ที่จำกัดเหนือเหตุการณ์ ไม่นานมานี้ ความเป็นจริงใหม่กำลังเกิดขึ้นที่ให้อำนาจบุคคลมองการทดสอบที่หนักหน่วงและประสบการณ์ที่ยุ่งยากของ
พวกเขาเป็นโอกาสของการเจริญเติบโต เราเรียกวิถีทางนี้ว่า การเจริญเติบโตหลังความชอกช้ำ ความเจ็บปวดมีอยู่ทั่วไป เราพลิกฟื้นมันจนกลายเป็นพลังบวกที่สร้างสรรค์ได้
ผู้นำหลายคนมีประสบการณ์การปฏิรูป ประสบการณ์การปฏิรูปอาจจะมา ณ จุดใดภายในชีวิตของเรา การปฏิรูปของผู้นำหลายคนเกิดขึ้นจากผ่าน
การทดสอบที่หนักหน่วง ภายใน “Geeks and Geezers” วอร์เรน เบนนิส
ได้อธิบายแนวคิดของเบ้าหลอมเป็นการทดสอบผู้นำต่อ
ขีดจำกัดของพวกเขา เบ้าหลอมสามารถกระตุ้นโดยเหตุการณ์เหมือนเช่นการเผชิญสถานการณ์ยุ่งยาก ณ การทำงาน หรือเกิดขึ้นจากประสบการณ์ความเจ็บปวดส่วนบุคคล เช่น การเสียชีวิตของบุคคลที่รัก
ตามความเชื่อที่ผิดว่าผู้นำเป็นโดยกำเนิด บิลล์ จอร์จ กล่าวว่า ความเป็นผู้นำเป็นการรวมกันของของคุณลักษณะที่เราเกิดมา แต่จากนั้นเราต้องพัฒนา มันไม่แตกต่างจากนักเล่นเซลโลที่ไปคาร์เนกี้ ฮอลล์ เราไมเพียงแค่แสดง เราต้องฝึกฝนทุกวัน และผมคิดว่าบุคคลต้องฝึกฝนความเป็นผู้นำ
ของพวกเขาทุกวัน
จงคิดถึงช่วงเวลาท้าทายที่สุดภายในชีวิตของเรา บางทีมันเป็นคนที่เรารักจากไป หรือเรามีวิกฤติสุขภาพส่วนบุคคล หรือเราสูญเสียงานของเราหรือครอบครัวของเรา ไม่ว่ามันเป็นอะไร มันเป็นเวลาวิกฤติของเรา แต่มันเป็นเวลาที่ทำให้เราสะท้อนลึกเกี่ยวกับเราคือใคร และอะไรสำคัญอย่างแท้จรืงภายในชีวิตของเราด้วย
ช่วงเวลาความเจ็บปวดขับเคลื่อนบุคคลไปสู่วกเวียนไปข้างล่าง เมื่อพวกเขาไม่ยอมรับจัดการหรือยอมรับเบ้าหลอมของพวกเขา มันทำให้ความทรงจำเจ็บปวดมากขึ้น ภายหลังการอ่าน “True North” เปรโด อัลกอร์ตา บุคคลหนึ่งของผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินตก 1972 ที่มีชื่อเสียงบนภูเขาแอนดีส ได้ส่งจดหมายของเขามาถึงผม เขาเขียนว่าในขณะที่บินกับเพื่อน 45 คน เครื่องบินของเขาตกลงบนแอนดีส ภายหลัง 72 วันยากที่จะอยู่รอดชีวิต
บนภูเขาโดยไม่มีอาหารหรือเสื้อผ้า ในที่สุดสิบหกคนของพวกเราได้ถูกช่วยชีวิต นาน 35 ปี เปรโด อัลกอร์ตา ไม่เคยกล่าวถึงการเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นี้แก่ใครเลยนอกจากภรรยาของเขา ทั้งที่ทั่วโลกได้แพร่หลายเหตุการณ์เหล่านี้ ตอนที่เป็นนักศึกษาเอ็มบีเอ ณ สแตนฟอร์ด เขาไม่เคยเล่าแก่เพื่อนร่วมชั้นของเขาเลย
ผู้รอดชีวิตสิบหกคนต้องกินเนื้อสดเพื่อนของพวกเขารักษาไว้ภายในหิมะ
ผมคิดว่าความเศร้าสลดยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมรู้สึกคือเมื่อผมต้องกินร่างกายที่เสียชีวิต ผมถามตัวผมเอง มันคุ้มค่าต้องทำสิ่งนี้หรือไม่ มันเป็นเพราะว่าเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่และรักษาชีวิต
เปโดร อัลกอร์ตา อายุ 21 ปี เมื่อเครื่องบินที่เขาเดินทางกับเพื่อนจากทีมรักบี้อุรุกวัย โอลด์ คริสต์มาส ตกบนภูเขาเเอนดีส ระหว่างเที่ยวบินไปชิลี การตกของเครื่องบินบนแอนดีสได้สร้างชื่อเสียงโดยหนังสือขายดีที่สุด
และภาพยนตร์ฮอลลีวูด “Alive” และกลายเป็นที่รู้จักกันเป็น “ความมหัศจรรย์ของแอนดีส”
เปรโด อัลกอร์ตาต้องรับมือที่จะอยู่รอดชีวิตเคียงข้างกับผู้รอดชีวิตคนอื่น 71 วันภายใน
ลำตัวของเครื่องบินที่พังแล้ว ทีมเผชิญกับความเศร้าสลดที่สุดและยากที่สุดของปัญหาทางศีลธรรม เมื่อพวกเขาถูกบังคับให้กินเนื้อเพื่อนที่ตายของพวกเขา เพื่อที่จะอยู่รอดชีวิต สภาวะน่ากลัวมากกว่าที่เราสามารถจินตนาการ การมีชีวิตอยู่ ณ 4,000 เมตรโดยไม่มีอาหาร เหตุผลข้อเดียวเท่านั้นทำไมเรามีชีวิตอยู่วันนี้ เพราะว่าเรามีเป้าหมายของการกลับบ้าน บุคคลที่รักของเราให้ชีวิตเรา ผมกลับมาชีวิตภายหลังผมได้ตายไปแล้ว
พาร์ราโด กล่าว แม่และน้องสาวของเขาตายบนแอนดีส ประสบการณ์ของเขาทำให้เขากลัว แต่ทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น และนำเขาไปสู่การชื่นชมที่เพิ่งค้นพบเพื่อชีวิต
ณ ประมานเวลานี้ เราตกลงมาภายในแอนดีส วันนี้อยู่ที่นี่เพื่อที่จะชนะเกม
เปรโด อัลกอร์ตา อายุ 61 ผู้รอดชีวิต พูด เมื่อเขาได้ตระเตรียมบนสนามกีฬาล้อมรอบด้วยภูเขา แข่งขันกับผู้เล่นชิลีก่อนหน้านี้ พวกเขาได้พบกัน
เมื่อ ค.ศ 2012 ครบรอบปีที่ 40 ของเครื่องบินตก
ภายหลังการอ่าน True North เปรโด อัลกอร์ตา ได้เริ่มต้นประมวลเหตุการณ์นี้ได้สร้างชีวิตของเขาอย่างไร เมื่อเขามาเยี่ยมห้องเรียนคณะบริหารธุรกิจของผม เขาได้ร่วมวิถีทางอย่างหนึ่งที่จะจัดการ
กับเบ้าหลอมคือ การใช้เหตุการณ์ปฏิรูปบาดเเผลของเราให้เป็นไข่มุก เขาได้ใช้คำพูดเปรียบเทียบหอยมุก เมื่อทรายขูดหอยมุก มันเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่จะปกปิดความระคายเคืองป้องกันตัวมันเองด้วย
ฝาหอย เเม่ของมุก ในที่สุดไข่มุกตัวมันเอง เราได้ทำให้แผลของเราเป็นไข่มุกหรือไม่

เจ้าชายแฮรี่ยอมรับว่าเขาแสวงหาคำปรึกษาสุขภาพทางจิตภายหลังแม่ของเขาเสียชีวิต เพราะว่าเขาไม่สามารถรับมือได้ เขาหยุดความรู้สึกของเขาทุกอย่างเกือบสองทศวรรษ เนื่องจากความเศร้าโศรกต่่อการเสียชีวิตของแม่ของเขา ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เขาได้ยกย่องพี่ชายของเขา เจ้าชาย
วิลเลียม ด้วยการกระตุ้นเขาแสวงหาการสนับสนุนสุขภาพทางจิต ช่วยเขาจัดการกับความโกรธและความเจ็บปวดของเขา
เจ้าชายแฮรี่ยอมรับต่อความรู้สึกหงุดหงิด เมื่อเขาพูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับ
ความเจ็บปวดจากความคับข้องใจ เข้าใกล้การเสียสติ และเป็นปัญหาอย่างมากต่ออายุ 20 กว่าปีของเขา เขาเป็นบุคคลภาพลักษณ์สูงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ แต่ได้พูดเกี่ยวกับความปวดร้าวทางจิตใจส่วนบุคคล ชีวิตที่อภิสิทธ์ภายในพระราชวัง ไม่ได้ป้องกันเขาจากสุขภาพที่ไม่ดี ลูกชายของไดอานาหวังว่าการแสดงต่อหน้าของความซื่อสัตย์จะช่วยทำลายการห้ามที่
ยังคงรายรอบสุขภาพทางจิตใจ
เจ้าหญิงไดอานาเสียชีวิตจากการชนของรถยนต์ภายในอุโมง ปารีส เมื่อ ค.ศ 1997 เจ้าชายแฮรี่ กล่าวว่า วิถีทางของผมรับมือกับมันเป็นการฝังหัวของผมภายในทราย ไม่ยอมที่จะคิดเกี่ยวกับแม่ของผม ผมคิดว่า มันทำให้เราเศร้าใจเท่านั้น มันไม่ได้นำเธอกลับมา ดังนั้นจากด้านความรู้สึกแล้ว ผมเชื่อว่าถูกต้อง อย่ายอมให้อารมณ์ของเราเป็นส่วนหนึ่งของอะไรก็ตาม
เจ้าชายแฮรีได้เปิดเผยเขาเเสวงหาคำปรึกษาภายหลังการใช้เกือบยี่สิบปี
ไม่คิดถึงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแม่ของเขา ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลซ์
เจ้าชายแฮรี ได้กล่าวว่า ผมสามารถกล่าวอย่างปลอดภัยได้ว่าการสูญเสียแม่ของผมตอนอายุ 12 ปี และได้หยุดความรู้สึกของผมทุกอย่างเมื่อ 20 ปี
ที่ผ่านมา มีผลกระทบค่อนข้างรุนแรงไม่่เพียงแต่ชีวิตส่วนตัวของผมเท่านั้น แต่เป็นงานของผมด้วย ผมน่าจะเข้าไปใกล้มากกับเสียสติภายในหลายเหตุการณ์ เมื่อความเศร้าสลดทุกอย่างและการโกหกและความเข้าใจผิด
ทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาหาเราจากทุกมุม
เรื่องราวของเจ้าชายแฮรี่ สอนเราไม่สามารถเผาเบ้าหลอมได้ ความเศร้า
โศรกของเจ้าชายแฮรีต่อเจ้าหญิงไดอานาสามารถสอนอะไรต่อผู้นำทุกคน
บิลล จอร์จ ได้วิจารณ์เรื่อวราวของเจ้าชายแฮรี่ เตือนใจเราว่าเราไม่สามารถเผาเบ้าหลอมของเราด้วยการทำให้ความเจ็บปวดหยุดยั้งได้ แต่เราต้องเผชิญมันซึ่งหน้า และสร้างกรอบใหม่มันเป็นประสบการณ์การเจริญเติบโต ด้วยการทำสิ่งนี้
ปลดเปลื้องการแก้ตัวทุกอย่างของเรา และนำเราไปสู่สถานที่ลึกที่สุด ตรงที่เรารับรู้ว่าเราคือใครอย่างแท้จริง และอะไรสำคัญที่สุดภายในชีวิตของเรา
ภายในสารคดีของแอปเปิ้ลทีวีใหม่ของเขา “The Me You Can’t See” เขาได้สร้างร่วมกับโอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าชายแฮรี่ ได้ร่วมความชอกช้ำที่เขามีประสบการณ์ระหว่างพิธีศพของแม่ของเขา
ผมไม่ต้องการคิดเกี่ยวกับเธอ เพราะว่าถ้าผมคิดเกี่ยวกับเธอ มันจะหยิบยกข้อเท็จจริงที่ผมไม่สามารถนำเธอกลับมาได้ และมันทำให้ผมโศรกเศร้า
ประเด็นคืออะไรภายในการคิดเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างทีโศรกเศร้า ประเด็นคืออะไรของการคิดเกี่ยวกับบุคคลบางคนที่เราสูญเสีย และเราไม่เคยนำกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง และผมได้ตัดสินใจไม่พูดเกี่ยวกับมัน
ภายหลังระยะหนึ่งของการไม่ประมวลการเสียชีวิตของแม่ของเขา สุขภาพทางจิตใจของเขาได้ต่อสู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขา การขอความช่วยเหลือของเขาภายในครอบครัวได้พบกับความเงียบ
สมาชิกของครอบครัวได้กล่าวเพียงแค่เล่นเกม และชีวิตจะดีขึ้น แต่ผมมีเรื่องแม่ของผมมากภายในผม ผมรู้สึกราวกับว่าผมอยู่ภายนอกระบบ แต่ผมยังคงติดอยู่ที่นี่ วิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะอิสระตัวเราเองและแหกออกไป มันต้องบอกความจริง
เจ้าขายแฮรี่ได้ร่วมเรื่องราวที่เจ็บปวดของการเกือบเสียสติ ต่อการเสียชีวิตของไดอานาเเม่ของเขา
ตลอด 20 ปี เขาได้พยายามเผาความโศรกเศร้าของเขา ด้วยการรับใช้ทางทหารอย่างมีเกียรติ และจัดงานเลี้ยงหลีกเลี่ยงการคิดเกี่ยวกับการสูญเสียของเขา
แต่นั่นนำเขาให้หลงทางเท่านั้น เจ้าชายแฮรี่ ได้สมัครเข้าภายในกองทัพอังกฤษ ตรงที่เขาได้รับใช้อยู่สิบปี รวมทั้งการเดินทางไปอัฟกานิสถาน
สองครั้ง
ขอบคุณต่อคำแนะนำจากเจ้าชายแฮรี่ เขาแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพ
และในขณะนี้้อยูบนเส้นทางของการฟื้นตัว ทำนองเดียวกับบุคคลอื่นที่มีประสบการณ์กับการทดสอบอย่างทรหด เจ้าชายแฮรี่พยายามหลีกเลี่ยงการคิดเกี่ยวกับการสูญเสียของเขา แต่จิตใจทีมีพลังของเขานำมันกลับมาตลอดเวลา เรื่อราวของเขาเตือนใจเราทุกคนให้รับมือกับเบ้าหลอมของเรา ประมวลความเศร้าโศรกทำให้มันมีเหตุผล ก่อนที่มันกลายเป็นเจริญเติบโตและเจริญรุ่งเรืองส่วนบุคคล
แต่กระนั้นเจ้าขายแฮรี่ไม่ได้เป็นบุคคลเดียว ภายหลังจากการพิมพ์ของ
True North เมื่อ ค.ศ 2007 ผมได้รับจดหมายจากเปโดร อัลกอร์ตา บุคคลหนึ่งของผู้รอดชีวิต 16 คนจากครื่องบินตกบนภูเขาเเอนดีส เปรโด อัลกอร์ตา เเละเพื่อนของเขาอยู่บนภูเขา 70 วัน ต่อสู้ที่จะอยู่รอดชีวิตโดยไม่อาหารหรือน้ำ นาน 35 ปี เปรโด อัลกอร์ตา ได้เผาเบ้าหลอมของเขา ณ คณะบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด เขาไม่ได้บอกใครเลยเกี่ยวกับความเจ็บปวดของเขา แต่ประสบการณ์ทำให้กลับมา ด้วยการประมวลมัน เขาได้ค้นพบทิศเหนือที่แท้จริงของเขา และเริ่มต้นบนอาชีพใหม่ของการร่วมเรื่องราวของเขา และข่วยเหลือบุคคลอื่นเจริญเติบโตจากเบ้าหลอมของพวกเขา
เปรโด อัลกอร์ตาได้อ้างวิถีทางสามอย่างจัดการกับความทรมานอย่างรุนเเรง
*จงเป็นเหยื่อด้วยการด้วยการดำรงชีวิตของเรามองย้อนกลับไป ด้วยความโกรธ และตำหนิเกี่ยวกับอะไรที่เกิดขึ้นกับเรา
*การดำรงชีวิตของเราราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่ความทรงจำและความเจ็บปวดยังคงเผาใหม้ข้างในเรา
*การใช้เหตุการณ์ปฏิรูปบาดแผลของเราให้เป็นไข่มุก
สิ่งที่น่าเศร้าใจเกี่ยวกับการเป็นเหยื่อคือ เราไม่เคยรู้สึกเราสามารถไว้ใจบุคคลอื่น และนำไปสู่ชีวิตปรกติ การเผาเบ้าหลอมไช้ไม่ได้ด้วย
ม้นจะขึ้นมาสู่ผิวน้ำใหม่อย่างสม่ำเสมอ การสร้างกรอบใหม่ทำให้ความเจ็บปวดเป็นประสบการณ์เจริญเติบโต สามารถแสดงเราวิถีทางต่อความมุ่งหมายของชีวิตของเรา และทำให้เราสามารถใช้ความยากลำบากของเราช่วยเหลือบุคคลอื่นได้ ในขณะนี้เขาได้ทุ่มเทตัวเขาเองทำงานเป็นที่ปรึกษา และทำเกษตรภายในอุรุกวัย

ผู้นำเบบแท้จริงต้องการอย่างจริงใจรับใช้บุคคลอื่นผ่านทางความเป็นผู้นำของพวกเขา พวกเขาให้อำนาจแก่บุคคลที่พวกเขานำ สร้างความแตกต่าง
จากที่พวกเขาอยู่บนอำนาจ เงิน หรือชื่อเสียงแก่ตัวพวกเขาเอง พวกเขาถูกนำทางด้วยหัวใจ ความลุ่มหลง และความเห็นอกเห็นใจ พวกเขานำด้วยความมุ่งหมาย ความหมาย และค่านิยม พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
กับบุคคล บุคคลอื่นเดินตามพวกเขา เพราะว่าพวกเขารู้ว่ายืนอยู่ตรงไหน พวกเขาสม่ำเสมอและวินัยตนเอง เมื่อหลักการของพวกเขาถูกทดสอบ
พวกเขาไม่ยอมประนีประนอม
เพื่อที่จะกลายเป็นผู้นำแบบแท้จริง เราแต่ละคนต้องพัฒนาสไตล์ความเป็นผู้นำของเราเอง สอดคล้องกับบุคลิกภาพและคุณลักษณะของเรา สไตล์ความเป็นผู้นำของเราไม่ใช่อะไรสำคัญ แต่กระนั้นมันสำคัญว่าเราพัฒนา
สไตล์ความเป็นผู้นำของเราที่ใช้การได้ดีต่อเรา และสอดคล้องกับบุคลิกภาพและคุณลักษณะของเรา
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มักจะถูกอ้างเป็นตัวอย่างที่ส่งแสงของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง การใช้ถ้อยคำที่มีคุณธรรม จริยธรรม และบันดาลใจของเขานำไปสู่ขบวนการสิทธิมนุษยชนทรงพลังมากที่สุดภายในประวัติศสาสตร์อเมริกัน
การกระทำของเขาแสดงคุณลักษณะทุกอย่างที่สร้างผู้นำแบบแท้จริง และในที่สุดนำบุคคลหลายล้านคนจากภูมิหลังที่หลากหลายรวมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยืนนาน เขาเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำที่ปฏิบัติความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ผ่านทางความเชื่อคริสเตียนของเขาและเเรงบันดาลใจจากมหาตมะ คานธีที่ยิ่งใหญ่ การจัดตั้งการประท้วงที่สันติและไม่รุนแรง มาร์ติน ลูเธอร์ คิงใช้การประท้วงที่ไม่รุนแรงด้วยการอ่านเกี่ยวกับมหาตมะ คานธี
ใช้ปลดปล่อยอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ เเละบรรลุอิสรภาพ หลักฐานนี้สามารถพบได้จาก
คำปราศัยหลายครั้งและข้อเขียนของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไม่เคยพยายามอ้างว่ายุทธวิธีไม่รุนแรงของเขาเป็นสิ่งใหม่ และมักจะยกย่องมหาตมะ คานธีอยู่เสมอ
มหาตมะ คานธี บันดาลใจบุคคลไปทั่วโลกรวมทั้งมาร์ติน ลูเธอร์ คิง
บุคคลสองคนไม่มีโอกาสพบกันเลย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อายุ 19 ปี เมื่อมหาตมะ คานธีถูกลอบสังหาร
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เรียนรู้เกี่ยวกับมหาตมะ คานธีผ่านทางข้อเขียนของเขา และการเดินทางไปอินเดียเมื่อ ค.ศ 1959 มาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้ใช้หลักการความไม่รุนแรงของคานธีอย่างมากภายในกิจกรรมสิทธิมนุษยชนของเขาเอง ในขณะที่การต้อต้านรถโดยสารมอนต์โกเมอรีอยู่ต่อไป มหาตมะ คานธีของอินเดีย เป็นเเสงสว่างนำทางของเทคนิคของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่รุนเเรงของเรา
ความไม่รุนเเรงเป็นมากกว่าเพียงแค่การเห็นด้วยว่าเราไม่ทำร้ายร่างกายศัตรูของเรา มหาตมะ คานธีอ้างรูปแบบความไม่รุนแรงของเขาเป็น สัตยาเคราะห์
หมายถึง พลังแห่งความจริง หรือพลังแห่งความรัก การปฏิบัติสัตยาเคราะห์
หมายถึงบุคคลควรจะเเสวงหาความจริงและความรัก ผ่านทางการต่อต้านที่ไม่รุนแรง
การต่อต้านรถโดยสารมอนต์โกเมอรี่ การประทัวงครั้งใหญ่ต่อระบบรถโดยสารของมอนต์โกเมอรี อลาบามา โดยนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนและผู้สนับสนุนของพวกเขา นำไปสู่การตัดสินของศาลสูงว่ากฏหมายการแบ่งแยกบนรถโดยสารของมอนตโกเมอรีผิดรัฐธรรมนูญ การประท้วง 381 วันได้นำ
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มาสู่สปอร์ตไลท์เป็นผู้นำสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งของการเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนอเมริกัน เหตุการณ์กระตุ้นการต่อต้านเกิดขึ้นภายในมอนต์โกเมอรีเมื่อ โซรา พารค ช่างเย็บผ้าหญิง ไม่ยอมให้ที่นั่งของเธอบนรถโดยสารเมือง กฏหมายท้องที่กำหนดว่าผู้โดยสารผิวดำนั่งหลังรถโดยสาร ในขณะที่ผู้โดยสารผิวขาวนั่งข้างหน้า ถ้าที่นั่งส่วนนี้กลายเป็นเต็ม ชาวผิวดำต้องยกที่นั่งของเธอให้ชาวผิวขาว เมื่อโรซา พาร์ค ไม่ยอมให้ที่นั่งของเธอแก่ชาวผิวขาว เธอได้ถูกจับเข้าคุก และต่อมาเธอได้ถูกประกันตัวโดยผู้นำสิทธมนุษยชนท้องที่คนหนึ่ง
เรารู้จักกันดีว่ามาร์ติน ลูเธอร์ คิง มักจะถูกเปรียบเทียบกับมาลคอลมเอ็กซ์
เป้าหมายของพวกเขาเหมือนกัน แต่สไตล์ของพวกเขาแตกต่างกันมาก บุคคลหนึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงผ่านทางการเมืองสันติภาพภายในระบบเดิม แต่อีกบุคคลหนึ่งผ่านทางการกระทำโดยตรงใช้เลนส์ของประสบการณ์ส่วนบุคคลที่น่าอนาถ แต่พวกเขามีคุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งร่วมกัน ทั้งสองรู้จักกันดีต่อความเป็นผู้นำแบบแท้จริงตามธรรมชาติของพวกเขา มันราวกับว่าเป็นผู้นำที่พวกเขาเกิดมาเป็น และมันแสดง
ภายในคำพูดของพวกเขา การกระทำของพวกเขา และความสัมพันธ์ที่
พวกเขาสร้างกับบุคคลอื่น
ความเป็นผู้นำของมาลคอลมเอ็กซ์ใช้ความรุนแรงประท้วงความรุนเเรงและสิทธิความไม่เสมอภาค และสนับสนุนการแบ่งแยกชาวอเมริกันผิวดำและผิวขาว มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ใช้การเดินขบวนไม่รุนแรง และต่อต้านความรุนแรง
และการต่อสู้อย่างสันติเพื่อการรวมกัน ความเป็นผู้นำที่ดึงดูดของมาลคอล์มเอ็กซ์ เป็นความเเท้จริงและความจริงใจ เขาย้ำความเชื่อของเขา เขาและบุคคลของเขาไม่เคยทรยศ การทรยศหลักการต่อสู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขา
ยึดมั่น
บิลล์ จอร์จ มุ่งที่คุณลักษณะของผู้นำที่แท้จริงห้าอย่างคือ ความมุ่งหมาย ค่านิยม ความสัมพันธ์ วินัยตนเอง และหัวใจ มารติน ลูเธอร์ คิง แสดงคุณลักษณะของผู้นำแบบแท้จริงอย่างชัดเจน ความลุ่มหลงของมาร์ติน
ลูเธอร์ คิง คือ การมีความเสมอภาคท่ามกลางบุคคลทุกคนภายในอเมริกา การสร้างความมุ่งหมายแก่เขา เขาได้แสดงหัวใจหรือความลุ่มหลง
เมื่อเขาได้ปราศัยหรือพูดกับบุคคลอื่น เเสดงความรักต่อบุคคลทุกคนอยู่เสมอ แม้แต่บุคคลที่ทำผิดกับเขา เช่น เมื่อบ้านของเขาถูกโยนระเบิด
เขาลุกขึ้นและพูดเกี่ยวกับสันติภาพ กระตุ้นไม่ให้เพื่อนของเขาต่อสู้กลับด้วยความรุนแรง เขาแสดงวินัยตนเองหรือความสม่ำเสมอ แม้แต่เมื่อเขาถูกจับต่อการพูดต่อสู้ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น เมื่อปล่อยตัวเขายังคงพูด
เกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมและการปฏิบัติที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่อง เขาสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนของเขา และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในขณะนี้ที่พวกเขาประสบอยู่
ความเชื่อมั่นตนเองและความลุ่มหลงของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง บันดาลใจบุคคลอื่น และกล้าหาญที่จะเป็นผู้นำไร้ความกลัว โดยเฉพาะวางตัวเขาเองภายในอันตรายหลายครั้งด้วยชีวิตที่สั้นของเขา ทั้งที่ถูกจำคุกสิบสามครั้ง เขาไม่เคยเปลี่ยนเเปลงพฤติกรรมของเขา แต่ยังคงยึดมั่น
ที่จะบรรลุเป้าหมายของเขาภายใต้อุปสรรค มาร์ติน ลูเธอร์คิง เชื่อมั่นต่อการระดมฝูงชนจำนวนมากที่จะชนะอุปสรรคท่อดับเพลิงไม่สามารถรับมือกับบุคคลเป็นล้านคน น้ำจะต้องหมดลง หมา ไม่สามารถกัดบุคคลเป็นล้านคนได้ กองทัพอเมริกาไม่รู้จะจัดการบุคคลเป็นล้านได้อย่างไร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง พูด
คำปราศัยที่บันดาลใจและอารมณ์ที่มีความหมายของมาร์ติน ลูเธอร์
คิง กวาดฝูงชนอย่างมากมายรวมกัน ณ วอชิงตัน ข้อความที่เข้มแข็งทรงพลัง ได้ถูกปราศัยภายในถ้อยคำพูดของเขา ผมมีความฝัน เรียกร้องให้สิ้นสุดการเหยียดเชื้อชาติ และรักษาศักดิ์ศรีต่อสังคมที่เขามีชีวิตอยู่
บิลล์ จอร์จ ได้อธิบายมรดกของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ของการอยู่กับความจริงต่อความเชื่อของเขา เดินตามความมุ่งหมาย และเเสดงความกล้าหาญภายใต้ความกดดัน และให้บทเรียนที่ลึกซึ้งแก่ผู้นำทุกคน บทเรียนสำคัญที่สุดที่ผู้นำทุกคนสามารถดึงจากความเป็นผู้นำของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงคือ การรับรู้ว่าเราสามารถสร้่างความแตกต่างอย่างไรภายในโลกผ่านทางความเป็นผู้นำของเรา
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ 1963 การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกาคือ การเดินขบวนของชาวอเมริกันทั้งผิวขาวและผิวดำไปยังกรุงวอชิงตัน เพื่อที่จะเรียกร้องงานและเสรีภาพ ผู้นำขบวนคือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดสีผิวของอเมริกา เขาได้ยืนปราศัยอยู่ที่ขั้นบันไดของอนุสาวรีย์อับราฮัม ลินคอล์น วอชิงตัน ท่ามกลางชาวอเมริกันประมาณ 250,000 คน และการถ่ายทอดโทรทัศน์ไปทั่วโลก การปราศัยครั้งนี้มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้วยการใช้ถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจและกระทบต่อความรู้สึกของชาวอเมริกันมากที่สุด “ผมมีความฝัน” ได้กลายเป็นถ้อยคำที่เป็นอมตะตราบเท่าทุกวันนี้ จนกระทั่ง จอห์น เคนเนดี้ ประธานาธิบดี ได้เชิญเข้าพบ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้ถูกลอบยิงเสียชิวิตไปในที่สุด
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







