INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ชรานุสติในวาระสิ้นสุด”รอมะฏอน”

 

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ชรานุสติในวาระสิ้นสุด”รอมะฏอน”

 

อีกห้าว้นจากนี้ไป ก็จะสิ้นเดือน”รอมะฎอน”(ตาม”ฮิจเราะห์ศักราช) เดือนที่มุสลิมทั่วโลกคร่ำเคร่ง บำเพ็ญตนกระทำความดีที่เรียกว่า”อามาล อิบาดะห์”คือการสักการะเชื่อฟัง อ่อนน้อมและภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ ซบ.) อย่างจริงจังต่อเนื่อง

ในรูปของการถือศีลอด คือการตั้งสติอดทน จากอารมณ์ทั้งหลาย

ถือได้ว่าเป็นการอบรบบ่มตัวเอง ด้วยการไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ฟัง ไม่พูด ไม่ดู (อันจะทำให้เกิดกิเลส)ไม่เสพกาม ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นถึงดวงอาทิตย์ตก  (ประการหลังนี่ คนชราอย่างผม ได้เปรียบคนหนุ่มครับ)

เป็นการเตือนตนในหนึ่งเดือน เพื่อจะได้เป็นคนดีในอีก ๑๑ เดือนที่เหลือในแต่ละปี

เป็นวัตรปฏิบัติ นอกเหนือไปจากการนนัสการพระเจ้า(ละหมาด) ซึ่งต้องปฏิบัติวันละห้าเวลา เพื่อแสดงความศรัทธาอย่างแนบแน่น เท่ากับเป็นการเตือนสติตน วันละห้าครั้งนั่นเอง

แต่จะมีใครสักกี่คนเล่า ที่ตระหนักในข้อนี้

นั่นก็แล้ว แต่ความศรัทธาของแต่ละคน ที่พยายามสร้างสมมา

ใครไม่เคยศรัทธา หรือศรัทธาไม่แน่วแน่ จะไปรู้คุณค่าได้อย่างไร

ดังนั้น โดยหลักการแล้ว อิสลามจึงเอาจริงเอาจัง ในการสั่งสอน เพื่อสั่งสมความ”ศรัทธา”เริ่มจากในครัวเรือนเป็นเบื้องแรก แล้วขยายออกสู่ภายนอก เพื่อการอยู่ร่วมกัน ในสังคมมนุษย์ทั่วไป ที่มีความแตกต่างในความเชื่อ ในความศรัทธา ต่อหลักศาสนาอย่างกว้างขวาง

ไม่ใช่เพียงเพื่อสังคมมุสลิมเท่านั้น

นัยสำคัญแห่งการปฏิบัติตนเช่นนี้ของอิสลาม ต้องตรงกับหลักการเจริญ”ภาวนาสติ”ของพุทธศาสนา ในทุกขณะจิต (เพื่อกำกับพฤติกรรมทางกายและใจ) ใช่หรือไม่ โปรดพึงพิจารณา

เพียงแต่ ไม่ได้เจริญ”ภาวนา”อันไปสู่”ความหลุดพ้น”(นิพพาน) แต่ไปสู่”สรวงสวรรค์ คือกลับไปสู่พระเจ้า

“รอมะฎอน”ปีนี้ ด้วยวัย ๗๘ ปี ผมเองถือศีลอดบกพร่องมากครับ เข้าใจว่าจะถือไม่ครบเดือนตามกำหนด เพราะโรคาพยาธิ-เรื้อรัง เบียดเบียน อยู่หลายชนิด จนต้องเลือกบำบัดรักษาเป็นบางชนิดเท่านั้น ที่เหลือบางชนิดก็ปล่อยวาง พาลไม่รักษา แม้หมอจะพยายามถามไถ่ เช่นอาการอัมพาตขา ปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนั้น จนกว่าร่างจะหมดลม ให้โรคนี้หายไป พร้อมร่างกายที่เสื่อมและสูญสลาย ก็แล้วกัน

จำนวนโรคเท่าที่ผมเป็น มีมากเกินการดูแล เกินภาระของคนรอบข้าง

ก็ได้พบว่า“กายเป็นรังแห่งโรค”อย่างแท้จริง ในยามชราภาพนั้นแล แถมรุนแรงที่สุด ตามสภาพการแปรปรวนของอากาศที่เรียกกันอย่างเก๋ไก๋ว่า Climate change ที่บางวันมีถึงสามฤดู ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทำให้การถือศีลอดของผมบกพร่อง

และผมก็ได้ประจักษ์ชัดๆ ก็คือ เมื่อเจอกับสภาพอาการร้อน จนทนไม่ได้ เข้าข่าย”ฮีท สโตรก” แม้แก้ด้วยการอาบน้ำ แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้หลายครั้ง

ก็ได้แต่พึมพัมคนเดียวว่า “ความร้อนอย่างนี้ ที่ว่าในนรกนั้นร้อนกว่า จะสักแค่ไหนหนา”

แต่อิสลาม ก็ไม่บังคับให้คนต้องทุกข์ทรมานด้วย”ความงมงาย”

ทั้งนี้ ได้กำหนดเอาไว้ว่า

ผู้ที่แก่ชราไม่สามารถถือศีลอดได้ หรือ ผู้ที่เจ็บป่วยเรื้อรังโดยไม่หวังว่าจะหายป่วยบุคคลเหล่านี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถือศีลอดใช้ด้วย แต่ต้องให้อาหารแก่คนยากจนแทนวันที่เขาขาดไป ที่ดีควรเป็นอาหารที่เขารับประทานอิ่มใน 1 วันแทนแต่ละวัน หรือจะออกเป็นข้าววันละ 1 ลิตรก็ได้

ผมก็เลยรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

ทีนี้ ก็เลยคิดต่อไปว่า….เอ หากคนไม่ค่อยจะมีกิน จะใช้หนี้ทดแทนยังไงเล่า

ผมไม่มีคำตอบครับ ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ก็แล้วแต่พระผู้เป็นเจ้า (อินชาอัลลอฮฺ)

ความจริงวันนี้ ผมไม่มีอะไรจะพูดมากครับ

เพราะเพิ่ง”แก้บวช”(ระงับการถือศีลอด)ไปตอนสายๆ นี่เอง เนื่องจากอยู่ๆ ก็เกิดอาการดาลเดือดในกระเพาะ แสบร้อน จนสุดจะทน เคยเจอมาแล้วในอดีต ถึงกับเกิดอาการตกเลือดในกระเพาะ ถ่ายออกมาสีดำปี๋เหมือนสีถ่าน

เกิดโทษแก่ตนเอง ต้องไปให้หมอรักษา ต่อเนื่องเป็นเดือนกว่าจะหาย

แต่ผม ก็พยายามตั้งต้น ถือศีลอด ทุกวันครับ

สำเร็จมั่ง ไม่สำเร็จมั่ง ก็ชั่งมัน

เพียงอยากเตือนทิ้งท้ายว่า

การทำความดี (ทุกอย่าง) สมควรทำแต่ยังหนุ่มๆ จนเป็นนิสัย เพราะยังแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า สดชื่น สู้ได้ไม่ถอย

ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่า การต่อสู้กับตนเอง

หากแก่ชราแล้ว ทำได้ยากมาก

สลามัต ฮารีรายอ อีดิลฟิตรี ครับ

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com