“ชัชชาติ”: ความหวังใหม่ของ”คนไร้บ้าน”
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“ชัชชาติ”: ความหวังใหม่ของ”คนไร้บ้าน”
เห็นผู้ว่ากทม.คนใหม่”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ออกมาปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชน ที่รุมล้อมด้วยความเริงร่าหลายๆ หน แล้วก็อย่าไป”หมั่นไส้”ท่านนะครับ
เพราะช่วงนี้อยู่ระหว่าง”ข้าวใหม่ปลามัน”หรือ”ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์”กับสาธารณชนที่ชื่นชมท่าน
อย่าลืมว่า ยังมีงานที่หาเสียงไว้ โดยเฉพาะ”๒๐๐ นโยบายฟื้นกทม.”ให้ท่านต้องทำอีกมากมาย
ก็ได้แต่ขำ ว่าจะทำอะไรได้สักแค่ไหน ในช่วงสี่ปีที่อยู่ในตำแหน่ง จึงเชื่อว่า นี่เป็นการหาเสียงเผื่อไว้ เพื่อจะได้รับเลือกตั้งอีกสี่ปี เมื่อการดำรงตำแหน่งแทอมแรก สิ้นสุดลง
ช่างรอบคอบดีแท้ เพราะงานกทม.นั้น ผมว่าทำ ๑๐ ปี ๒๐ ปีต่อเนื่องก็ไม่จบ เฉพาะแค่ปัญหาน้ำท่วม-การจราจรก็
”อ่วมอรทัย”แล้ว
แต่มีนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะไม่ค่อยมีใครสนใจ ใส่ใจและสังเกตเห็น
นั่นคือนโยบายแก้ไขปัญหา”คนไร้บ้าน”ที่ฝรั่งเรียกง่ายๆว่า Homeless ที่”ชัชชาติ”บอกว่ามีแผนที่จะดำเนินการแก้ไขให้หมดไปจากเมืองหลวง ทั้งนี้ ยังครอบคลุมไปถึงแผนช่วยเหลือเกื้อกูล”ผู้ทุพพลภาพ”(หมายถึงผู้ที่หย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบอาชีพตามปกติเพราะร่างกายบกพร่องไม่สมบูรณ์)ด้วย
แต่ในที่นี้ จะหยิบยกกรณี”คนไร้บ้าน”ในกทม.มาพูดถึงอย่างเดียวครับ
“คนไร้บ้าน”คือใคร ?
คือใครก็ได้ ที่ไม่มีที่พักอาศัยถาวร หลับนอนข้างถนนหรือบนสะพานลอย ตามอาคารร้าง ไม่มีอาชีพแน่นอน เป็นพวกร่อนเร่ จรจัด ไม่มีที่อยู่ ยิ่งโดยเฉพาะช่วง”ล็อกดาวน์”ที่ห้ามออกมาเพ่นพ่าน ยิ่งทำให้ขาดรายได้ เช่น จากการเก็บขยะ
ในเขตกทม.ของเรานี้ ปัจจุบัน “คนไร้บ้าน”มีเท่าไร ไม่รู้แน่ชัด
แต่”สุทธิพล ชูประจง”หัวหน้าโครงการ”จ้างวานข้า”ของ”มูลนิธิกระจกเงา”ซึ่งช่วยเหลือ”คนไร้บ้าน”ให้มีงานทำ โดยเฉพาะในช่วง”โควิด 19”ระบาด เปิดเผยกับ”บางกอก โพสต์”(13 มิถุนายน 2022 )ว่า จำนวนคนไร้บ้านในกทม.เพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ไม่บอกว่า จากยอดเดิมเท่าไรและจากเมื่อไหร่
ก็เลยไม่รู้ว่า “ยอดเดียวกัน”กับของ”มูลนิธิอิสรชน”หรือเปล่า
โดย“มูลนิธิอิสรชน”เปิดเผยว่าจำนวน”คนไร้บ้าน”ในกทม.ขณะนี้มีสูงกว่า ๔,๕๐๐ คน(รายงานของThe Reporters) ตามที่ตัวเลขเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ระบุไว้
แม้จะนับว่าไม่มากนัก สำหรับกทม.ซึ่งมีประชากรราว ๕.๕ ล้าน(ไม่นับรวมคนต่างจังหวัดและต่างชาติที่เข้ามาทำงานอีกราว ๕.๒ ล้าน)
ปัญหา”คนไร้บ้าน”ที่ว่า นอกจากจะถูกบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ต้องตกงานแล้ว จำนวนหนึ่งออกจากบ้านมาเพราะไม่อยากเป็นภาระต่อคนรอบข้าง นอกจากนั้นก็เป็นพวกป้ำๆ เป๋อๆ มีปัญหาทางจิต เที่ยวเร่ร่อนไป ไม่ได้รับการรักษาดูแลหรือได้รับการเยียวยา
คนเหล่านี้ เมื่อไร้บ้าน ก็ยากลำบากที่จะเข้าถึงสาธารณูปโภค ไม่มีน้ำสะอาดใช้ดื่มและซักล้าง ขาดแคลนอาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ขาดการได้รับการดูแลด้านสุขภาพ ตกอยู่ในสภาพที่เที่ยวเร่ร่อนไป ย่ำแย่กว่า”ขอทาน”(ที่มีบ้านอยู่)เสียอีก
เมื่อมองในแง่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง “คนไร้บ้าน”ทำให้ดูไม่งามตา ต่อผู้มาเยือน มาเห็น
ปัญหานี้ ยากที่ทางการกทม. จะดูแลได้ทั่วถึง แต่ก็สะท้อนประความตั้งใจ ในการจัดการแก้ไขด้วย ว่าจะเอาจริงเอาจังแค่ไหน
โดยเฉพาะในช่วงเกิด”โควิด 19”ระบาด คนเร่ร่อนไร้บ้าน ไม่มีโอกาสได้รับการฉีดวัคซีน เพราะไม่มีเอกสารระบุตัวตน ไม่มีเอกสารไปยื่นสมัครงาน
ถือได้ว่า เป็น”ปัญหาสังคม”ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะในเขตเมือง แม้จะแก้ไขได้ช่วงหนึ่ง แต่ก็จะเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาอีก ในช่วงต่อไป
ในสหรัฐอเมริกา เกิดปัญหา”คนไร้บ้าน”มานานแล้วตามเมืองใหญ่ๆ ที่ชัดเจนมาก เท่าที่เห็นมากับตา เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ก็คือในมหานครนิวยอร์กและในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวง
ส่วนในลอส แองเจลีสนั้น เกิดเป็นปัญหามากมายหลังเกิดวิกฤต”ซับไพรม์” (ตั้งแต่ปี ๒๐๐๘) ดอกเบี้ยขึ้นสูง ธุรกิจหดตัว ผู้คนพากันตกงาน เลยต้องทิ้งบ้าน ที่เช่าซื้อในอัตราดอกเบี้ยที่ถูก กลายมาป็น”คนไร้บ้าน”โดยไม่ตั้งใจ
บางคนที่ทิ้งบ้าน ต้องกินนอนและทำงานในรถยนตร์ส่วนตัว สำหรับในรายที่ยังหางานทำได้
แต่”คนไร้บ้าน”ก็มีอยู่แล้วก่อนหน้า(ด้วยสาเหตุต่างๆ)เป็นจำนวนอยู่มาก จึงเป็นการเพิ่มปัญหา
ตัวเลขของ”การบริการคนไร้บ้านแห่งลอสแองเจลีส”(The Los Angeles Homeless Services Authority)เมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าเมืองนี้ มี”คนไร้บ้าน”อยู่ราว ๖๖,๔๓๖ รายด้วยกัน
ทางการรัฐต้องช่วยในเรื่องการจัดหาที่อาศัย สาธารณูปโภค รวมทั้งครัวชั่วคราวและจัดหาบริการสุขภาพในลักษณะหมุนเวียนกันไป เพราะจำนวนมีมากเหลือเกิน
แต่แปลกครับ ในกรุงโตเกียวกลับไม่มี”คนไร้บ้าน”
ก็ไม่รู้ว่า เทศบาลกรุงโตเกียว เขาดำเนินการบริหารและจัดการกันอย่างไร
ในฐานะที่ผมเคยเป็น”คนไร้บ้าน”แบบไม่ถาวร มาระยะหนึ่ง ช่วงพ่อตกงานเพราะ”เลิกสามล้อ”ตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ เป็นต้นมา ครอบครัวผมแตกแยก เพราะไม่มีค่าเช่าบ้าน พ่อส่งลูกไปอยู่กับปู่และย่าที่”คลองสวน” (ตอนนั้นตลาดคลองสวนยังมีอายุไม่ ๑๐๐ ปี)สามคน
ลูกที่อยู่ในกรุงเทพอีกสามคน ส่งไปเป็นแรงงานเด็กที่บ้านญาติห่างๆหนึ่งคน อีกสองคนอยู่กับแม่ อาศัยนอนที่ตลาดยอด บางลำภูมา ช่วยแม่ค้าที่นั่นขายข้าวแกง พอได้กินไป ขณะที่พ่อไปขี่สามล้อรับจ้างที่หาดใหญ่ เพราะทำงานอย่างอื่นไม่เป็น
ส่วนตัวผมเอง ระเหเร่ร่อน ไปอยู่กับญาติคนโน้นคนนี้ ระหว่างการเรียนหนังสือในโรงเรียนวัดสระเกศ จนจบ ม.๘ (ได้รับการยกเว้นค่าเทอมทั้งหมด) จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย(ด้วยการทำงานส่งเสียตัวเองและได้ทุนสำหรับนักศึกษาขาดแคลน)กว่าจะได้งานทำ ทำให้ครอบครัวกลับมาอยู่รวมกันอีกครั้ง ด้วยการเร่เช่าบ้านไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งท้ายสุด ได้เป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน อยู่อาศัยมาจนทุกวันนี้ เลิกเป็น”คนไร้บ้าน”อย่างสมบูรณ์แบบ
รสชาติชีวิตช่วงนั้นช่าง”อร่อยเหาะ”นัก สำหรับการเป็น”คนกึ่งไร้บ้าน”เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน…จึงไม่เคยลืมเลือน
เมื่อได้ยิน ท่านผู้ว่าฯ”ชัชชาติ”จะช่วยเหลือเกื้อกูล”คนไร้บ้าน”ก็เลยดีใจมาก
แม้ไม่ได้ใช้สิทธิ เลือกตั้งท่านมากับมือ (คือเลือกคนอื่น…แต่ผมไม่บอกหรอก ว่าเป็นใคร) เรียนท่านผู้ว่าฯรีบ ๆ วางแผน แล้วลงมือช่วยเถิดครับ ช่วยยังไง แบบไหนก็ได้ เช่น จัดหาที่อยู่ ที่กิน ให้ได้รับสิทธิ ในการดูแลสุขภาพอนามัยและรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย
จัดลงทะเบียนพวกเขาให้เป็นที่เป็นทาง เผื่อว่า จะได้ไม่กลายเป็น”คนไร้บ้าน”ชนิดถาวร ซึ่งผมกับครอบครัวกว่าจะรอดมาได้ ก็แทบแย่
ต้องใช้เวลานานหลายสิบปี กว่าจะพลิกฟื้นกลายเป็นชาวกทม.กับเขาอย่างเต็มภาคภูมิ งานนี้ ผมสนับสนุนท่านผู้ว่าฯคนใหม่เต็มที่ครับ ฐานที่ยังอยู่ในระยะสามเดือนของ”การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์”ตามสปิริตที่สื่อสารมวลชนสากล ยึดถือกัน
หลังจากนั้นแล้ว ค่อยมาประเมินท่านฯกัน อีกทีหนึ่ง








