INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว : กรณีบ้านพัก ผู้พิพากษาบนดอยสุเทพ


คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET

ไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว : กรณีบ้านพัก
ผู้พิพากษาบนดอยสุเทพ

ความขัดแย้งเรื่องบ้านพักของผู้พิพากษาบนดอยสุเทพ ความจริงแก้ได้ไม่ยากหากแก้ให้ถูกจุด ไม่ใช่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้เขียนเองก็เฝ้าดูด้วยความห่วงใย โดยเฉพาะห่วงใยภาพลักษณ์ของผู้พิพากษาที่ควรจะได้ถูกตั้งไว้ฐานะที่สูงส่ง หากแต่การออกมาแถลงตอบโต้ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านพัก นั่นคือ ฝ่ายธุรการของศาล กระทรวงยุติธรรม และรวมถึงมีผู้พิพากษาหรืออดีตผู้พิพากษาบางท่านออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อหรือโพสในโซเชียลมีเดีย ก็เลยทำให้เกิดความคุกรุ่นในอารมณ์ของผู้ที่เข้าคัดค้านซึ่งเขาก็มีเหตุผลที่ควรรับฟัง
พอดีวันนี้ได้รับข้อความโพสมาจากคนที่รู้จักและเคารถนับถือกัน แต่เขาไม่อยากเปิดเผยชื่อแสดงตัวตน เพราะไม่อยากดังหรืออาจจะถูกด่าเพราะทำให้บางคนไม่พอใจ แต่ความเห็นของท่านผู้นี้ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นกลางและน่ารับไว้พิจารณาเลยขอคัดข้อความมานำเสนอ ณ ที่นี้
“ผมได้สรุปกรณีเรื่องบ้านพักท่านผู้พิพากษาบนดอยสุเทพ ซึ่งผมเห็นว่าถ้าไม่มีมิจฉาทิษฐิหรืออัตตา แล้วใช้อารมณ์กันเรื่องนี้แก้ไม่ยาก แต่ต้องเข้าใจที่มาที่ไปให้ตรงกันก่อน แล้วค่อยๆพิจารณาในแต่ละประเด็นดังนี้
1.ฝ่ายธุรการของศาลซึ่งเชื่อมโยงกับกระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมาย จึงต้องเข้าใจให้ตรงกันว่ามันถูกกฎหมาย
2.แต่ก็มีประเด็นว่าสมควรหรือไม่ แม้การดำเนินการทำบ้านพักแบบนี้อาจจะไม่ต้องทำการศึกษาสิ่งแวดล้อม หรือทำประชาพิจารณ์ แต่ดอยสุเทพถือเป็นสิ่งที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพมาแต่โบราณกาล จนถึงกับไปสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุบนยอดดอย
3.ดังนั้นหากมีการก่อสร้างอาคารอื่นใดบนดอยสุเทพ ก็ควรจะพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ เป็นการให้เกียรติพระธาตุ และความรู้สึกของชาวเชียงใหม่ และคนไทยพุทธทั้งหลายหรือไม่ หากปรากฏว่ายังมีสถานที่อื่นๆไปก่อสร้างก็ควรพิจารณารื้อถอนออกไป เช่นเดียวกันกับที่มีการเรียกร้องให้ทำการรื้อถอนบ้านพักผู้พิพากษา เพราะได้เคยมีการรื้อถอนบ้านของเอกชนที่ไปสร้างบนดอยสุเทพมาแล้ว ด้วยข้อกล่าวหาว่าบุกรุกป่าสงวน
4.แม้พื้นที่ที่ทำการปลูกบ้านพักผู้พิพากษานี้ จะได้รับการยืนยันว่าในปัจจุบันมิได้อยู่ในเขตอุทยานก็ตาม แต่เขตอุทยานนั้นพึ่งมาประกาศเมื่อไม่นานมานี้ และถ้าคำนึงถึงการเคารพและให้เกียรติต่อพระธาตุดอยสุเทพ สมควรจะขยายเขตอุทยานให้ครอบคลุมทั้งดอยหรือไม่ ซึ่งการขยายเขตก็เพียงแต่นำเสนอครม. ให้มีมติอนุมัติ และประกาศเป็นพระราชกฤษฎกาต่อท้ายเท่านั้น ไม่ต้องมาแก้กฎหมายมิฉะนั้นอุทยานจะมีสภาพเว้าๆแหว่งๆ อย่างที่เป็นอยู่ และจะเกิดปัญหาทับซ้อนไม่รู้จบ
5.ท่านผู้พิพากษาทั้งหลายในภาค 5 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใดๆ รวมทั้งการก่อสร้างบ้านพักนี้ทั้งสิ้น จึงไม่ควรไปตำหนิท่าน แต่การที่ฝ่ายงานธุรการของศาลออกมาชี้แจงตอบโต้โดยอ้างกฎหมาย ทำให้ประชาชนไม่พอใจอย่างมาก เลยลามปามไปถึงผู้พิพากษา ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์ เท่านั้นยังไม่พอยังมีการเสนอว่าให้ทดลองอยู่ก่อน 10 ปี แล้วค่อยประเมินผล ทำให้ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น เพราะเท่ากับเป็นการหน่วงเหนี่ยวเวลา โดยเล็งเห็นว่าเวลา 10 ปี อาจทำให้ประชาชนเลิกตอแยแล้ว
6.แม้สุดท้ายฝ่ายธุรการของศาลจะออกตัวว่าไม่ใช่คู่ขัดแย้งของประชาชน และโยนเรื่องกลับไปที่ฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่การตัดสินใจที่ล่าช้าของนายกฯ และความไม่ชัดเจนเท่ากับเป็นการยื้อเวลา และจะทำให้เรื่องบานปลายออกไปจนถึงมีการชุมนุมใหญ่อีกด้วย
7.การอ้างว่า ตอนเริ่มก่อสร้างทำไมไม่มาคัดค้าน พอเสร็จแล้วค่อยมาคัดค้าน นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะได้เคยมีการทำหนังสือคัดค้านมาแล้วตั้งแต่ต้น แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ครั้นสร้างเสร็จก็อ้างว่าเสียดายภาษีประชาชนไม่อยากทุบทิ้ง ถ้าประชาชนเขายอมเพราะเป็นภาษีของเขา จะถึงกับต้องทำประชามติไหม มันขยายเรื่องไปไหม และกรณีที่เป็นสิ่งก่อสร้างของเอกชน กรมอุทยานฯ ก็ไปทุบทิ้งมาแล้ว ทั้งๆที่เอกชนเขาลงทุนไปมากมาย และเรื่องนี้ก็อาจจะแก้ไขได้ด้วยวิธีละมุนละม่อม ด้วยการแก้ไขกฎหมาย หรือกฎระเบียบ หรือปรับปรุงเขตอุทยานเสียใหม่ก็ได้ แต่เรื่องนี้มันคนละกรณีกับการไปก่อสร้างบนดอยสุเทพ ซึ่งประชาชนมองว่าไม่บังควรดังกล่าวมาแล้ว
8.เรื่องนี้หากจะยึดกฎหมายเพียงอย่างเดียว (Lawful) คงไม่อาจแก้ปัญหาได้ แต่ต้องมองในแง่รัฐศาสตร์ คือ ความควรมิควร หรือจะมองในแง่ความชอบธรรม (Rigitimate) มากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นต้องมองในแง่ความเหมาะสมกาลเทศะ (Right Time, Right Place)เพราะที่นั่นเป็นป่าถึงจะอ้างว่าเสื่อมโทรมก็ฟื้นฟูได้ และเวลานี้ทั่วโลกเขากำลังรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม มันจึงเป็นการทวนกระแสอย่างยิ่ง
เมื่อเข้าใจประเด็นทั้งหลายแล้ว ต้องแยกแยะให้ถูกว่า เรื่องนี้ท่านผู้พิพากษาภาค 5 มิได้มีส่วนต้องรับผิดชอบ ในการกระทำดังกล่าว คือการไปก่อสร้างบ้านพักบนดอยสุเทพ จึงไม่เป็นการบังควรอย่างยิ่งจะไปตำหนิท่าน หากแต่ว่าผลที่เกิดกระทบไปถึงท่าน เพราะท่านเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ แต่ประมุขฝ่ายตุลาการอาจทำให้เรื่องยุติลงได้ หากท่านจะแจ้งให้ฝ่ายบริหารไปจัดหาที่ใหม่ เช่น แถวคลองชลประทานแถบแม่ริม ที่มีที่ของทางราชการอยู่หลายแปลง หรือจะไปเหมาซื้อโครงการจัดสรรบ้านหรูของเอกชนก็มีให้เลือกอยู่หลายที่ โดยที่ฝ่ายธุรการจะได้ไม่ต้องมาอ้างความสะดวกในการเดินทางเลย
จึงขอย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาทางกฎหมาย แต่เป็นปัญหาทางการบริหารจัดการ การเอากฎหมายมาอ้างเพื่อหวังแก้ปัญหาจึงเป็นการทำที่ไม่ตรงจุด จึงควรใช้หลักความชอบธรรม ซึ่งเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารมาแก้ไข หากมีกฎหมายเป็นอุปสรรคก็สามารถแก้ไขกฎหมายได้ ไม่ใช่สิ่งที่แข็งตัวแก้ไม่ได้ เพราะกฎหมายนั้นออกโดยรัฐสภา
“ลงชื่อดร.นิรนาม
30 เมษายน 61”
ผู้เขียนจึงใคร่ขอส่งท้ายข้อเขียนของดร.นิรนามว่า เจตนาที่แท้จริงก็เป็นเพียงการให้สติของฝ่ายเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้กลายไปเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว อันจะบานปลายเป็นจราจลได้ในที่สุด

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com