อิสลามกับคุณค่าของชีวิต

อิสลามกับคุณค่าของชีวิต
สุชาติ เศรษฐมาลินี
มหาวิทยาลัยพายัพ
ข่าวการพลัดหลงในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ของเด็กนักเรียนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่และผู้ฝึกสอน รวมจำนวนทั้งสิ้น 13 คน ได้กลายเป็นจุดรวมใจของคนทั้งชาติและทั่วโลกที่ต่างช่วยกันเป็นกำลังใจให้กับทีมปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการค้นหาและผู้ปกครองของน้องๆ ทั้ง 13 คน เราได้เห็นผู้คนในสังคมไทยจากทุกศาสนิกและประชาชนจากทั่วโลกต่างสวดขอพรเพื่อขอให้เด็กๆ ได้แคล้วคลาดปลอดภัย เจ้าหน้าที่ภาครัฐต่างระดมทุกสรรพกำลังและทรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ บุคลากรจากองค์กรอาสาสมัครมากมายทั่วประเทศต่างมาเป็นกำลังเสริมอย่างแข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มิพักต้องพูดถึงกองกำลังช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ มากมายที่บินมาเสริมเพื่อความพยายามในการช่วยเหลือชีวิตของน้องๆ ทั้ง 13 ชีวิต ในบทความสั้นๆ นี้ ผู้เขียนอยากตอบคำถามสำคัญคือ ทำไมชีวิตของเด็กแค่ 13 คนจึงสำคัญยิ่งใหญ่ปานนั้นจากมุมของมุสลิมคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสอยู่ในคณะผู้แทนท่านจุฬาราชมนตรีที่ได้ไปทำภารกิจ 3 ประการในพื้นที่ คือ 1) การขอดุอาอ์ (ขอพร) ต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ช่วยคุ้มครองชีวิตของน้องๆ ทั้ง 13 คน 2) การมอบเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งจากองค์กรมุสลิมเพื่อเสริมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือชีวิตเด็ก และ 3) การได้มีโอกาสพบปะให้กำลังใจแก่พ่อแม่และญาติๆ ของเด็กที่ตั้งตาคอยด้วยความหวังและห่วงใย
ผู้เขียนได้มีโอกาสกล่าวแก่พ่อแม่ผู้ปกครองน้องๆ ว่าคณะของเราเป็นผู้แทนของท่านจุฬาราชมนตรีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของมุสลิมไทยทั้งประเทศ ซึ่งท่านมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและชีวิตของน้องๆ ทั้ง 13 คน ท่านจึงขอส่งกำลังใจและคำขอพรที่ดีงามต่อพระเจ้าผู้เป็นเจ้าในการช่วยปกปักษ์รักษาคุ้มครองชีวิตของน้องๆ ทุกคน พวกเขาไม่ใช่เป็นเพียงลูกหลานของท่านทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นี้เท่านั้น หากเป็นลูกหลานของพวกเรามุสลิมทุกๆ คนด้วย เพราะอิสลามสอนว่ามนุษย์ทุกคนต่างคือพี่น้องกัน มาจากพ่อแม่คนเดียวกัน (อัลกุรอาน 4: 1; 6: 98) และในคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวอีกว่า “และเรามิได้ส่งเจ้า (มุฮัมหมัด) มาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 21: 107) ดังนั้น ในวันนี้เราจึงได้เห็นมุสลิมทั่วประเทศ ต่างรวมใจกันสวดขอพรต่อพระผู้เห็นเจ้าเพื่อให้ความคุ้มครองและปกปักษ์รักษาชีวิตของเด็กๆ ผู้พลัดหลวงในถ้ำอย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองต่างซาบซึ้งในน้ำใจของพี่น้องมุสลิมในครั้งนี้
ผู้เขียนได้มีโอกาสให้ทัศนะกับสื่อต่างๆ ที่มาสัมภาษณ์ถึงจุดหมายของการมาในพื้นที่ในครั้งนี้เพิ่มเติมว่า อิสลามให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ในทัศนะอิสลามมองชีวิตมนุษย์ต่างหากที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งใครจะละเมิดไม่ได้ เพราะมนุษย์คือ สิ่งสรรสร้างอันยิ่งใหญ่และงดงามยิ่งจากพระผู้เป็นเจ้า (อัล กุรอาน 94: 4) เพราะมนุษย์ในทัศนะอิสลาม เราต่างเป็นค่อลิฟะตุ้ลลอฮ์ (ผู้แทน) ของพระผู้เป็นเจ้าบนหน้าแผ่นดินนี้ (อัลกุรอาน 2: 30) ดังนั้น อิสลามจึงกำชับว่า หากใครที่รักษาชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเท่ากับเขาได้รักษาชีวิตมนุษย์ทั้งโลก และหากใครที่ฆ่าชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง เท่ากับเขาได้ฆ่าชีวิตมนุษย์ทั้งโลก (อัลกุรอาน 5: 32) ชีวิตมนุษย์จึงสำคัญ มีคุณค่า และศักดิ์สิทธิ์ในทัศนะอิสลามที่เราจะต้องช่วยกันปกปักษ์รักษา
ดังนั้น อย่าว่าแต่ 13 ชีวิตของน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี่ที่พลัดหลงอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ขณะนี้เลย แม้หากมีเพียงหนึ่งชีวิตที่พลัดหลงเราก็มีคุณค่าเกินพอที่เราจะต้องช่วยกันค้นหาและช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถให้เขาได้แคล้วคลาดปลอดภัย ผมเชื่อมั่นว่าหากมีเด็กๆ ที่รอดชีวิตออกมาจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ และได้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจ และความทุ่มเทอย่างสุดใจของทุกภาคส่วนพร้อมกับกำลังใจจากผู้คนทั่วทั้งโลก พวกเขาจะมีมุมมองต่อชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างถอนรากถอนโคลน น้องๆ ทั้งหลายจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ ความงดงามและคุณค่าในชีวิตของพวกเขา และพวกเขาจะแบ่งปันคุณค่าความงดงามที่พวกเขาได้รับนี้สู่ครอบครัว และสังคมในวงกว้างต่อไปอย่างไม่เป็นที่สงสัย และน้องๆ คงจะใช้ชีวิตในทุกย่างก้าวที่เหลืออยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่าอย่างแน่นอน
ผู้เขียนได้แต่หวังว่า บทเรียนของเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะทำให้พวกเราทุกคนได้ตระหนักในคุณค่าของชีวิต ได้หันมาช่วยกันสร้างสะพานแห่งความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันโดยก้าวข้ามและทลายกำแพงเส้นแบ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นแบ่งทางชาติพันธุ์หรือศาสนา ต่างหันมารวมใจเป็นหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่การเข่นฆ่าทำลาย ดังนั้น ชีวิตของน้องทั้ง 13 คน จึงมีคุณค่ามากมายและเป็นบทเรียนสำคัญให้เราได้เรียนรู้ถึง “คุณค่าของชีวิต” และตอกย้ำว่าหนึ่งในแก่นธรรมสำคัญของศาสนานั้นคือ การมอบความรักความเอื้ออาทร การรักษาชีวิตคน และการรับใช้เพื่อนมนุษย์ เพราะอิสลามสอนว่า “การที่คุณรับใช้ผู้อื่น คือ คุณกำลังรับใช้พระผู้เป็นเจ้า (“when you serve the created, you serve the Creator) และท่านนบีมุฮัมหมัดถูกส่งมายังโลกนี้เพื่อสอนเราว่า สำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมแล้วจะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ใดไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ แต่กลับสรรสร้างคุณประโยชน์และความสุขให้กับผู้อื่น การศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า คือการให้ความรักต่อเพื่อนมนุษย์

