โลกหลังสมัยใหม่กับการตื่นตัวของอิสลาม
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณายิ่ง

โลกหลังสมัยใหม่กับการตื่นตัวของอิสลาม
โดย เชค อิมรอน อับดุรรอชีด
บทความนี้เป็นบทความหนึ่งที่ผู้เรียบเรียงต้องการนำเสนอ ซึ่งอาจไม่ใช่เนื้อหาใหม่ เพราะเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันบ่อยครั้ง ผู้ติดตามสถานการณ์โลกคงได้อ่านหนังสือหรือบทความที่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนี้มาแล้ว เพียงแต่ว่าสถานการณ์โลกปัจจุบันได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดถึงกระบวนการตื่นตัวของโลกอิสลาม ซึ่งเปรียบดังเกรียวคลื่นจากแม่น้ำหลายสายที่เกิดจากต้นน้ำแห่งพลังศรัทธาของบรรดามุสลิมหลากหลายชาติพันธุ์
ความจริงเกรียวคลื่นแห่งการตื่นตัวของโลกอิสลามนั้นมีปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในพิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่มุสลิมหลากหลายชาติพันธุ์มารวมกัน ณ บัยตุลลอฮ์ ด้วยศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน ประกาศก้องถึงเอกานุภาพของพระองค์ด้วยประโยคเดียวกัน อาภรณ์เดียวกัน เดินรอยตามแบบอย่างของบุคคลแห่งพระผู้เป็นเจ้า ณ ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เหมือนกัน โดยลืมความต่างแห่งชาติพันธุ์และสีผิว และพลังแห่งเกรียวคลื่นอันมหาศาลนี้ ไม่ได้หมุนอยู่เพียงรอบบัยตุลลอฮ์อีกต่อไป แต่มันได้เขม็งเกรียวเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น ในทุกมุมโลก ไม่ว่าจะทางทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ของโลกอิสลาม ที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
การสร้างสถานการณ์ที่เลวร้ายแก่โลกอิสลามจากชาติมหาอำนาจแห่งโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ นั้นเป็นผลมาจากความกังวลในการตื่นตัวของโลกอิสลามนั่นเอง
การเลือกใช้คำว่า “ตื่น” ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า “หลับ” และการหลับนั้นคือสภาวะทางร่างกายขณะไม่มีสติสัมปชัญญะ การรับรู้โลกภายนอก และความสามารถในการป้องกันตนเองจะลดลงอย่างมาก ไม่มีกิจกรรมต่างๆของการใช้ชีวิต มนุษย์หายใจในขณะหลับแต่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีการคิด และการ “ตื่น” หมายถึง การกลับมามีสติสัมปชัญญะ กลับมามีชีวิตชีวา อัลลอฮ์ (ซบ.) และศาสนทูตแห่งพระองค์ได้เรียกร้องมนุษย์สู่การมีชีวิตชีวา อันที่จริงแล้ว “การตื่นตัวของโลกอิสลาม” นั้นให้ความหมายของ “การฟื้นฟูอิสลาม”นั่นก็หมายถึงการทำให้ อิสรภาพ ความยุติธรรมและหลักธรรมคำสอนของอิสลามมีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นการฟื้นฟูศาสนา ไม่ใช่เป็นการ “แก้ไขศาสนา” ที่โลกตะวันตกต้องการให้ศาสนาต้องปรับเปลี่ยนเข้ากับยุคสมัย ทว่า “การฟื้นฟูศาสนา” หมายถึง การให้มนุษย์และสังคมกลับมามีชีวิตตามครรลองและบรรทัดฐานของศาสนา
หากเรามองย้อนประวัติศาสตร์ก็จะเห็นได้ว่า การฟื้นฟูศาสนานั้นเกิดขึ้นแล้วเมื่อ 14 ทศวรรษก่อน อิสลามได้ถูกประกาศขึ้นท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองทางด้านอารยธรรม วัฒนธรรมของมหาอำนาจแห่งกรีก อาณาจักรโรม และเปอร์เซีย นับเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ อิสลามมาปรากฏโดยได้ลบพรมแดนแห่งชาติพันธุ์ เผ่าพันธุ์ และภูมิศาสตร์ด้วยประโยค “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์” เป็นพรมแดนใหม่ที่กว้างใหญ่ที่รวมชาติพันธุ์ เผ่าพันธุ์แห่งมนุษยชาติทั้งหมดเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นพลังแห่งเกรียวคลื่นอันทรงพลังล้มชาติมหาอำนาจแห่งยุคลงอย่างราบคาบ พรมแดนทางภูมิศาสตร์มิอาจขวางกั้นเกรียวคลื่นนี้ได้อีกต่อไป มันได้ซอกซอนอารยธรรม วัฒนธรรม แนวคิด อุดมการณ์ หลักธรรมคำสอนเข้าสู่ทุกๆส่วนของภูมิศาสตร์บนโลกใบนี้ เป็นยุคแห่งการเบ่งบานอารยธรรมอิสลามและในทางกลับกันถือเป็นยุคตกต่ำของโลกตะวันตกจนเรียกกันว่าเป็น “ยุคมืด” ของโลกตะวันตก เพราะในการเผชิญกับอิสลามพวกเขาไม่มีสิ่งใดที่จะนำเสนอสู่มนุษยชาติอีกต่อไป
สงครามครูเสด อันที่จริงแล้วเป็นจุดตรวจหนึ่งที่โลกตะวันตกนำเข้ามาในโลกอิสลาม ถึงแม้ว่า 2 ศตวรรษที่พวกเขาไม่อาจเอาชนะโลกอิสลามได้ด้วยกองกำลังทางทหาร แต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาได้รู้จักกับอารยธรรม วัฒนธรรมและความก้าวหน้าทางด้านความคิดของโลกอิสลามอย่างช้าๆ จนเป็นการปูทางสู่การตื่นตัวของโลกตะวันตกอีกครั้ง ยุคเรเนซองส์ (Renaissanc )ของโลกตะวันตก เป็นยุคหลังจากยุคมืดสู่ยุคแห่งการเบ่งบาน พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลพวงจากโลกอิสลามทำให้โลกตะวันตกค่อยๆพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆจนเจริญก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง และศตวรรษที่ 17,18และ19 ถือเป็นยุคเบ่งบานของโลกตะวันตก และในช่วงศตวรรษนี้เอง เป็นยุคที่น่าเสียดายที่โลกอิสลามหลับใหล อันเนื่องจากสองปัจจัย คือ หนึ่ง ผลพวงจากการล่าอาณานิคมทางความคิดและทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคนี้ สอง ความเผด็จการและหลงทางของบรรดาผู้ปกครองของโลกอิสลาม มุ่งสู่เส้นทางแห่งการหลงทางจากแนวคิดอันบริสุทธิ์ของอิสลาม
บาดแผลที่ฝากไว้แก่โลกอิสลามจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ การล่มสลายของราชวงศ์อุษมานี ในยุคนี้ คือช่วงศตวรรษที่ 20 อันที่จริงแล้วถือเป็นยุคเริ่มต้นที่โลกตะวันตกจู่โจมทางด้านกองกำลังทหารและทางด้านความคิดต่อโลกอิสลาม จนโลกอิสลามลืมอัตลักษณ์ของตน มองโลกตะวันตกเป็นต้นแบบและหวังว่าจะเจริญรุ่งเรืองและพัฒนาได้อย่างโลกตะวันตก เพื่อชดเชยความล้าหลังของตน แต่ในยุคนี้ก็มีผู้ที่เข้าใจความเป็นจริงว่าสาเหตุความล้าหลังและหลับใหลของโลกอิสลามนั้นคือ การออกห่างจากอิสลาม ออกห่างจากแนวคิดอันบริสุทธิ์ของอิสลาม บุคคลอย่างเช่นท่าน ซัยยิด ญะลาลุดดีน อะซัด ออบอดี , ซัยยิดกุฏฏุบ , ฮะซันบันนา ได้เพียรพยายามอย่างมากเพื่อให้มุสลิมตื่นจากการหลับใหล ให้พวกเขาได้เข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้และล้าหลัง
อีกบาดแผลหนึ่งที่โลกตะวันตกฟาดฟันโลกอิสลามคือ การก่อรูปก่อร่างยิวไซออนิสต์ ที่ฝังหน่อไว้ในประเทศปาเลสไตน์ที่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะครอบครองตั้งแต่ลุ่มน้ำไนล์ (Niles ) จนถึงยูเฟรติส(Euphrates) ในยุคนี้เองนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ อาโนล โจเซฟ ทอยน์บี Arnold Joseph Toynbee ได้กล่าวประโยคที่สำคัญและเป็นประโยคประวัติศาสตร์ไว้ในการวิเคราะห์อารยธรรมต่างๆไว้ในหนังสือ Civilization on Trial ว่า “อิสลามกำลังหลับใหล แต่ในขณะเดียวกันเราต้องคำนึงด้วยว่า หากพวกด้อยโอกาสของโลกได้ลุกขึ้นต่อต้านโลกตะวันตก และต้องการผู้นำที่ต่อต้านโลกตะวันตก การหลับใหลนี้ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา และเป็นไปได้ที่เสียงแห่งการต่อต้านนี้ส่งผลต่อการลุกขึ้นทางจิตวิญญาณแห่งกองกำลังทหารของอิสลาม และหากจิตวิญญาณนี้มีมากเท่ากับบรรดาผู้หลับใหลเจ็ดชั้นย่อมส่งผลอย่างไม่อาจชดเชยได้เลย เพราะเป็นไปได้ที่เสียงสะท้อนของยุคหนึ่งจะฉายแสงสู่ความเป็นวีรบุรุษ หากทำให้สถานการณ์ตอนนี้ของมนุษยชาติไปสู่สงครามเชื้อชาติหรือสงครามทางความเชื่อ ก็เป็นไปได้ที่อิสลามจะลุกขึ้นมาฉายบทบาททางประวัติศาสตร์ของตนอีกครั้ง” นี่คือเนื้อหาที่ Arnold Joseph Toynbeeได้นำเสนอไว้ในปี 1947 กล่าวคือเมื่อ 50 กว่าปีก่อน และการทำนายของเขาก็เป็นจริงขึ้นด้วยการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ภายใต้การนำของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ซึ่งท่านอิมามเรียกว่า “เป็นการระเบิดของรัศมี” การปฏิวัติที่เกิดขึ้นด้วยมือเปล่า ด้วยการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ (ซบ.) ด้วยประโยค “อัลลอฮุอักบัร – อัลลอฮ์ยิ่งใหญ่กว่า” คืนสู่อัตลักษณ์และคุณค่าแห่งอิสลาม ยืนหยัดต่อสู่กับชาติมหาอำนาจ ซึ่งไม่เพียงแต่พลิกประวัติศาสตร์ของอิหร่านเท่านั้น ทว่าเป็นการปฏิวัติที่พลิกประวัติศาสตร์โลกอิสลามและยิ่งไปกว่านั้นเป็นการปฏิวัติที่พลิกประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
การปฏิวัติครั้งนี้ได้ปลุกให้มวลมุสลิมทั่วโลกตื่นขึ้นจากการหลับใหล และขจรขจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วจนเกินที่จะหยุดยั้งไว้ได้ จะเห็นได้ว่าในเลบานอนซึ่งเป็นชนชาติที่ถูกกดขี่ แต่บรรดาคนหนุ่มที่ศรัทธามั่นได้ทำให้ชาติมหาอำนาจ อย่างอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี อิสรอเอล ต้องจำนนและพ่ายแพ้ ในอัฟกานิสถาน ที่รู้จักกันในนามว่า “ป่าช้าของชาติมหาอำนาจ” หลังจากที่ได้ทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษ รัสเซีย และอเมริกาต้องจำนน ในตุรกี ในแอลจีเรีย และกลุ่มประเทศอิสลามอีกมากมาย เสียงที่ดังก้องขึ้นในทุกพื้นที่นั่นก็คือ “อิสลาม” มุสลิมตื่นขึ้นแล้วบนหลักการสามประการที่สำคัญ คือ
หนึ่ง การคืนกลับสู่อิสลามอันบริสุทธิ์ ที่ในช่วงต้นของอิสลามสามารถพิชิตเหนือชาติมหาอำนาจมาแล้ว ทว่าต้องเข้าใจว่าความหมายของ “การคืนกลับ” นั้นไม่ได้หมายถึงการคืนกลับสู่ประวัติศาสตร์ แต่หมายถึงการย้อนกลับสู่อิสลาม การกลับตัวกลับใจและการชดเชยให้แก่สังคม นั่นก็หมายความว่า สังคมอิสลามต้องตระหนักถึงช่องว่างทางด้านศรัทธา ทางจริยธรรม และคุณค่าอิสลาม และต้องพยายามชดเชยความเพิกเฉยต่างๆในช่วงศตวรรษหลังนี้ และเป้าหมายของการคืนกลับนี้ คือ การสร้างอารยธรรมอิสลามใหม่ ที่วางอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมอิสลามและใช่ประโยชน์จากประสบการณ์เพื่อรับใช้อิสลาม ทว่าการนี้ปราศจากการวินิจฉัย การย่อยอย่างเข้มแข็งของอิสลาม เพื่อแยก วิเคราะห์ ปฏิเสธ และรับสิ่งต่างๆที่มีอิทธิพลต่อโลกยุคปัจจุบัน นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
กระบวนการการตื่นตัวของโลกอิสลามต้องมุ่งสู่การสร้างอารยธรรมุฮัมหมัดสากลที่ได้รวมปัญญาเข้ากับจิตวิญญาน รวมอำนาจเข้ากับจริยธรรม รวมความรู้เข้าคุณค่า รวมความรู้เข้ากับการปฏิบัติ
สอง ความเป็นเอกภาพของอิสลาม ซึ่งมันคือความกระเหี้ยนกระหือรือของชาติมหาอำนาจที่พยายามจะสร้างความแตกแยก ความร้าวฉานระหว่างนิกายในโลกอิสลามบนทฤษฎีที่ว่า “สร้างความแตกแยกแล้วปกครอง” มีตำรับตำรามากมายที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อกระตุ้นความเกลียดชังต่อนิกายอื่นๆ มีรายการโทรทัศน์ที่มีผู้บรรยายที่พยายามนำเสนอให้เกิดความร้าวฉานระหว่างนิกาย ทั้งหมดเป็นความอยากของชาติมหาอำนาจที่จะให้เกิดขึ้นในโลกอิสลาม
และหลักการที่สาม คือ การทระนงและยืนหยัดต่อสู่กับชาติมหาอำนาจแห่งยุค การยืนหยัดอย่างมีเกียรติ และศักดิ์ศรีในทุกสนาม ไม่ว่า การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ การขับเคลื่อนตามหลักการสามประการนี้ แน่นอนยิ่งว่าอิสลามต้องได้รับชัยชนะและชาติมหาอำนาจต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
อันความเป็นจริงแล้วการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ภายใต้การนำของท่านอิมามโคมัยนีนั้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่การปลุกโลกอิสลามเท่านั้น แต่เป็นการปฏิวัติที่ปลุกประชาคมโลกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล และการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ถือเป็นจุดที่ประวัติศาสตร์โลกต้องย้อนกลับ เริ่มจากบุคลิกภาพของอิมามโคมัยนี วิถีชีวิตอิสลามของท่านอิมามโคมัยนี ไม่เพียงแต่โดดเด่นอยู่ในโลกอิสลามเท่านั้น ทว่ามันได้ฉายสู่สายตาของประชาคมโลกได้ประจักษ์เพราะในหลายศตวรรษที่ผ่านมาประชาคมโลกขาดและกระหาย ผู้นำที่มีบุคลิกภาพเช่นท่านอิมามโคมัยนี วิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ปรุงแต่งด้วยหรูหรา ความอลังการ ท่านเป็นผู้ที่มีความยำเกรง จริยธรรมอิสลามที่สวยงาม การปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศและการสนทนาระหว่างอารยธรรมต่างๆ และถือได้ว่าด้านบุคลิกภาพของท่านอิมามโคมัยนี เป็นด้านที่มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งในการปลุกโลกอิสลามให้ตื่นจากการหลับใหล ซึ่งเป็นด้านที่ต้องนำมาศึกษากันต่อไป อิมามโคมัยนีได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า “อำนาจ” ที่หมายถึง อำนาจทางวัตถุ คือการมีอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายและล้ำสมัย เป็น อำนาจที่เหนือวัตถุ นั่นคือ ศรัทธา ที่มีแสนยานุภาพยิ่งกว่าอำนาจใดๆ
อิมามโคมัยนีได้ทำลายความเป็นแม่แบบของชาติตะวันตกลงแล้วได้นำเสนอแม่แบบที่เป็นสากลแก่ประชาคมโลก โดยได้นำเสนอทฤษฎี “วิลายะตุลฟะกีฮ์” ซึ่งเป็นทฤษฎีหลักที่สำคัญในการเผชิญกับทฤษฎีการสร้างโลกใหม่ของตะวันตกที่ไม่พ้นระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่โลกตะวันตกยัดเยียดให้กับประชาคมโลก นั่นคือประชาคมโลกไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเสนอ แต่เราจะเป็นผู้บริหารจัดการ พวกท่านเพียงแต่ทำและปฏิบัติตามที่เราคิดไว้ให้นั่นเอง จะมีเผด็จการใดจะเลวร้ายยิ่งไปกว่าเผด็จการทางความคิด และการนำเสนอระบบโลกใหม่ภายใต้ทฤษฎี “วิลายะตุลฟะกีฮ์” จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับทฤษฎีการสร้างโลกใหม่ที่โลกตะวันตกต้องการจะยัดเยียดให้กับประชาคมโลก


