อิบนุ สีน่า กับความเป็นซูฟี
อิบนุ สีน่า กับความเป็นซูฟี
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
อิบนุ สินาได้ กล่าวถึงเรื่องของลัทธิซูฟี และนักรหัสยะนัยว่า แท้จริงมนุษย์ทุกคนสามารถจะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด โดยการประจักษ์แจ้งต่อพระเจ้า แต่ต้องผ่านการฝึกฝน การปฏิบัติธรรม มีความตั้งใจ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาริฟ ผู้ประจักษ์แจ้งแห่งจิต และถือว่าการริยาเฎาะฮ์ การฝึกปฏิบัติธรรม(ตามวิถีแห่งซูฟี) มีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ
1) ขจัดทุกสิ่งออกไปจากวิถีทางนั้น เว้นไว้เหลือเพียงองค์อัลลอฮ เพียงผู้เดียว
2) ทำให้จิตวิญญาณถึงขั้นความอยากและมีความใคร่ มีแรงปรารถนา ในการจะยอมจำนนต่อจิตวิญญาณในระดับขั้นความปีติพึงพอใจ
3) ทำให้ตัวตนภายในดูอ่อนละมุนละไมลง เพื่อที่จะทำให้มันเหมาะสำหรับการรับความรู้แจ้งเห็นจริงทางจิตวิญญาณ ที่มีความงดงาม
ฉะนั้นขั้นตอนแรกคือ ความตั้งใจ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการจาริกทางจิตวิญญาณ ขั้นที่สอง คือ การตระเตรียมที่เรียกว่า ริยาเฎาะฮ(ปฏิบัติธรรม) ตามสำนักแนวความคิดที่แน่นอนนั้น ดังนั้นริยาเฎาะฮ์ หมายถึง การปฏิบัติต่อตนเอง อย่างเข้มแข็ง หรือ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางด้านร่างกายแก่ตนเอง เหมือนอย่างการปฏิบัติทรมานของพวกโยคีในอินเดีย แต่ อิบนิ สินา ใช้คำนั้นในความหมายที่แท้จริงของมันว่า เป็นการปฏิบัติธรรม
ในภาษาอาหรับ คำว่า “ริยาเฎาะฮ์”มีรากต้นตอที่หมายถึง การทำให้แตก และการฝึกม้าหนุ่ม(ให้เชื่อง) หลังจากนั้นคำนี้ถูกใช้และยังคงถูกใช้ในภาษาอาหรับในความหมายของการฝึกหัดบริหารด้านร่างกาย และการกีฬาอีกด้วย ส่วนบรรดาอิรฟาน นักอารีฟ(ผู้ประจักษ์แจ้งแห่งพระเจ้า) ได้ใช้คำนี้มาแทนการฝึกฝนอบรมจิตวิญญาณเพื่อเป็นการตระเตรียมจิตวิญญาณที่จะนำไปสู่สภาพความรู้แจ้งเห็นจริงในด้านรหัสยะนัย
อย่างไรก็ตาม ริยาเฎาะฮ์(การฝึกปฏิบัติธรรม) ในที่นี้ หมายถึงการฝึกฝนอบรมจิตใจซึ่งมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ : จุดมุ่งหมายประการแรกเพื่อที่จะขจัด สาเหตุทั้งหลายที่เขามาทำการเบี่ยงเบนความตั้งใจให้หันเหออกไปจากองค์อัลลอฮ. จุดมุ่งหมาย
ประการที่สองคือ วางการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทางด้านจิตวิญญาณหรือภายในตัวตนให้อยู่ในสภาพที่เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมาะสมกับเรื่องที่จะได้รับความสงบภายใน นี้คือกระบวนซึ่งถูกเรียกกันว่า การทำให้จิตวิญญาณขั้นความอยากความใคร่สยบอยู่ภายใต้วิญญาณขั้นปีติยินดีจุดมุ่งหมาย
ประการที่สาม คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภายในของจิตวิญญาณ ซึ่งได้อธิบายในฐานะที่เป็นพื้นฐานภายในจิตใจถูกทำให้ละเอียดอ่อนละมุน โดยมีภาวะเป็นผู้เข้าถึงพระเจ้า อย่างนอบน้อมและห่างไกลความแข็งกระด้างทางจิต
อิบนิ สิน่า กล่าวว่า ประเภทที่ถูกต้องของการบำเพ็ญตนแบบละวางโลก ช่วยในการบรรลุวัตถุประสงค์ขั้นแรก มันจะขจัดสิ่งขวางกั้นทั้งหลายและการกันเหจิตใจให้เบี่ยงเบนออกไป มีองค์ประกอบหลายอย่างซึ่งก่อให้เกิดการบรรลุในวัตถุประสงค์ขั้นที่สอง นั่งก็คือ การทำให้จิตวิญญาณ บรรลุขั้นความอยากความใคร่ต้องยอมจำนนต่อจิตวิญญาณขั้นปีติความพึงพอใจ(อัรริฎอ) หนึ่งในองค์ประกอบเหล่านั้นคือการปฏิบัติอิบาดะฮ์(นมัสการต่อพระเจ้า) ซึ่งการประกอบเหล่านั้นกระทำลงไปด้วยความเต็มใจของบุคคลนั้น เป็นการทุ่มเทด้วยชีวิตจิตใจในการประกอบอิบาดะฮ์ทั้งหลาย อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ เสียงที่ไพเราะ ดีงามใช้สำหรับกล่าวถ้อยคำทางจิตวิญญาณที่ให้ความอบอุ่นในจิตใจอย่างเช่น โองการอัลกุรอ่าน บทดุอาอ์ต่างๆหรือบทฮะดีษสุภาษิต หรือ บทกวีของบรรดาอาริฟ องค์ประกอบที่สาม คือการสั่งสอน และการให้คำปรึกษาซึ่งทำให้ผู้สอนหรือผู้ให้คำแนะนำมีวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้น มีเสียงที่มีประสิทธิภาพ และแสดงออกอย่างไพเราะก็สามารถที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความถูกต้องได้
ความคิดที่บริสุทธิ์ และความรักที่ดีงามสูงส่ง ที่เรียกว่าความรักแบบบริสุทธิ์ใจของสำนักซูฟี ก็จะเป็นสิ่งที่จะช่วยในการบรรลุถึงจุดมุ่งหมายขั้นที่สาม นั่นก็คือทำให้จิตวิญญาณภายในตัวตนละมุนละไมขึ้น และชำระล้างมลทินต่างๆ ออกไปจากจิตวิญญาณ ความรักจะต้องเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ และเป็นเรื่องสติปัญญา ซึ่งถูกเร่งเร้าโดยคุณสมบัติที่ดีงามทางด้านศีลธรรมแก่ผู้เป็นที่รักไม่ใช่โดยความใคร่ ราคะ และความรักแบบเพศสัมพันธ์
อิบนิ สินา ได้กล่าวว่าต่อไปอีกว่า เมื่อความตั้งใจและริยาเฎาะฮ์(ปฏิบัติธรรม) ของอาริฟ นักรหัสยะนัยได้ก้าวหน้าไปจนถึงขั้นตอนหนึ่งแล้ว บุคคลนั้นจะเห็นประกายแสงอันเป็นทิพย์ และรู้สึกเป็นแสงสะท้อนของความเกรียงไกรขององค์อัลลอฮในจิตใจของเขา ซึ่งทำให้เขาเกิดความปีติอย่างยิ่ง แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก เหมือนกับประกายสายฟ้าแลบ เป็นการปรากฏของจิตแห่งเทวา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
ขั้นนี้เรียกว่า “เอาก๊อต” (ภาวะทางกาลเวลาแห่งจิตวิญญาณ) เป็นกาลเวลาต่างๆ โดยบรรดาอาริฟ หรือนักซูฟียิ่งปฏิบัติริยาเฎาะฮ์(ปฏิบัติธรรม)มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะได้รับสภาพดังกล่าวนี้บ่อยมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเขาได้ปฏิบัติให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกสภาพนี้ก็จะครอบคลุมเขาให้เป็นที่ประจักษ์แจ้ง แม้ปราศจากการปฏิบัติธรรมใดๆก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่เขาคิดถึง โลกอันเป็นทิพย์สูงส่ง เขาก็จะถูกครอบครองด้วยภาวะนี้ ซึ่งภายนั้น เขาเห็นปรากฏอย่างชัดแจ้ง ถึงความเกรียงไกลของอัลลอฮในทุกสรรพสิ่ง ในขั้นนี้บางครั้งบรรดานักซูฟี หรือนักอาริฟรู้สึกไม่สงบจากภายในจิตใจ และความไม่สงบของเขาก็จะเป็นที่รู้สึกโดยบุคคลที่กำลังอยู่ใกล้ๆเขา หลังจากนั้นด้วยการริยาเฎาะฮ์(ปฏิบัติธรรม)ต่อไป ซึ่งเป็นสภาพตามโอกาสก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสงบ บรรดาอาริฟซึ่งเคยกับภาวะเช่นนี้ของเขา และเขาก็จะไม่รู้สึกกระวนกระวายหรือไม่สงบ เขารู้สึกราวกับว่าเขาอยู่ร่วมอย่างถาวรกับองค์อัลลอฮ และบรรดาอาริฟจะรู้สึกปิติชื่นชมอย่างเต็มที่ในสภาพนี้และเมื่อสภาพนี้ในบางครั้งหายไปเขาจะรู้สึกไม่สบายใจและโศกเสร้า บางทีเมื่อขึ้นมาสู่ระดับขั้นนี้ผู้อื่นที่อยู่รอบตัวเขาก็จะอาจจะรู้ถึงความรู้สึกภายในของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความโศกเศร้าก็เช่นกัน ดังนั้นบรรดาอาริฟยิ่งคุ้นเคยกับภาวะนี้มากเท่าใดความรู้สึกภายในของเขายิ่งสังเกตเห็นได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้นในที่สุดเมื่อถึงขั้นหนึ่งที่ประชาชนเห็นเขาอยู่ในท่ามกลางพวกเขาแต่ตัวเองจริงๆแล้วเสมือนอยู่ในที่อื่นวิญญาณของเขาในเวลานั้นอยู่ในโลกอื่น
ประโยคสุดท้ายเตือนใจเราในสิ่งที่ท่านอิมามอะลี((อฺ)ได้กล่าวแก่กุเมล บิน ซิยาด (สาวกผู้ใกล้ชิดของอิมามอะลี)เกี่ยวกับบรรดาวะลี นักบุญมุสลิมหรือบรรดาสหายแห่งอัลลอฮ โดยที่อิมามอะลี ได้กล่าวว่า
“น้ำพุแห่งความรู้และวิทยปัญญาพุ่งออกมาจากจิตใจของพวกเขาสิ่งซึ่งปรากฏว่าเป็นความยากแก่บุคคลเหล่านั้นผู้มีชีวิตอยู่อย่างสบายและฟุ่มเฟือย ดูเหมือนเป็นความง่ายสำหรับเขา พวกเขาคุ้นเคยกับสิ่งซึ่งคนโง่ตื่นตระหนก ร่างกายของพวกเขาอยู่กับประชาชนเหล่านั้นแต่วิญญาณของพวกเขาอยู่ในโลกที่สูงส่งกว่า”
อิบนิ สินา กล่าวว่า ตราบเท่าที่อาริฟอยู่ในขั้นนี้ บางภาวะ อารีฟผู้นั้นจะเข้าครอบคลุมตัวเขาเป็นบางเวลา แต่เขาค่อยๆ สามารถที่จะนำมันให้เข้ามาปรากฏตามความต้องการของเขาได้ ไม่ว่าเมื่อใดที่เขาต้องการเมื่อเขาก้าวไปสู่ขั้นที่สูงกว่า เขาไม่จำเป็นต้องนำภาวะนี้ให้ปรากฏแก่เขาอีกต่อไปในขณะที่เขาเริ่มเห็นการปรากฏอย่างชัดแจ้งถึงความเกรียงไกรของอัลลอฮในทุกที่ทุกหนแห่ง และในทุกสรรพสิ่ง ภาวะเช่นนี้ จะกลายเป็นลักษณะที่ถาวรสำหรับเขา แม้ว่าประชาชนที่อยู่รอบตัวเขา ยังคงไม่รู้อยู่อย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่สังเกตเห็นถึงความแปลกประหลาดใดๆที่จะดึงให้พวกเขาหันมาสนใจ
ตราบเท่าที่ภาวะเช่นนี้ของบรรดาอาริฟ(นักซูฟี)ขึ้นอยู่ทั้งหมดกับการฝึกฝนทางจิตวิญญาณอีกทั้งการปฏิบัติที่เป็นการเข้มงวดกับตัวตนอย่างเคร่งครัดแต่หลังจากผ่านขั้นนี้ไปแล้ว แม้ว่าจะปฏิบัติเข้มงวดกวดขันกับตนเองเหมือนอย่างการทรมานตน เขาก็พบว่าจิตใจของเขาก็เปล่งแสงเหมือนกับกระจกที่ได้รับการเช็ดให้สะอาด ซึ่งภายในนั้นเขาได้ประจักษ์แจ้งถึงการปรากฏอย่างชัดเจนของรัศมีอันเกรียงไกรของอัลลอฮในทุกๆการเคลื่อนไหว เขาปีติชื่นชมกับฐานะขั้นนี้ และรู้สึกเป็นสุขเกิดความปีติยินดีอย่าง ท้วมท้นที่ได้ถึงขั้นสถาปนาความสัมพันธ์ของเขากับอัลลอฮในขั้นนี้เขามีตาหนึ่งที่มุ่งสู่อัลลอฮ และอีกตาหนึ่งแก่ตัวของเขาเองเหมือนคนๆหนึ่งกับกระจกเงา ซึ่งบางทีมองไปที่กระจกนั้นและบางทีมองไปที่ภาพสะท้อนตัวเขาเอง ในขั้นต่อไปแม้แต่การมีชีวิตอยู่ของเขา ก็อยู่นอกสายตาของเขา เขามีตาหนึ่งมุ่งสู่อัลลอฮเท่านั้น ถ้าเขาเห็นตัวเขาเอง ในเวลาเดียวกัน เขาเห็นในทิศทางนั้น เหมือนอย่างคนที่มองเข้าไปในกระจกเห็นกระจกนั้น ในขณะที่ความตั้งใจของเขายังคงเพ่งอยู่อยู่ที่เขาสะท้อนนั้นในเวลานี้เขาก็ไม่คาดหวังที่จะให้ความสนใจแก่ความงามของกระจกนั้นในขั้นนี้อาริฟบรรลุถึงจุดสูงสุดยังอัลลอฮ และฉะนั้นการเดินทางของเขาจากการสร้างสรรค์ไปยังพระผู้สร้างก็สิ้นสุดลง
นี้คือบทสรุปของส่วนหนึ่งของบทที่ 9 ของหนังสือ อัล-อิชารอต วัตตันบีฮาต”(ตำราด้านปรัชญารหัสยะวิทยา ของ อิบนุสีน่า)อาจจะกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า บรรดาอาริฟมุสลิมที่แท้จริงเชื่อใน การจาริก 4 ขั้น
1) การจาริกจากสภาพสิ่งถูกสร้างไปยังพระผู้สร้าง
2) การจาริกกับพระผู้สร้างในพระผู้สร้าง
3) การจาริกจากพระผู้สร้างสู่สิ่งถูกสร้าง
4) การจาริกในสิ่งถูกสร้างกับพระผู้สร้าง
ในการจาริกแบบที่สอง อาริฟ หรือ ผู้ฝึกหัดใหม่จะได้คุ้นเคยกับพระนามของทั้งหลายของของพระผู้เป็นเจ้าและบรรดาคุณานุภาพ (ซิฟาตของพระองค์) และตัวเขาเอง ก็ได้ครอบครอง หรือ หล่อหลอมกับบรรดาคุณานุภาพเหล่านี้ ในการจาริกแบบที่สาม เขากลับมาสู่ภาวะแห่งการสร้างสรรค์อันเป็นสภาพที่ถูกยังเกิดสำหรับทางนำเหล่านี้ แต่ไม่ถูกแยกจากอัลลอฮ ส่วนการจาริกแบบที่4เขาทำการเดินทางในท่ามกลางประชาชนแต่ดำเนินไปด้วยกับอัลออฮ ในจาริกแบบสุดท้ายนี้ อาริฟยังคงอยู่กับประชาชน และในท่ามกลางประชาชนเหล่านั้น อีกทั้งช่วยเหลือประชาชนเหล่านั้นให้ถึงซึ่งความสูงส่งยังอัลลอฮ การสรุปซึ่งเราได้นำมาจากหนังสือ “อัลอิชารอต”ของ อิบนิ สินา นั้นอธิบายแต่เพียงการจาริกแบบที่หนึ่งเท่านั้น เขาได้อภิปรายโดยย่อๆถึงการจาริกแบบอื่นๆ ทั้งสามด้วยเหมือนกัน แต่เราเห็นว่า ไม่จำเป็นที่จะดึงมาเล่าให้มากกว่านี้ ในอรรถาธิบายของเขาเกี่ยวกับเรื่องหนังสืออัลอิชารอต นั้น ท่านเชค คอญะฮ์นาซีรุดดีน ตูซี ได้กล่าวว่า อิบนิ สินา อธิบายการจาริกทางวิญญาณครั้งแรกใน9ชั้น ในบรรดาเหล่านั้น สามขั้นได้ถูกอธิบายว่าเป็นการเริ่มการเดินทาง สามขั้นเป็นการเดินทางในตัวมันเอง และอีกสามขั้นไปถึงจุดสุดท้ายของการเดินทาง ขั้นตอนเหล่านี้เป็นที่ชัดเจนหากเราศึกษาคำอธิบายที่ อิบนิ สินา ให้ไว้อย่างระมัดระวังเรื่องการริยาเฎาะฮ์ (ปฏิบัติธรรม)ตามตัวอักษรหมายถึง การฝึกฝน การบริหาร แต่ในที่นี้ อิบนิ สินา หมายถึง พิธีกรรมต่างๆ การสวดมนตร์ภาวนา และการปฏิบัติต่างๆที่เป็นการเคร่งครัดต่อตนเองอย่างเช่น การทรมานตนเองซึ่งดำเนินไปโดยการปฏิบัติของอาริฟ พิธีกรรมต่างๆ และการปฏิบัติเหล่านี้มีมากมายและอาริฟก็จะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ ในขณะที่ปฏิบัติ อิบนิ สินา ได้อธิบายโดยสังเขป แต่บรรดาอาริฟได้มีการถกเถียงอภิปรายในเรื่องนี้อย่างละเอียดซึ่งเห็นได้ในตำราต่างๆที่เกี่ยวกับแนวซูฟี ยกตัวอย่างเช่น ในหนังสือ อัล-อัสฟาร์ อัล-อัลบาอะห์ โดย มุลลาศ็อดรอ เราคงจะได้นำรายละเอียดนั้นมากล่าวในตอนตอไป







