ผลกระทบจากโครงการเมกกะโปรเจกต์
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
ผลกระทบจากโครงการเมกกะโปรเจกต์
แน่นอนว่าการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ๆนั้น ย่อมต้องมีการประมาณการกันแล้วว่าจะเกิดผลดีอย่างไร และจะเกิดผลกระทบอย่างไร แต่ส่วนใหญ่ผู้ทำโครงการโดยเฉพาะกลไกของรัฐบาล ก็จะทำการประเมินผลดีไว้แบบค่อนข้างจะบวก ขณะที่ประเมินผลเสียไว้ค่อนข้างจะลบ เพราะต้องการให้โครงการนั้นๆผ่านการอนุมัติของรัฐสภาในกรณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ส่วนในระบอบเผด็จการก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจการปกครอง ถึงจะมีการตั้งสภาก็เป็นสภาตรายางเท่านั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นระบอบอะไรโครงการใหญ่ๆที่การตรวจสอบไม่เข้มแข็งทั้งจากองค์การระดับรัฐ หรือองค์การภาคประชาชนก็จะหนีไม่พ้นการทุจริตเป็นเงินก้อนโต เพราะโครงการเหล่านั้นใช้เงินนับแสนล้าน แค่ 1% ก็เป็นพันล้านแล้ว ส่วนการรั่วไหล ก็มีหลายวิธี เช่น ตั้งราคาสูงกว่าความเป็นจริง แม้จะมีการประมูลก็มีกลไกที่จะฮั้วกันได้อันเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้รับเหมา นอกจากตั้งราคาสูงเพื่อให้ได้กำไรมากเพราะผู้รับเหมาต้องจ่ายค่าเบี้ยบ้านรายทางก็อาจจะมีการลดสเปคงานลงบ้าง แม้โครงการใหญ่ๆนั้นอาจทำยากเพราะมีการควบคุมมาตรฐานพอควร แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ บริษัทร่วมทุนกับต่างชาติอาจจะทำได้ยากขึ้น เพราะเขามีมาตรฐาน และต้องระวังชื่อเสียงระหว่างประเทศ แต่บางประเทศก็อาจไม่คำนึงถึงมากนัก
ระดับต่อมาของผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ ถ้าให้ต่างชาติมาลงทุนก็คงไม่เท่าไรนัก จะมีผลดีเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าเราลงทุนเองก็จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลต้องไปกู้เงินมาใช้จ่ายในโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่งบรายได้ไม่พอ จึงต้องใช้จ่ายแบบขาดดุล สำหรับการกู้เงินถ้ากู้ภายในประเทศก็จะมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย เพราะรัฐบาลมาแย่งเม็ดเงินไปจากตลาดทุน เมื่อดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชนก็ย่อมจะลดลง แต่ถ้ากู้จากต่างประเทศอาจไม่กระทบอัตราดอกเบี้ยภายในหรือถ้าเป็นเม็ดเงินเข้ามามาก ดอกเบี้ยอาจลดลง แต่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะมีปริมาณเงินเข้ามาเพิ่มในระบบ
ที่แน่ๆรัฐบาลจะมีหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเรามีหนี้สาธารณะคงค้างในเดือน ม.ค.60 เป็น 41.97% ของ GDP ซึ่งถ้าดูจากตัวเลขนี้เรายังพอรับไหว แต่ตัวเลขนี้ได้ตัดเอาหนี้สาธารณะที่เคยเป็นอยู่แต่ถ้าโอนกลับมาจะทำให้รัฐมีหนี้อยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย คือกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินที่รัฐมีหนี้ประมาณเกือบ 50% ของ GDP นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง แต่ตัวเลขเมื่อต้นปี 60 นี้ยังเพิ่งเป็นการเริ่มต้นของการมีหนี้จากโครงการเมกะโปรเจกต์ทั้งหลาย บางโครงการยังไม่ได้เริ่มต้น เช่น รถไฟความเร็วสูงเชียงใหม่-หาดใหญ่ รถไฟความเร็วสูงโคราชก็เพิ่งเริ่มไปไม่กี่กิโลเมตร รถไฟรางคู่ยังไม่เริ่ม มีแต่รถไฟฟ้ากับรถไฟใต้ดินหลายสายที่ระดมสร้างพร้อมๆกับวงเงินเกิน 7-8 แสนล้านบาท นี่ยังไม่นับการจัดซื้อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอีกรวมๆกันหลายแสนล้าน
หลงจ๊งหนี้สาธารณะของรัฐบาลไทยน่าจะขึ้นไปถึงประมาณ 60% ของ GDP ทีนี้ GDP หรือรายได้ของประเทศไทยทั้งหมดก็มีมูลค่าประมาณ 406.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้สาธารณะก็จะเป็น 244.2 พันล้านดอลลาร์โดยประมาณ คิดเป็นเงินไทยถ้าเอา 30 คูณก็จะเป็นเงิน 7.326 ล้านล้านบาท ส่วนงบประมาณแผ่นดินก็จะประมาณ 2.575 ล้านล้านบาท (ปี 58) ส่วนรายได้ประชาชาติหรือ GDP ก็มีประมาณ 12 ล้านล้านบาท ซึ่งก็ดูไม่หนักหนาแต่ที่ต้องระวังก็เพราะเราใช้เงินอย่างมือเติบ และหนี้จะสะสมพอกพูนขึ้น เรื่อยๆในขณะที่รายได้เก็บไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะประสิทธิภาพในการเก็บภาษี และโครงสร้างภาษียังไม่เอื้ออำนวย
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นเพราะมีบางคนที่ทำงานด้านเศรษฐกิจออกมาอ้างว่าหนี้สาธารณะของเรานั้นมันเรื่องเล็กจริงๆ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ที่เขามีหนี้สาธารณะถึงกว่า 200% ต่อ GDP ด้วยวิธีคิดแบบนี้ญี่ปุ่น ซึ่งติดกับดักของการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายขาดดุลมาโดยตลอดจนหนี้สาธารณะเกิน 200% ของ GDP และทุกวันนี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นแม้ทุ่มงบกระตุ้นเท่าไรก็โตน้อยมากอยู่ใกล้ๆ 1% เท่านั้น ยิ่งญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคคนชรา การหารายได้ก็ลดน้อยลง ภาระการประกันสังคมก็สูงมาก และยังไม่มีวิธีใดที่จะแก้ได้อย่างชงัดเลย จึงไม่ควรที่ประเทศไทยจะนำแนวคิดแบบนั้นมาใช้เด็ดขาด
นอกจากปัญหาด้านการเงินดังกล่าวมาแล้ว การระดมก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ๆทั้งหลายนั้นต้องการวัสดุในการก่อสร้างทั้งปูนซีเมนต์ หิน กรวด ทราย และเหล็ก แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ได้เตรียมการไว้รองรับเพียงพอ เพราะมีการปิดหรือห้ามทำเหมืองหินเหมืองปูน หรือจัดหากรวดทรายมารองรับเพียงพอ จนสมาคมที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบต้องออกมาเรียกร้องให้เปิดเหมืองหินเพิ่ม รวมทั้งการผลิตวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ส่วนเหล็กนั้นเราต้องนำเข้าอยู่แล้ว
อนึ่งถ้าวัสดุก่อสร้างขาดแคลนก็จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อันทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดกลางและขนาดย่อมจะได้รับผลกระทบอย่างมาก แถมจะเกิดผลกระทบต่อการจ้างงานเป็นจำนวนมาก แม้จะมีแรงงานต่างชาติเข้ามาอยู่ในธุรกิจนี้จำนวนมากก็ตาม แต่ถ้าพวกนี้ตกงานก็จะมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายบริโภคต่างๆด้วย
ในกรณีการขอเปิดเหมืองนี้ ผู้ประกอบการพยายามร้องขอให้รัฐบาลได้ทบทวนที่จะอนุญาตให้ทำเหมืองได้ในเขตสปก. ที่ได้ถูกศาลปกครองระงับไป และทางรัฐบาลก็ยังมิได้ดำเนินการใดๆเพื่อผ่อนคลายในเรื่องนี้ แม้ว่ารัฐจะเร่งจัดตั้งหน่วยงาน 2 หน่วยงานเพื่อรองรับก็ตาม โดยได้ตั้งกองใหม่ในกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คือ กองบริการจัดหาวัตถุดิบและกองรองรับนวตกรรมวัตถุดิบก็จะไม่ทันการอยู่ดี
ขณะเดียวกันในอีกมุมมองการเปิดเหมืองหินหรือทำโรงงานปูนต่อซีเมนต์นั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชนด้วย จึงต้องพิจารณาในเรื่องนี้ควบคู่กันไป
อนึ่งขณะที่ภายในประเทศกำลังจะขาดแคลนวัสดุก่อสร้างแต่รัฐาบาลก็ยังคงปล่อยให้มีการส่งออกวัสดุเหล่านี้ เช่น หินและทรายไปยังต่างประเทศจึงควรที่รัฐบาลจะต้องทบทวนในเรื่องนี้ ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสามารถสูงขณะนี้ก็ได้ไปลงทุนยังต่างประเทศเพื่อผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหิน และปูน ไว้รองรับบ้างพอควรแล้ว
เรื่องสุดท้ายคือการที่รัฐบาลเร่งรีบก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อย่างรถไฟใต้ดิน และรถไฟฟ้าโดยภาคเอกชน ทำให้เกิดสภาวะฝุ่นละอองในอากาศในพื้นที่กทม.เพิ่มสูงอย่างมาก ฝุ่นละอองเหล่านี้เมื่อไปรวมกับควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และฝุ่นอันตรายจากผ้าเบรกก็ขึ้นไปลอยแขวนในอากาศ กลายเป็นหมอกพิษโดยเฉพาะในยามลมสะงัด ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนจำนวนนับ 10 ล้านในกทม. เช่นโรคทางเดินหายใจ โรดตาอักเสบ และในระยะยาวทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้
ที่น่าสลดใจคือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างกทม.มิได้ดำเนินการใดๆที่จำเป็นเลย เช่น จะต้องล้างถนนทุกคืนเพื่อขจัดฝุ่น หรือหาจังหวะทำฝนเทียมเพื่อลดฝุ่นละอองในอากาศ ปล่อยให้ประชาชนทนทุกข์เวทนา
ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าผู้บริหารกทม.ชุดนี้มิได้มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ได้สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชนเท่าที่ควร หากคิดจะมาสมัครเลือกตั้งในสมัยหน้า เพราะถือว่าได้เปรียบที่กุมบังเหียนการบริหารกทม.อยู่ละก็ คิดผิดคิดใหม่เพราะคนกทม.เขาตื่นตัวทางการเมืองมากนะครับ







