โซเครติสและอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ :ความเหมือนและความต่างกับการต่อสู้กับความอยุติธรรม(ตอนที่๑)

โซเครติสและอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ
:ความเหมือนและความต่างกับการต่อสู้กับความอยุติธรรม(ตอนที่๑)
โดย ศ.(กิตติมศักดิ์)ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ผู้อ่านบทความนี้อาจจะมีถามว่า ทำไมในข้าพเจ้าจึงนำเรื่องท่านมาเปรียบเทียบกับโซคราติส ทั้งๆที่โซคราติสไม่ได้อยู่ในสมัยของอิมามอะลี และไม่ได้เป็นชาวอาหรับหรือเป็นมุสิลมเสียด้วยซ้ำ?
คำตอบ ก็คือว่า ข้าพเจ้ามีความตั้งใจที่จะโยงเรื่องของอิมามอะลีกับโซคราติส เพราะมีความจริงปรากฏอยู่และความจริงหรือความเป็นจริงนั้น ไม่มีกาลและเวลาและสารัตถะธรรมก็ไม่มีวันดับสูญหายจากไป แต่จะธำรงอยู่ทุกยุคทุกสมัย
ความยิ่งใหญ่ของโซคราติส เนื่องจากที่เขาได้ยืนยันเพื่อปกป้องความเป็นมนุษยธรรม เพื่อปกป้องความดี เพื่อปกป้องความยุติธรรม เรื่องราวของเขาจึงตรึงอยู่ในจฃใจของผู้แสวงหาความยุติธรรมทุกยุคทุกสมัย ส่วนอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ ก็เช่นเดียวกันยืนหยัดต่อสู้เพื่อความดี เพื่อความยุติธรรมและสร้างหลักธรรมาภิบาลในการปกครองเพื่อผดุงคุณธรรมและคุณงามความดีสากลนั้นมาจรรโลงโลก
โซคราติสได้ศรัทธาต่อความดีและศรัทธาต่อความยุติธรรม ทำให้เขานั้นดำเนินชีวิตเพื่อปกป้องความดี จนเป็นเหตุให้เขามองว่าความตายนั้นคือชีวิตที่ธำรงอยู่ ความตาย คือการดำรงอยู่ ไม่ใช่การสูญเสียหรือการดับหาย เขาจึงยินดีกับความตายและส่งรอยยิ้มให้กับความตาย ดังวาทะกรรมที่เป็นอมตะของเขาว่า”ข้าพเจ้าจะไปสู่ความตาย แต่พวกท่านจะไปสู่ชีวิต” หรืออีกประโยคว่า “ เมื่อวานข้าพเจ้าคือมิตรสหายของพวกเจ้า แต่วันนี้ข้าเจ้าคือบทเรียนและข้อเตือนสติของพวกเจ้า และพรุ่งนี้ข้าเจ้าจะแยกทางจากพวกเจ้า พึงสังวรไว้เถิดเหล่าสหายธรรม”
ถ้าหากว่าในประวัติศาสตร์ระหว่างสองผู้ยิ่งใหญ่นี้ มีกลุ่มคนที่ได้ศรัทธาและเลื่อมใส และมีความเป็นพี่น้องต่อกัน ดังนั้นพอจะได้คำตอบว่า แท้จริง การพูด การกระทำ และการดำเนินชีวิตของบุคคลต้นแบบเหล่านี้ ย่อมมีสาระและมีแก่นแท้เดียวกัน เพียงแต่มีความแตกต่างในเรื่องสถานที่และเวลาของบุคคลทั้งสองเท่านั้นหรือมีความแตกต่างในส่วนปลีกย่อย ดังนั้นไม่สงสัยเลยว่า แท้จริงท่านอิมามอะลีและโซคราติส มีความเหมือนและมีความต่าง แต่ที่เหมือนคือมีแก่นสารเดียวกัน มีแก่นแท้ของการรับใช้สังคมแบบเดียวกัน(คือการสร้างความยุติธรรมแก่สังคม)ส่วนความต่าง ต่างกันในเวลาและสถานที่และบริบท
ดังนั้นในตรงนี้เราจะขอแสดงจุดยืนและหลักฐานในสิ่งที่เราได้อ้างไว้ข้างต้น คือ เพียงแค่เรานำอัตชีวะประวัติสองมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้มาเพ่งพินิจ จะพบจุดร่วมของบุคคลทั้งสองและมีความเข้าถึงแก่นแท้แห่งชีวิต ได้๒ รากฐานใหญ่ ดังนี้
๑. ความเหมือนในเรื่องความเป็นหลักสากล
๒. ความเหมือนในคุณลักษณะพิเศษของทั้งสอง
จะขออธิบายดังนี้
ในประเด็นแรกจะขอกล่าวสั้นๆดังนี้ ทั้งสองมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้มีพลังแห่งการสำแดงอ่างองอาจและมีความเป็นตัวของตัวเองสูงยากจะหาใครเปรียบ ไม่ยอมแพ้กับผู้ใดอย่างง่ายๆ มีความศรัทธาต่องค์ความดีเป็นต้นทุนและเชื่อถึงศักศรีของความเป็นมนุษย์ และทั้งสองถือว่ามีบุคลิกภาพแห่งความเมตตาเป็นที่สุด เมื่อไหร่ที่ได้มีความหวังแม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง ก็จะขับเคลื่อนไปถึงเป้าหมายในที่สุด และจะพบว่า แท้จริงความดีเป็นหนึ่งเดียว เป็นหลักสากล
ดังนั้นทั้งสองมหาบุรุษนี้มีรูปแบบการดำเนินชีวิตและชีวิตเดียวกัน และทั้งสองเป็นพลังอมตะที่ธำรงอยู่แห่งความสูงส่งของความเป็นมนุษย์ และยังได้สำแดงออกถึงความสมบูรณ์แบบทางสติปัญญาและการใช้ปัญญา อีกทั้งนำหลักของการเข้าใจประจักษ์ทางจิตวิญญาณเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต การมีอยู่ของบุคคลทั้งสองเป็นเสมือนบุคคลต้นแบบและเป็นแบบอย่างของโครงสร้างและรากฐานทุกอย่างของชีวิตมนุษย์ โดยการขัดเกลาตัวเองสะอาดบริสุทธิ์ เป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูง อีกทั้งได้เรียกร้องระบอบการปกครองที่เป็นธรรม เป็นหลักธรรมารัฐ ที่อยู่บนพื้นฐานของการนำพามนุษย์สู่ความสูงส่งและมีความขาวสะอาดในการบริหารจัดการบ้านเมืองเป็นรากฐาน
เรื่องราวและประวัติของอิมามอะลีกับโซเครติส และเหล่าศัตรู เป็นประวัติที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว เป็นการต่อสู่ระหว่างความสว่างกับความมืด และถือว่าเป็นการต่อสู้ที่ได้สำแดงออกถึงการต่อสู้ระหว่างความยุติธรรมกับความอยุติธรรมอย่างชัดเจนและเด่นชัดยิ่งนัก
(ต่อฉบับหน้า)
สอง คือ ความคล้ายในด้านบุคลิกภาพ
แท้จริงโซคราติสและอิมามอะลี มีรายละเอียดและวิถีการดำเนินชีวิตเฉกเช่นบุคคลทั่วๆไปและเริ่มต้นการใช้ชีวิตทางสังคมตามพื้นเพของประชาชน โดยสำแดงออกถึงการอยู่ร่วมกับผู้ยากไร้ ผู้ถูกกดขี่ แต่ก็ได้เห็นการกระทำของกลุ่มชนชั้นสูงที่เคยคิดว่าเป็นชนนั้นผู้ปกครอง หรือชนชั้นสูง อยู่ร่วมกับนักบริโภคนิยมและนักแสวงหาผลประโยชน์เพื่อความสุขสบายของส่วนตน อยู่กับกลุ่มคนที่แสวงหาการเป็นนักปกครองหรือผลประโยชน์ต่างๆจากการปกครอง อยู่กับนักต่อรอง และทั้งสองบริบทของมหาบุรุษทั้งสองนั้น ได้ชี้ให้เห็นว่าสังคมมีความวุ่นวายและมีความไม่เป็นธรรม และมีความเลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาค ขาดความยุติธรรมทางสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอ่อนแอ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองเป็นไปในรูปแบบของเผด็จการ เป็นสังคมแบบปัจเจกนิยม แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง และเห็นแก่ตัว
โซเครติสและอิมามอะลีทั้งสองได้ใช้ชีวิตทางสังคมด้วยการชี้นำสังคม นั่นคือทั้งสองจะอยู่กับผู้ทรงอิทธิพลและเป็นผู้ใหญ่มีบารมี และได้รับการเลี้ยงดูจากผู้มีบารมีนั้นในช่วงเริ่มแรกของชีวิตและจนมีภาวะที่เหมาะสมและเข้มแข็ง เสมือนกับว่าเป็นการลิขิตจากพระเจ้าที่ให้ถือกำเนิดมาในสภาพสังคมเช่นนั้นและได้รับการชุบเลี้ยงจากบุคคลที่มีบารมี และมีสภาพของการทำสงครามและการห้ำหั่นกันไม่มีความศานติ ดังนั้นจะเห็นว่าชีวิตของโซคราติสเป็นนักรบและเป็นนักต่อสู้ที่เข้มแข็ง เหล่าศัตรูมีความหวั่นต่อการเผชิญหน้ากับโซคราติส หรือบางครั้งถึงกับต้องขอความคุ้มครองจากเพื่อนมิตรสหายเลยทีเดียว และมามอะลีก็มีบุคลิกภาพเช่นนี้ เป็นนักต่อสู้ที่แข็งแรงและนักดาบที่ชำนาญมากทีเดียว
ความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวของโซเครติส นักประวัติศาสตร์ต่างได้รายงานไว้ว่า ในสมัยนั้นหาใครที่จะมาเปรียบได้เลยทีเดียว และเมื่อมาดูประวัติอิมามอะลีก็มีความกล้าหาญและเก่งกาจทางการรบและเป็นนักสู้ที่เหล่าศัตรูในสมรภูมิต่างพากันหวาดหวั่นเมื่อได้ยินว่าจะสู้กับอะลี
ส่วนการใช้ชีวิตทางโลกของโซเครติส เป็นคนติดดิน เรียบง่าย รักสันโดษ สมถะ กินง่ายอยู่ง่าย ชีวะประวัติทอิมามอะลีก็เป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของท่าน คือเป็นผู้มีสมถะ เรียบง่าย ติดดิน เป็นที่รู้จักในนามของผู้นำของผู้ยากไร้ ไม่หลงใหลอยู่กับชีวิตทางโลก
ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้มีความรับผิดชอบ ด้วยกับจิตสำนึกและใช้หลักสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อผู้ยากไร้อย่างที่สุด มีความเป็นหว่งต่อผู้ที่หลงทางและออกห่างจากทางสัจธรรม และทั้งสองได้เสียสละชีวิตและอุทิศเพื่อรับใช้ความถูกต้องและเป็นเสมือนว่านำทัพต่อสู้กับความอธรรมและการกดขี่ทุกรูปแบบ และทั้งสองก็ได้เสียสละจนกระทั้งได้เสียสละแม้แต่ชีวิต
ทั้งสองได้สำแดงออกถึงการเป็นปรปักษ์กับผู้ฉ้อฉลและต่อต้านต่อผู้กดขี่ทั้งหลาย อีกทั้งได้กล่าวประณามต่อผู้แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและเพื่อตำแหน่งต่างๆ โดยเอาประชาชนเป็นเครื่องมือ ทั้งสองได้ต่อสู้กับเหล่าผู้อธรรม ถึงกับบางบริบทก็ต้องจับดาบและทำสงคราม จนทำให้กลุ่มชนผู้มีอำนาจนั้นได้ประกาศเป้นศัตรูกับคนทั้งสองและได้ต่อต้านคนทั้งสอง หรือบางครั้งได้ขู่การเอาชีวิตเลยทีเดียว แต่ทว่าทั้งสองได้ต่อสู้โดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนทำให้บางสถานการณ์ทำให้บุคคลทั้งสองต้องเจรจาเพื่อสันติภาพและเลือกการนิ่งเงียบเป็นการต่อสู้ และจะเห็นว่าโซเครติสได้ต่อสู้กับกลุ่มคนเหล่านั้น โดยการใช้หลักสติปัญญาในการไตร่ตรองและไม่มีพลพรรคใดๆ ยกเว้นจำนวนน้อยนิด ดังนั้นบางครั้งได้รับการดลใจจากพระเจ้าในการแก้ไขปัญหา ส่วนท่านอิมามอะลีก็เช่นกันมีสาวกและผู้ติดตามจำนวนน้อยนิด ก็ต้องใช้หลักการนิ่งเงียบและรอเวลาในการขับเคลื่อนและการต่อสู้
ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่ได้นำหลักด้านจิตวิญญาณ การขัดเกลาจิตใจมาเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตและเป็นแบบอย่างแก่ประชาชน จนสามารถสร้างคุณูประการแก่สังคม และในภาพภายนอกได้สำแดงออกอย่างมีเป้าหมายและมีหลักการ
ดังนั้นเมื่อเรายกย่องโซคราติสว่าเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ เทิดเกียรติอิมามอะลีผู้นี้ว่าเป็นนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ เพราะความเหมือนและความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ศาสนา ไม่ได้อยู่ชาติพันธุ์ ไม่ได้อยู่ที่กาลเวลา แต่คือ ความเป็นมนุษยธรรม นั่นคือ การสำแดงออกถึงความเป็นผู้มีคุณธรรมระดับสูง เป็นผู้ทรงคุณค่า ผู้มีธรรมะ เป็นผู้แสดงออกถึงการมีศรัทธา และด้วยความศรัทธานั้น ได้แสดงให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิต มีขันติธรรม มีความสำรวมตน ไม่กลัวต่อความตาย ดังที่โซคราติสได้กล่าวว่า
” ข้าพเจ้ากำลังถวิลหาความตาย แต่พวกเจ้ากำลังอยู่กับชีวิต”
หรืออีกประโยคว่า
“เมื่อวานข้าพเจ้าเป็นมิตรสหายของพวกเจ้า วันนี้ข้าพเจ้าจะเป็นบทเรียน ข้อเตือนสติพวกเจ้า และพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะจากพวกท่านไป โอ้พระเจ้าโปรดเมตตาและอภัยให้เราด้วยเถิด”
(หมายเหตุ เรียบเรียงจากหนังสือ The Voice of Human Justice)







