INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิวัติการศึกษา

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย

การปฏิวัติการศึกษา

                วันนี้ขอพูดอีกครั้งเรื่องการศึกษาของประเทศไทย ไม่ใช่การปฏิรูป แต่จะต้องเป็นการปฏิวัติหรือพลิกแผ่นดินกันทีเดียว เพราะเราไม่อาจจะมามัวคลานต้วมเตี้ยมในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงบุคลากรทางด้านนี้ได้ต่อไปอีกแล้ว ที่แย่ไปกว่านั้นคือแทนที่จะรุดไปข้างหน้า เรากลับวนเวียนสาละวันเตี้ยลง แล้วลุกขึ้นแล้วก็เตี้ยลงอยู่อย่างนี้ ในขณะที่โลกกำลังเคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วรุดหน้าไปไกลแล้ว
                รัฐบาลนี้พยายามจะปฏิรูปประเทศด้วยมิติต่างๆถูกบ้างผิดบ้างแต่ก็เชื่อว่ามีเจตนาดีต้องการเปลี่ยนประเทศไปสู่ความเจริญรุดหน้า และมั่นคง แต่ถ้าเราไม่เตรียมคนให้เจริญรุดหน้าทั้งด้านความรู้ ความสามารถรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ระบบที่สร้างขึ้นมาก็ย่อมไม่มีความหมายตัวระบบเองก็ย่อมจะผุผัง และไม่อาจพัฒนาต่อยอดต่อไปได้
                เพียงแค่การปรับปรุงการเรียนรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ใช่การหลงงมงายตกเป็นเครื่องมือของการครอบงำของเทคโนโลยีนั้นยังคงไม่เพียงพอ แต่เราต้องปรับปรุงพื้นฐานของจิตใจ การปลูกจิตสำนึกในการมีระเบียบวินัย มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ตลอดจนเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ไม่ใช่การไปติดที่เปลือกกระพี้ พิธีกรรม แต่ไร้จิตสำนึก ทั้งนี้ในเรื่องนี้ก็คงต้องพึ่งพาการอบรมบ่มนิสัยด้วยแก่นแท้ของศาสนา เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องทำเดี๋ยวนี้ไม่ใช่รอไปรัฐบาลหน้า แล้วก็รอต่อไป มีแผนแล้วก็ต้องรีบทำ ยังไม่มีแผนนั่นในระบบก็รีบสร้างแผน ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบชิ้นๆ เป็นรายวัน โหนตามกระแส
                เราทุ่มงบประมาณลงไปในการศึกษาเป็นจำนวนมาก ปี 52 4.98 แสนล้าน คิดเป็น 19.3% ของงบทั้งหมด ปี 59 ของบเพิ่มอีกเป็น 5.20 แสนล้าน คิดเป็น 19.1% ของงบประมาณทั้งหมด ปี 60 ของบอีก 5.19 แสนล้าน ซึ่งก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่งของการใช้เงินงบประมาณ
                แต่ประเด็นก็คือไม่ได้มีการประเมินกันเลยถึงความคุ้มค่าของเงิน (VALLE FOR MONEY) และยังไม่เห็นความชัดเจนของแผน การประเมินผล ตลอดจนการปรับโครงสร้างในระบบการศึกษาที่ชัดเจนเลย
                ในเรื่องคุณภาพการศึกษาจากการประเมินของ PISA ของ OECD ซึ่งจะทำการประเมินทุกๆ 3 ปี พบว่าไทยเราอยู่ที่อันดับ 50 ทั้งภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ในขณะที่หลายประเทศในเอเชียอย่างสิงคโปร์ เกาหลีใต้อยู่ในอันดับต้นๆในการประเมินครั้งใหม่ที่จะมีผลออกมาเร็วๆนี้ PISA ได้เพิ่มการประเมินทักษะด้านการใช้คอมพิวเตอร์เข้าไปด้วย
                ข้อน่าคิดซึ่งคงไม่ต้องไปเทียบกับฟินแลนด์ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 แต่หลายประเทศในเอเชีย เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งในกรณีหลังเวียดนามก้าวหน้าในเรื่องมาตรฐานการศึกษา จากการทดสอบของ PISA อย่างมาก โดยอยู่อันดับ 17 ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 50 จากจำนวน 70 ประเทศ ที่เข้าร่วมประเมิน
                PISA ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบว่า นักเรียนสามารถจะนำสิ่งที่ได้เรียนในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตหรือสถานการณ์จริงได้หรือไม่ นอกจากนี้ PISA ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะวัดผลนักเรียนเป็นรายบุคคล แต่เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ในระดับชาติ เพื่อแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศจัดการศึกษาแก่เด็กนักเรียนของตนเองได้ดีแค่ไหน และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆแล้ว ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร
                ผลการประเมินล่าสุดพบว่ากลุ่มประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ล้วนมีอันดับต้นๆใน 10 อันดับ ส่วนเด็กไทยอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในทุกหมวดวิชา และแนวโน้มลดต่ำลงเมื่อเทียบกับการทดสอบครั้งแรก
                แม้ว่า PISA อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ว่านโยบายหรือวิธีการอะไรที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแต่เป็นการชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ ความเหมือนและความต่างเชิงเปรียบเทียบ ระหว่างระบบการศึกษาของประเทศต่างๆในโลก การเปรียบเทียบเช่นว่านี้อาจช่วยให้รัฐบาลในแต่ละประเทศสามารถคิดหานโยบายหรือวิธีการเพื่อช่วยปรับปรุงผลสำฤทธิ์ของนักเรียน
                ตัวอย่างเช่น ระบบการศึกษาของเกาหลีใต้กับของฟินแลนด์นั้นแตกต่างกันมาก โดยฟินแลนด์เน้นความเป็นอิสระเพื่อให้นักเรียนใช้ทักษะตามที่ตนถนัด หรือตามที่ตนสนใจ ส่วนเกาหลีใต้เน้นการวางแผนการศึกษาที่เข้มขึ้น เน้นการฝึกฝน ส่วนญี่ปุ่นเน้นความพร้อมของทั้งร่างกายและจิตใจ โดยฝึกสมาธิและระเบียบวินัยเป็นพื้นฐานในตอนเด็กๆไม่เน้นวิชาการ เป็นต้น ที่เหมือนกันคือมุ่งเน้นให้เด็กได้รู้จักคิด รู้จักต่อยอดในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่การท่องจำ
                ประเด็นสำคัญที่ตามมานอกจากการจัดวางระบบการศึกษาเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ก็ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญที่ตามมาคือ
                1.คุณภาพของครู-อาจารย์
                2.คุณภาพของผู้บริหารการศึกษา
                3.การสนับสนุนของผู้ปกครอง ในการสร้างเสริมบรรยากาศเพื่อการศึกษา
                ที่ผ่านมาครูในระดับประถมและมัธยมตลอดจนมหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่ง ถูกกลไกตลาดทำให้เกิดความเบี่ยงเบนไปจากที่ควรจะเป็น นั่นคือ ครูจะต้องมีความรู้ความสามารถ และสติปัญหาในระดับสูง ตลอดจนต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักเรียน แต่ปรากฏว่ากลไกตลาดทำให้คนที่เรียนดี เรียนเก่งหันไปเลือกเรียนเพื่อเป็นแพทย์ วิศวกร สถาปนิก เศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆที่ให้รายได้ในระดับสูง
                แต่อาชีพครู งานหนัก เงินน้อย จึงทำให้ผู้ที่มีความสามารถสูงมาเรียนและเลือกที่จะทำอาชีพนี้น้อย ยิ่งครูในต่างจังหวัดยิ่งมีสถานะที่ไม่สู้ดีนัก พออยู่ในสังคมบริโภคนิยมก็ทำให้เป็นหนี้เป็นสินจำนวนมาก แถมองค์การคุรุสภายังส่งเสริมให้เป็นหนี้โดยผ่านระบบสหกรณ์ และระบบอื่นๆอีกนานัปการ
                ครูจึงต้องหารายได้พิเศษ ด้วยการทำงานอย่างอื่นเสริม เช่น สอนพิเศษ ขายประกัน ขายตรงสินค้าต่างๆ และลูกค้าสำคัญก็คือผู้ปกครอง เพื่อเอาใจครู จะได้ให้เกรดลูกดีๆใช้อ้างอิงเวลาจะไปศึกษาต่อ ส่วนปริมาณครูโดยเฉพาะในต่างจังหวัดก็ยังขาดแคลนอย่างมาก เพิ่มงบแต่ไม่เพิ่มครูหรือเกลี่ยครูจากรร.ที่ปริมาณเด็กลดลงก็ไม่มีผลอะไรดีขึ้น
                การตรวจวัดคุณภาพก็เน้นที่งานวิจัย ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยทำไม่เป็นต้องไปจ้างทำ ส่วนสายบริหารก็ไม่สนใจงานในหน้าที่จำนวนไม่น้อยออกวิ่งเต้นเพื่อการโยกย้ายไปสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้น
                ในมาเลเซียเมื่อมหาเธร์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศการปฏิวัติการศึกษา โดยการจัดระบบที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญได้จัดการสร้างครูพันธุ์ใหม่ โดยการจัดจ้างด้วยเงินเดือนที่สูงเทียบเท่าวิศวกร และจัดการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ทำให้การศึกษามาเลย์มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และทำให้การพัฒนาประเทศของมาเลย์รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว สอดรับกับการวางแผนพัฒนาประเทศในองค์รวม
                อนึ่งผู้ปกครองของนักเรียนก็เป็นปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญคือต้องดูแลเอาใจใส่บุตร-ธิดา ตลอดจนต้องช่วยอบรมบ่มนิสัยในเรื่องคุณธรรมและวินัย ไม่ใช่โยนภาระให้โรงเรียนทั้งหมด
                ส่วนการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นก็ยังมีปัญหาอยู่มาก ซึ่งต้องปรับปรุงทั้งคุณภาพ และคุณธรรม มาตรการของสกอ.อย่างที่ทำอยู่ไม่อาจก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายได้ เพราะไปตรวจสอบที่กระบวนการและดูตามเอกสาร ยิ่งจำนวนประชากรวัยเด็กลดลง ก็ควรจะมีการควบรวมสถาบันอุดมศึกษาแทนการขยายเพื่อสนองตัณหาของบุคคลที่จะมีตำแหน่งอธิการ
                ความจริงรายละเอียดที่จะทำการปฏิวัติการศึกษายังมีอีกมากหากจะเริ่มต้นคงต้องปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษา โดยขั้นแรกให้ยกระดับฐานะสภาการศึกษาให้เทียบเท่าสภาพัฒน์ ไม่ใช่เพียงฐานะกรมในกระทรวง แล้วทำการเชื้อเชิญผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆมาช่วยกันระดมสมอง สร้างนโยบายและแผนงานในการปฏิวัติการศึกษาเพื่อให้ก้าวทันโลก ที่สำคัญมากคือต้องมีแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ถ้าจะพัฒนาการเมือง สังคม และเศรษฐกิจกันจริงๆต้องพัฒนาคนควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ มิฉะนั้นเราก็จะพายเรืออยู่ในอ่างแบบนี้ต่อไป ในขณะที่หลายๆประเทศแม้แต่ในอาเซียนด้วยกันเขาก้าวล้ำหน้าไทยไปแล้ว ทั้งๆที่เมื่อก่อนอยู่ข้างหลังไทยทั้งนั้น
                นี่ยังไม่ได้พูดถึงการกระจายโอกาสในการศึกษาสู่ประชากรในระดับต่างๆให้ทั่วถึงและเท่าเทียมเลย และนั่นก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ไม่ใช่รอทำ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com